“คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงการใช้ AI และใช้ได้เก่งในเรื่องการทำเพื่อความบันเทิง แต่ยังห่างชั้นมากกับการใช้เพื่อวิชาชีพ และขาดแคลนผู้มีทักษะขั้นสูง ทั้งประเทศมีอยู่ไม่กี่หมื่นคน แต่ในตลาดต้องการตัวหลักแสน คนจบใหม่ถ้าใช้ AI ในสายงานที่ต้องการไม่เป็นแทบหมดสิทธิ์ได้งานทำ”
ท่ามกลางยุคของการแข่งขันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ที่นับวันจะเข้ามามีบทบาทสูงต่อสังคม หรือแม้แต่อาชีพของผู้คน โดยเฉพาระบบปัญญาปรดิษฐ์หรือ AI ที่ ณ เวลานี้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญกับมนุษน์ในการทำงาน แต่ในทางกลับกันก็เป็นผู้ช่วยที่สำคัญอย่างมากของคนจทำงานมืออาชีพที่ช่วยลดระยะการทำงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานานหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน ให้เหลือเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
และถ้าใครที่มีทักษะการใช้ AI ด้วยแล้วย่อมได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษกว่าคนที่ใช้ไม่ได้เป็นในการได้งาน หรือมีความก้าวหน้าในอาชีพที่มากกว่า เพราะถือเป็นทักษะที่สำคัญของวันนี้และในอนาคตที่แทบทุกสาขาอาชีพจะต้องใช้ โดยเฉพาะอาชีพที่มีรายได้สูงทุกวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวพันกับ AI ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
สำหรับภาพรวมของทักษะ AI ในประเทศไทยในปี 2026 อยู่ในสภาวะที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการเปิดรับสูงแต่ทักษะยังไม่ลึก จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า คนไทยกว่า 91% ตระหนักและมีการใช้งาน AI ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เป็นหัวหอกสำคัญในการนำ AI มาใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน
Dr. Leung Lim Kin, Simon Vice Chairman of the Board, Executive Director, NetDragon
Dr. Leung Lim Kin, Simon Vice Chairman of the Board, Executive Director, NetDragon ให้สัมภาษณ์กับ Reporter Journey ว่า ปัจจุบัน AI ในภาพใหญ่ของโลก ก้าวล้ำไปมากในระยะเวลาไม่กี่ปี หรืออาจจะบอกว่า AI สามารถอัพเดทความสามารถของตัวเองในหลักเดือนหรือหลักสัปดาห์เลยก็ว่าได้ โดยสหรัฐอเมริกายังเป็นศูนย์กลางของบริษัทระดับโลกอย่าง OpenAI, Google, NVIDIA และ Microsoft รวมถึงมีการลงทุนภาคเอกชนใน AI สูงที่สุดในโลกเกิน 50% ของการลงทุนทั่วโลก
แต่จีนกำลังตามมาแบบติดๆ เป็นอันดับ 2 และกำลังท้าทาย AI จากโลกเสรีนิยม โดยเน้นความแข็งแกร่งด้านสิทธิบัตร AI งานวิจัย และการประยุกต์ใช้ในระบบเฝ้าระวังและการผลิต (Manufacturing) แต่ก็ยังมีจุดอ่อนตรงที่ข้อมูลจำนวนมากยังถูกเซ็นเซอร์โดยรัฐบาลจีน โดยเฉพาะข้อมูลที่อ่อนไหวต่อความมั่นคง แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ท้าชิงบัลลังกับสหรัฐ เนื่องจากรัฐบาลให้งบสนับสนุนอย่างเต็มที่
และอันดับ 3 คืออินเดียก้าวขึ้นด้วยฐานนักพัฒนาจำนวนมหาศาลและการเติบโตของ Ecosystem ด้าน AI ที่รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง
ส่วนประเทศที่มีการใช้ AI ในวิชาชีพมากที่สุด กลับเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยสัดส่วนราว 64% เพราะรัฐบาลผลักดัน AI เข้าสู่บริการสาธารณะและธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกลายเป็นอันดับ 1 ของโลก ในเวลานี้
ต่อมาก็เพื่อบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ปรมาณ 61% ซึ่งสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการปรับตัวเพื่อรับกับเทคโนโลยีได้ค่อนข้างเร็ว โดยรัฐบาลมีการลงทุนและวางรากฐาน “National AI Strategy” มาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทำให้การเข้าถึง AI กลายเป็นสิ่งสามัญของประเทศนี้ไปแล้ว
นอกจากนี้อินเดีย ก็ราวๆ 45-73% ซึ่งเก่งมากในการใช้ Generative AI เพื่ออัปสกิลทักษะแรงงาน
และเกาหลีใต้ ที่เรียกว่ามาแรงมาก มีอัตราการใช้ AI เพื่อการทำงานเพิ่มขึ้นสูงมาก และยังเป็นเป็นตลาด ChatGPT ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีการใช้ AI ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้นมาก
จะเห็นได้ว่าประเทศอุตสาหกรรมแนวหน้าของโลกมุ่งไปที่ AI กันหมด ทักษะฝีมือแรงงานก็ต้องเข้มข้นอย่างมากในเรื่อง AI เพราะจะทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ และปลูกฝังองค์ความรู้ลงในหลักสูตรการเรียนการสอนบางประเทศก็ตั้งแต่ระดับประถาม นี่คือสิ่งที่โลกภายนอกกำลังก้าวเดินไป แล้วประเทศไทยยังต้องเร่งฝีท้าวหนักกว่าเดิม ถ้าไม่อยากตกขบวนแรงงานคุณภาพอีก
Dr. Joshua K.Park, Asia Campus Dean, George Mason University
Dr. Joshua K.Park, Asia Campus Dean, George Mason University สหรัฐอมเริกาให้สัมภาษณ์ถึงการพัฒนา AI ในไทยว่า การพัฒนา AI ในประเทศไทยถือเป็นช่วงรอยต่อสำคัญที่เปลี่ยนจาก “กระแส” มาเป็น “ความจำเป็นในการรอดชีวิต” ซึ่งแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Strategy) ตั้งเป้าให้ไทยเป็น AI Hub ของอาเซียนภายในปี 2027 เนื่องจากทราบว่าไทยจะเป็นฐานที่ตั้งของ Data Center ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายบริษัท ซึ่งนั้นทำให้ไทยจะเป็นแหลงรวบรวม Big Data มหาศาลจากทั่วโลก
กลุ่มอุตสาหกรรมในไทยไม่ได้ใช้ AI เพียงเพื่อแชทตอบคำถาม แต่ได้ยกระดับไปสู่ระดับปฏิบัติการ ในหลายภาคส่วนทั้งการเงิน (Finance) ที่การอนุมัติสินเชื่อแบบเรียลไทม์ และการตรวจจับการฉ้อโกงที่แม่นยำกว่าเดิม รวมถึงผู้ช่วยทางการเงินส่วน
การผลิต (Manufacturing) ระบบจะสามารถทำสิ่งที่เรียกว่า Predictive Maintenance หรือการทำนายว่าเครื่องจักรจะเสียเมื่อไหร่ และการใช้แขนกล AI ตรวจสอบเครื่องจักร์ในลงงาน รวมทั้งคุณภาพคุณภาพสินค้า
นอกจากนี้ด้านสุขภาพ (Healthcare) AI ช่วยอ่านผลเอกซเรย์/MRI เพื่อวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น รวมถึงระบบจัดการคิวและข้อมูลผู้ป่วย
รวมไปถึงการบริการ (Service)Customer Service AI Agents ที่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้เองโดยไม่ต้องผ่านพนักงาน
“คนไทยจะต้องอยู่กับ AI ในชีวิตประจำวันทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่อุปรรค์คือไทยยังเป็นเป็นผู้ซื้อนวัตกรรมมาใช้มากกว่าผู้สร้าง เม็ดเงินที่ลงทุนใน AI กว่า 90% ยังตกอยู่ในมือบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นการลงทุนในซอฟต์แวร์หรือสตาร์ทอัพของคนไทยเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลในอนาคต เพราะถ้าไทยไม่สามารถทำ Local AI หรือ การสร้าง AI เพื่อการใช้งานที่เข้าใจท้องถิ่นจริงๆ ไทยอาจจะตกขบวนการพัฒนาอีกครั้ง
Dr. Joshua กล่าวส่งท้ายว่า การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจะเป็นปัญหาใหญ่ แม้คนจะเริ่มใช้เป็น แต่คนที่สามารถออกแบบระบบ AI เองได้ในระดับ Level 4 Expert ยังขาดแคลนอย่างหนัก เพราะฉะนั้นปีนี้และในอนาคต ถ้าไทยยังเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้าน AI ในระดับสูงไม่ได้ ธุรกิจไทยจะเสี่ยงในด้านการแข่งขันกับใครยากมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่กำลังเร่งปรับตัวเพื่อลดต้นทุนสู้กับคู่แข่งต่างชาติ