ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่นับว่าก้าวกระโดดรวดเร็ว จนผู้คนจำนวนมากไล่ตามไม่ทัน และกำลังส่งผลให้เทคโนโลยีเหล่านั้นเริ่มสร้างผลกระทบต่อมนุษย์ โดยเฉพาะการแข่งขันในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่หลายคนกลัวว่าระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์
แต่ก็มีบางประเทศที่มีมุมมองที่แตกต่างคือ AI กำลังเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ด้านแรงงานที่กำลังมีปริมาณถดถอยลงอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรรุ่นใหม่ที่ชะลอตัว คนเกิดน้อยลง ทำให้อาจสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันและเศรษฐกิจอาจจะหดตัวลงได้
ญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตด้านจำนวนประชากรลดลง เพราะประชากรเกิดน้อยกว่าอัตราการตาย และทำให้ต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศจำนวนนับล้านคนในแต่ละปี แต่อีกวิธีที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเริ่มปรับเปลี่ยนแนวทางในกาทำงานคือ การนำระบบ AI มาใช้แทนแรงงานมนุษย์
The Asahi Shimbun เผยผลสำรวจบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นพบว่า มากกว่า 90% ของบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศกําลังพิจารณาใช้ AI ในการดําเนินงานแล้ว ซึ่งจาก 100 บริษัทที่สํารวจพบว่ามีถึง 41 แห่งใช้ AI ในการดำเนินกิจการแล้ว ขณะที่ราวๆ 50 แห่งกําลังพิจารณาที่จะใช้
มีเพียง 2 บริษัทที่แสดงท่าทีเชิงต่อต้าน AI หรือสั่งห้ามหรือกําลังพิจารณาห้ามการใช้งาน
สำหรับบริษัททั้ง 91 แห่งที่ใช้หรือพิจารณา AI ในการดำเนินกิจการระบุสาเหตุว่า เพื่อเพิ่มหรือปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงาน รวมทั้งยังสามารถสรุป วิเคราะห์ และแก้ไขปัญาหาได้ดีกว่ามนุษย์
นอกจากนี้ระบบ “แชทบอท” หรือบริการตอบคำถามลูกค้าอัตโนมัติยังสามารถทำหน้าที่แทนแอดมินหรือแผนกติดต่อลูกค้าได้ดีอีกด้วย
โคจิ นากาอิ ประธานของ Nomura Holdings Co. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโบรกเกอร์ Nomura Securities Co. กล่าวว่า Generative AI เข้าสู่การใช้งานทางธุรกิจอย่างเต็มตัวมากขึ้น หลังจากความสําเร็จของ ChatGPT ซึ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนโดย บริษัท OpenAI ของสหรัฐอเมริกา และมีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงการดําเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ อย่างมาก และบริษัทกําลังใช้ AI ทั้งในเรื่องการร่างอีเมลการทำเอกสารต่างๆ และเพื่อสรุปเนื้่อหาการทำงาน
ส่วน Sumitomo Mitsui Financial Group Inc. กล่าวว่า บริษัท ได้เปิดตัวเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ให้กับสาขาในประเทศของบริษัทในเครืออย่าง Sumitomo Mitsui Banking Corp. ในเดือนกรกฎาคม ช่วยให้พนักงานรวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสาร
โยชินาริ คิตาจิมะ ประธานบริษัท Dai Nippon Printing Co. กล่าวว่า พนักงาน 30,000 คนเริ่มใช้ AI แบบสร้างสรรค์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พวกเขาใช้เพื่อสร้างรายงานการประชุมอัตโนมัติจากการบันทึกเสียง และเพื่อเตรียมตารางเวลา
ส่วนที่ Asahi Group Holdings Ltd. ซึ่งมี Asahi Breweries Ltd. และ บริษัทอื่นๆ ในเครือระบุว่า พนักงานประมาณ 100 คนกําลังเข้าร่วมในโครงการทดลองที่เริ่มในเดือนพฤษภาคม โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการดําเนินงานของบริษัทโดยใช้ AI
FamilyMart Co. วางแผนที่จะแนะนําผู้ช่วย AI เชิงสร้างสรรค์ที่ร้านสะดวกซื้อ 5,000 แห่งภายในสิ้นเดือนมีนาคมเพื่อช่วยให้ผู้จัดการร้านสั่งซื้อสินค้าตามสภาพอากาศแ ละบันทึกการจำหน่ายสินค้าที่ร้าน
ขณะเดียวกันผลสํารวจได้สอบถามบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับความกังวลเกี่ยวกับ AI ซึ่งส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องความปลอดภัย เช่น การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ
โดยรวมแล้วบริษัทแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ
นอกจากนี้ประเด็นเรื่อลิขสิทธิ์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็เป็นสิ่งที่หลายบริษัทกังวลเช่นกัน
Seibu Holdings Inc. ซึ่ง บริษัท ย่อยดําเนินการ Seibu Railway และ Prince Hotels กล่าว่า ความท้าทายหลักคือ ความสามารถในการรับประกันความปลอดภัยและความถูกต้องของเนื้อหานั้นทำได้มากเพียงใด”
ส่วนทาเคชิ มัตสึอิ รองประธานบริหารของ Osaka Gas Co. กล่าวว่า สิ่งสําคัญคือผู้ใช้ต้องเต็มใจที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และสามารถยินยอมให้ทําได้
สิ่งที่ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่จะต้องทำร่วมกันคือ การที่จะต้องมีกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลการใช้ AI เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาและการเตรียมควรพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตโดยทันที เพราะเทคโนโลยีจะดีขึ้น พัฒนาขึ้น และฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต บริษัทที่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้จะอยู่รอด และบริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะถูกกําจัด
