เมื่อวัน 14 กันยายนที่ผ่านมา มีรายงานของฝั่งเม็กซิโกว่า มีการเสนอต่อประชุมสภาโดยนักข่าวผู้สนใจใน UFO อย่าง Jaime Maussan ที่อ้างว่าได้ค้นพบซากของมนุษย์ต่างดาวที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งถูกพบในเปรูเมื่อปี 2017 ลักษณะของ และมีการกางหลักฐานถึงผลพิสูจน์ว่าซากมนุษย์ต่างดาวนั้นคือของจริงด้วย
> ผลการทดสอบค่าคาร์บอนที่บ่งบอกว่าซากมนุษย์ต่างดาวตัวนี้มีอายุ 1,800 ปี
Maussan กล่าวว่าเขาพบซากนี้ในเหมือง เมืองกุสโก ประเทศเปรู และได้ให้มหาวิทยาลัยอิสระแห่งชาติเม็กซิโกได้ทำการทดสอบค่าคาร์บอน ซึ่ง Maussan อ้างว่าผลการตรวจ DNA ตัวอย่าง มากกว่า 30% เป็น DNA แปลกที่ไม่ใช่ DNA ของมนุษย์ เขาจึงยืนยันว่า “ซากนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการบนโลกของเรา”
แต่ในข้อกล่าวอ้างนี้ มหาวิทยาลัยอิสระแห่งชาติเม็กซิโกได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่เคยกล่าวเช่นนั้น และไม่เคยได้มีการรับตัวอย่างของซากมนุษย์ต่างดาวเพื่อนำเอาไปทดสอบ DNA เลยด้วยซ้ำ
>ผลการเอ็กซเรย์เพื่อพิสูจน์ว่าในซากมนุษย์ต่างดาวมีโลหะหนัก
Maussan ให้ข้อพิสูจน์อีกว่าผลของการฉายรังสีเอ็กซ์ทำให้พบโลหะหายากที่อยู่ในซากนี้ อย่างแร่ออสเมียม ขณะที่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ได้ออกมาให้ผลและยื่นสัตย์กับสภาว่าผลของการเอ็กซเรย์พบสิ่งที่คล้ายกับไข่และรังไข่ของมนุษย์ ไม่ใช่แร่โลหะ
> นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในความพยายามพิสูจน์มนุษย์ต่างดาวของนักข่าวผู้คลั่งทฤษฎีสมคบคิด UFO
ปี 2015 Maussan ได้เเผยซากมนุษย์ต่างดาวที่ถูกขุดพบในเมืองนาซกา ประเทศเปรู แต่ในเวลาต่อมา ข้ออ้างเหล่านั้นก็ถูกหักล้างหมด เพราะสิ่งที่เขาค้นพบไม่ใช่ซากมนุษย์ต่างดาว แต่กลับเป็นมัมมี่เด็กที่มีความผิดปกติทางของกระโหลกศีรษะ ที่นักมานุษยวิทยาได้พิสูจน์แล้วว่า รูปร่างของกระโหลกที่ยื่นออกมาเป็นผลจากวิวัฒนาการเมื่อสมัยโบราณ ซึ่งผลมาจากพิธีกรรมทางศาสนสมัยโบราณ ที่เด็กเล็กจะถูกมัดศีรษะด้วยผ้า เชือก เข้ากับกระดานไม้ จึงทำให้ศีรษะเกิดเป็นรูปทรงอย่างที่เห็น
>และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์พยายามพิสูจน์ทฤษฎีมนุษย์ต่าวดาวและ UFO
ระยะหลังมานี้ นาซ่าพยายามเลี่ยงใช้คำว่า UFO ที่บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่เปลี่ยนใช้คำว่า UAP หรือ ‘Unidentified aerial phenomena’ ที่แปลได้ว่า ปรากฎการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ เพราะนาซ่าเองก็เลี่ยงการพูดถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาโดยตลอด และยืนยันว่าจะมุ่งทำงานที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงแค่นักข่าว Maussan ที่พยายามพิสูจน์ทฤษฎีสมคบคิดนี้ แต่เมื่อปี 2003 ก็มีข่าวฮือฮาของการการค้นพบซากมนุษย์ต่างดาวเช่นกัน
2003 มีการถกเถียงถึงซากสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่รูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ต่างดาวในอุดุมคติ ในทะเลทรายชิลี โครงกระดูกที่ค้นพบถูกเรียกว่า ATA สูงเพียง 15 เซนติเมตร ลักษณะกระดูกบางประการเหมือนเด็กอายุ 6-8 ขวบ และมีกระดูกซี่โครง 10 คู่ ขณะที่มนุษย์ทั่วไปมี 12 คู่ และศีรษะมีลักษณะเป็นทรงกรวยยาว ซึ่งเปิดเผยข้อมูลจาก National Geographic
หลังจากการค้นพบในครั้งนั้น มัมมี่เอเลี่ยนจึงได้ข้อพิสูจน์ที่แท้จริงเมื่อปี 2018 โดยนักวิทยาศาสตร์สกัด DNA ของมัมมี่เอเลี่ยนตัวนี้ออกมาได้ในที่สุด และผลการทดสอบพบว่ามัมมี่เป็นเพียงเด็กหญิงที่คาดว่าเสียชีวิตทันทีหลังการคลอด เป็นการคลอดอย่างผิดปกติ ที่ทำให้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเด็กหญิงไป และอาจนับเป็นหนึ่งในโรคพันธุกรรมที่ทางการแพทย์จะต้องศึกษากันต่อไป
>การแถลงข่าวของนาซ่าเกี่ยวกับการทำงานขั้นต่อไป ในวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
น่าเสียดายที่การแถลงข่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นพบซากมนุษย์ต่างดาวในครั้งนี้ เพราะแม้ว่านาซ่าจะแถลงข่าวในวันเดียวกันกับการค้นพบซากเอเลี่ยน (ปลอม) แต่นาซ่าได้แจ้งตั้งแต่วันที่ 12 กันยายนแล้วว่าจะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการขั้นต่อไปของนาซ่า ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับทางฝั่งเม็กซิโกตั้งแต่แรกแล้ว
การทำงานในขั้นต่อไปของนาซ่ากลับเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเช่นเดียวกัน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานาซ่าไม่เคยพูดถึงหรือยอมรับในทฤษฎีสมคบคิด UFO และไม่มีท่าทีว่าจะพิสูจน์การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ UAP
แต่ในวันที่ 14 กันยายนนาซ่าได้แถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า ก้าวต่อไปของนาซ่าคือ การจัดตั้งทีมวิจัยเรื่อง UAP เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ปริศนาบินน่านฟ้าของโลก แต่จะเป็นการดำเนินการด้วยหลักวิทยาศาสตร์และจะเป็นการวิเคราะห์บนพื้นฐานของ “การเกิดขึ้นและสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลก” ไม่ใช่การวิจัยเพื่อหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
ซึ่งทีมวิจัยแรกมีทั้งหมด 16 และจะใช้อุปกรณ์สำรวจโลกทุกอย่างที่มีเพื่อใช้ในการค้นคว้าต่อไป โดยประชาชนยังสามารถส่งหลักฐานและข้อพบเห็นที่น่าสนใจไปให้ทางนาซ่าตรวจสอบเพิ่มเติมร่วมกันได้เช่นเคย แต่หลังจากนี้นาซ่าจะเข้มข้นและจริงจังมากขึ้นในเรื่องนี้
หลายคนที่ฟังแถลงการณ์ของนาซ่าจบก็ถึงกับต้องฉงนว่า “มาบอกแค่ว่าจัดตั้งทีมเนี่ยนะ? บอกแค่นี้จะมานัดแถลงข่าวทำไม?” ทางเราเองมองว่าเป็นหนึ่งในข่าวที่น่าตื่นเต้นมากกว่า อย่างที่เรารู้กันดีว่าเดิมทีนาซ่าไม่สนใจในทฤษฎีสมคบคิด และไม่ได้ต้องการพิสูจน์ UAP เลย แต่จุดเริ่มต้นนี้อาจทำให้โลกของเราได้รู้จักโลกมากขึ้นกว่าเดิม เรามักคิดว่าท้องทะเลและจักรวาลคือสิ่งที่มนุษย์ไม่วันค้นพบจุดสิ้นสุด แต่น่านฟ้าของโลกใบนี้ อาจจะยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ ที่การค้นพบของมนุษยชาติยังไม่สิ้นลงเช่นกัน
ฉะนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในจุดเริ่มต้นของนาซ่าที่กำลังจะพาเราไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ของโลกอีกครั้งในไม่ช้า คงต้องรอติดตามข่าวจากทีมใหม่ในเรื่องของ UAP กันต่อไป
