การยกระดับความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ เมื่อการมาเยือนของ โจ ไบเดน ได้มีการพูดถึงข้อตกลงมากมายที่สำคัญต่อการลงทุน และยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างกันที่ชัดเจนมากขึ้น


ทำให้ท่าทีของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เริ่มแสดงความไม่พอใจที่เวียดนามกำลังพัฒนาความสัมพันธ์กับอดีตคู่สงครามเก่าในทิศทางที่ดีขึ้น โดยกล่าวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม ว่าทั้งสองประเทศต้องไม่ลืม “ความตั้งใจดั้งเดิม” ของมิตรภาพดั้งเดิมของทั้งสองฝ่าย


จีนและสหรัฐฯ กำลังแย่งชิงอิทธิพลระหว่างประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเวียดนามที่ยกระดับความสัมพันธ์กับวอชิงตันให้เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้คู่ขัดแย้งของจีนอยู่ในระดับทัดเทียมกับรัฐบาลปักกิ่งและมอสโก


จีนกับเวียดนามมีความสัมพันธ์ในเชิงทั้งรักทั้งเกลียดกันมาโดยตลอดนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตในปี 2493 แม้จะมีสงครามช่วงสั้นๆ ในปี 2522 ที่รัฐบาลปักกิ่งสนับสนุนการต่อสู้ของฮานอยกับอดีตผู้ปกครองอาณานิคมฝรั่งเศส และต่อมากับไซ่ง่อนและสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม


“เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและงานการพัฒนาภายในประเทศที่ยากลำบาก ทั้งสองประเทศต้องไม่ลืมความตั้งใจดั้งเดิมของมิตรภาพดั้งเดิมของพวกเขา” 


สี จิ้นผิง กล่าวกับประธานาธิบดีเวียดนาม หวอ วัน เทือง ผู้นำอันดับสองของรัฐบาลฮานอยหลังจากเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum ในกรุงปักกิ่ง


ในช่วงต้นเดือนตุลาคม สื่อต่างชาติรายงานว่าเจ้าหน้าที่เวียดนามและจีนกำลังเตรียมการเดินทางเยือนระหว่างกัน โดยสี จิ้นผิง จะไปยังฮานอยในช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน หบังการมาเยือนของผู้นำสหรัฐที่ชิงตัดหน้ามาก่อนเมื่อเดือนกันยายน


“ทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามหลักการของการปรึกษาหารือร่วมกัน” สีกล่าวกับผู้นำเวียดนาม และเสริมว่าจีนและเวียดนามควรใช้ประโยชน์จากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความเกื้อกูลทางอุตสาหกรรม


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อทางการของเวียดนามรายงานว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ยอมรับคำเชิญจากรัฐบาลฮานายที่เชิญให้เยือนเวียดนามในเร็วๆ นี้ เมื่อทั้งสองพบกันนอกรอบการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่กรุงปักกิ่ง


จีนและเวียดนาม ถือเป็นความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งสองประเทศมีความใกล้เคียงกันมากในเรื่องชาติพันธ์และวัฒนธรรม เหมือนจะเป็นเหมือนพี่น้องกัน ทว่าความสัมพันธ์กลับไม่ราบรื่นเท่าที่ควร โดยประเด็นที่เป็นปัญหา 2 เรื่องสำคัญคือ กระแสชาตินิยมต่อต้านจีนของชาวเวียดนาม อันเป็นผลมาจากความขมขื่นในอดีตที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหลายพันปี รวมถึงความขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่เนืองๆ นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ที่รัฐบาลเวียดนามต้องตัดสินใจเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม


เวียดนาม และจีนพัวพันในความขัดแย้งดินแดนมาเป็นเวลายาวนานเกี่ยวกับพื้นที่ในทะเลจีนใต้ที่อุดมด้วยแหล่งพลังงาน และเป็นเส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์ที่การค้ามูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์แล่นผ่านในแต่ละปี


เมื่อกลางปีที่ผ่านมาเวียดนามต้องการให้จีนย้ายเรือสำรวจ Xiang Yang Hong 10 เรือยามฝั่ง และเรือประมงของจีนออกจากน่านน้ำของเวียดนามในทันที เพราะเวียดนามก็อ้าวสิทธิ์บนน่านน้ำดังกล่าวว่าเป็นของเวียดนาม


ในขณะที่จีนเองก็อ้างสิทธิ์ว่าน่านน้ำดังกล่วเป็นของจีน และลุกล้ำเข้าไปยังน่านน้ำของประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งฟิลลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และมาเลเซีย จนเกิดการปะทะกันอยู่เรื่อยๆ


ด้วยเหตุนี้ หนทางการเอาตัวรอดของเวียดนามจึงเป็นการเล่นเกมส์การเมืองโดยพยายามดึงมหาอำนาจหลายประเทศเข้ามาสู่เกมส์นี้เพื่อให้ถ่วงดุลกับจีน ในสมัยของนายกรัฐมนตรี เหงียน เติน สุง (Nguyen Tan Dung) เขาหันไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาเพื่อคานอำนาจกับจีน นอกจากนี้ยังได้หันไปกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่น เช่น ญี่ปุ่นและอินเดียด้วย