เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรทำงานหนักมากที่สุดติดอันดับโลก ในปี 2019 เกาหลีใต้ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีประชากรทำงานหนักที่สุดเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( OECD ) แม้ในปี 2021 รัฐบาลเกาหลีจะออกกฎหมายลดหย่อนชั่วโมงทำงานลงและส่งผลให้ตำแหน่งประเทศที่มีชั่วโมงทำงานสูงสุดหล่นลงมาเป็นอันดับที่ 4 แทน แต่ผลสำรวจยังคงชี้ว่า คนเกาหลีใต้ในปัจจุบัน ทำงานอย่างหนักติดอันดับท็อป 5 โลก เฉลี่ยอยู่ที่ 1,915 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมาก หากเทียบกับประเทศสมาชิกหลายๆ ประเทศในยุโรป
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาประกาศถึงกฎหมายใหม่ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางปีนี้ โดยจะปรับจากกฎเดิมของรัฐบาลชุดเก่าที่กำหนดให้ลูกจ้างพนักงานทำงาน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มาเป็น 69 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แทน โดยมีเงื่อนไขพ่วงท้ายมาว่า การปรับรูปแบบในลักษณะนี้ จะทำให้ลูกจ้างแรงงานสามารถเลือกโหมดการทำงานได้อิสระมากขึ้น คือทำงานนานขึ้นจริง แต่ถ้าได้หยุดหรือลาพัก ก็สามารถลาได้นานขึ้นด้วย
นายลี จุงซิก รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่ารูปแบบการนับการทำงานแบบปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2018 โดยรัฐบาลชุดเก่าซึ่งเป็นกลุ่มตรงข้าม ส่งผลเสียหลายอย่าง เพราะการนับชั่วโมงแบบเดิมที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นกำหนดให้ลูกจ้างพนักงานทำงานในเวลาปกติได้สูงสุด 40 ชั่วโมง และเผื่อการทำงานล่วงเวลาหรือโอทีไว้ที่ 12 ชั่วโมง รวมเป็นสูงสุดห้ามเกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
การนับชั่วโมงในลักษณะนี้ ทำให้ทางการไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทหรือองค์กรนั้นให้พนักงานทำงานจริงกี่ชั่วโมงและทำงานล่วงเวลากี่ชั่วโมง (เพราะระบบจะนับรวมกันไปเลย เพียงแค่ต้องไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น) พนักงานอาจไม่ได้รับค่าจ้างในการทำงานล่วงเวลา รวมถึงบริษัทก็สามารถหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับจากการใช้งานพนักงานเกินเวลาด้วย
รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานกล่าวว่า รูปแบบการนับชั่วโมงทำงานแบบใหม่ที่อาจฟังดูเยอะขึ้น คือสูงสุดที่ 69 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่การนับชั่วโมงทำงานแบบนี้มีข้อดีคือ ตัวพนักงานสามารถเลือกเก็บชั่วโมงทำงานให้สั้นยาวได้ตามช่วงเวลาที่ตัวเองต้องการ ช่วงไหนงานเยอะก็ทำงานเก็บชั่วโมงต่อเนื่องไปเลยยาวๆ ช่วงไหนงานไม่เยอะก็ทำไม่เยอะ
นอกจากนี้ในเคสที่เข้างานเป็นกะ ยังออกกฎใหม่ให้มีการพักระหว่างกะได้นานถึง 11 ชั่วโมงด้วย พนักงานสามารถเลือกลางานหรือพักงานได้ยาวขึ้น โดยรัฐจะจัดทำระบบที่เรียกว่า “Working Hours Savings System” หรือระบบประหยัดชั่วโมงทำงานที่คนทำงานสามารถเข้าระบบไปบันทึกวันลาหยุดยาวที่เกิดจากการทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนหน้าแล้วเข้ากับวันหยุดราชการและลาไปเที่ยวได้นานขึ้นกว่าแต่ก่อน
หลังจากข่าวนี้ถูกประกาศออกไป แน่นอนว่ากระแสตอบรับจากประชาชนส่วนมากเป็นไปในทางลบ พนักงานแรงงานเอกชนในเกาหลีใต้หลายคน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสำนักข่าวว่า การปรับแก้ชั่วโมงการทำงานในลักษณะนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาที่ตรงจุด ในทางกลับกันการบังคับให้แรงงานต้องทำงานต่อวันนานขึ้นและขายฝันชวนเชื่อว่าทำงานเก็บชั่วโมงไว้ก่อน เพื่อได้พักทีเดียวยาวๆ นั้น ไม่ได้ช่วยให้คนทำงานรู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกันสิ่งนี้เปรียบเหมือนการหลอกให้ทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นต่างหาก
อย่างไรก็ตามในอีกฟากฝั่งหนึ่งของกระแสชาวเน็ตในเกาหลีใต้ ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะปรับแก้กฎหมายชั่วโมงแรงงานยังไง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ทำงานหนักมาก่อน ทำงานหนักอยู่ และยังคงทำงานหนักต่อไป ชั่วโมงการทำงานตามกฎหมายขั้นต่ำ ไม่ได้กระทบอะไรต่อชีวิตพวกเขาที่ทำเกินเวลาจริงมานานมากแล้ว
ทั้งนี้เกาหลีใต้ได้กลายเป็นประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานตามกฎหมายมากที่สุดในโลก คือ 69 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 13.8 ชั่วโมง ไม่รวมการทำงานล่วงเวลา อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีการแข่งขันและกดดันสูงมากแห่งหนึ่งของโลก
หลังจากกระแสต่อต้านหลายฝ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังการแถลงข่าว ล่าสุดในรัฐบาลได้ออกมาชะลอการนำร่างกฎหมายเข้าที่ประชุมสภา และอาจมีการประชุมเพื่อถกเถียงถึงรูปแบบการนับชั่วโมงการทำงานแบบใหม่อีกครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า การทำงานที่หนักมากของชาวเกาหลีใต้ในปัจจุบัน ส่งผลต่ออัตราการเกิดของประชากรเกาหลีใต้ในช่วง 10-20 ปีให้หลัง จำนวนคนเกิดในยุคนี้ มีน้อยกว่าจำนวนคนแก่และคนตายต่อปี คนเกาหลีโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นเจน Y ถึงกับมีสโลแกนประจำตัวที่เป็นคำแสลงภาษาเกาหลีว่า “삼포세대” (ซัมโพเซแด) หรือแปลว่า กลุ่มเจเนอเรชั่นที่ล้มเลิกความตั้งใจในสามอย่าง ได้แก่ ไม่ต้องมีคนรัก (เพราะต้องทำงาน ไม่มีเวลาไปหาคนรัก) ไม่ต้องแต่งงาน และไม่ต้องมีลูก ลักษณะแนวคิดลักษณะนี้กำลังส่งผลให้จำนวนประชากรในเกาหลีใต้ลดลง และส่งผลต่อตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
