กรณีศึกษา ทำไมอินโดนีเซียลดขาดดุลการค้าจีนได้ เลือกตั้งกำแพงภาษีนำเข้า ปกป้องธุรกิจในประเทศ ห้ามจำหน่ายของถูกเกินไปบนออนไลน์ทุกรูปแบบ

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทยกับจีนนั้น เป็นที่ทราบกันว่าไทยขาดดุลการค้าจีนอย่างต่อเนื่องทะลุ 1 ล้านล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย และในปี 2566 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นไปอีก ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 ล้านล้านบาท นึกภาพง่ายๆ คือไทยค้าขายกับจีน 1,200 รายการ แต่ขาดดุลไปแล้ว 1,000 รายการ และมีแนวโน้มจะขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่มีทางจะลดลง

แน่นอนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของไทยที่ไม่อาจยืนหยัดต่อสู้กับการทุมตลาดของจีนได้เลย เหตุผลคือกฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องการเสียบเปรียบทางการค้าของประเทศ และยิ่งกับประเทศจีนที่มีขนาดกำลังการผลิตมหาศาล ตลาดภายในประเทศก็ระดับประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ฉะนั้นสินค้าจีนจึงถูกผลิตออกมาจำนวนในคราวเดียว ขณะที่ไทยตลาดเล็กเพียงนิดเดียวที่ราว 67 ล้านคน ซึ่งนั่นเท่ากับแค่มณฑลหนึ่งของจีนเพียงเท่านั้น เมื่อ Economy of Scale ของจีนกับไทยแตกต่างกันถึง 20 เท่า มันก็ไม่อาจต้านทานการไหลบ่าของสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิโหมกระหน่ำ แถมยังทุ่มตลาดอย่างหักเพื่อทำราคาสินค้าจนถูกกว่าผู้ผลิตในประเทศ ทุบตีธุรกิจท้องถิ่นในไทยแตกพ่ายยับเยินอย่างไรทางสู้

แน่นอนว่า นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะไม่เช่นนั้นธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs ที่มีอยู่ราวๆ 3 ล้านรายในประเทศ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญที่พยุงเศรษฐกิจไทยเอาไว้ อีกทั้งมีการจ้างงานมากว่า 20 ล้านคน จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการไม่สามารถยืนหยัดท้าทายคลื่นสึนามิสินค้าจีนที่ทั้งใหญ่ ทั้งเยอะ ทั้งราคาถูกได้ และการที่ปล่อยให้ SMEs ล้มก็เท่ากับเศรษฐกิจไทยก็จะล้มครืนตามไปด้วย

แต่สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย พี่ใหญ่ของภูมิภาคทั้งในด้านขนาดพื้นที่ประเทศ จำนวนประชากร และขนาดเศรษฐกิจ ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผชิญกับการขาดดุลการค้ากับจีนมาอย่างต่อเนื่อง และเคยขาดดุลการค้าสูงถึง 4 ล้านล้านบาทในปี 2565 ได้เดินเกมการค้าระหว่างประเทศแบบใหม่กับจีน เพื่อลดการขาดดุลรวมทั้งเพื่อปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันต่อไปได้

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าให้ ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า อินโดนีเซียสามารถลดการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนลงได้ ด้วยกระบวนการที่รัฐบาลออกกฎหมายระเบียบที่เข้มงวดด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่คือ

ด้านเกษตรกร รัฐบาลได้ออกกฎหมาย “Protection of Farmer” หรือกฎหมายปกป้องเกษตรกร กล่าวคือการที่จำนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนเข้ามาจำหน่ายในอินโดนีเซีย จะต้องไม่ตรงกับช่วงที่ผลผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศออกสู่ท้องตลาด ซึ่งแตกต่างจากไทยที่สามารถนำเข้ามาได้แทบจะตลอดเวลา

ด้านการจำหน่ายสินค้าบนแพล็ตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ กฎหมายอินโดนีเซียระบุกว่า สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,500 บาท ห้ามจำหน่ายบนแพล็ตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ทั้งหมด ขณะที่กฎหมายไทยเปิดช่องเสรีให้สินค้าเกือบทุกประเภทสามารถซื้อขายบนแพล็ตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์ได้ และสินค้าที่นำเข้าผ่าน Free Trade Zone ราคาไม่เกิน 1,500 บาท จะไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Vat 7%

นอกจากนี้มาตรการทางภาษี อินโดนีเซียยังคงมีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าอยู่ แม้แต่กับประเทศจีนที่มีการทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างอาเซียกับจีน ที่ทำให้การนำเข้าสินค้ามีภาษีต่ำไปจนถึง 0% แต่กฎหมายศุลการกรของอินโดนีเซียระบุว่า หากสินค้าที่ถูกนำเข้ามามีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ จะต้องเสียภาษีนำเข้าโดยไม่มีข้อยกเว้น

อีกทั้งหากมีการนำสินค้าเข้ามาทางท่าเรือแล้ว จุดที่นำสินค้าขึ้นฝั่งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตในประเทศทั้งสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม ก็จะไม่ให้นำสินค้าขึ้นที่ท่าดังกล่าว แต่ให้ไปขึ้นที่ท่าเรืออื่นแทน เช่น หากสินค้ามาขึ้นที่ท่าเรือจาการ์ตา และไปตรงกับสินค้าที่เหมือนกันกับของที่ผลิตในประเทศ ก็ให้ไปขึ้นที่ท่าเรืออื่นๆ เช่นที่เมืองสุราบาย่า ซึ่งห่างออกไปเกือบ 800 กิโลเมตร ฉะนั้นค่าขนส่งก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้แข่งขันด้านราคากับสินค้าในประเทศได้ยาก

นี่ยังไม่รวมกฎระเบียบเรื่องมาตรฐานสินค้าต่างๆ ที่มีอย่างมากมายหลายฉบับ ซึ่งทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศมีมาตรการทั้งทางภาษีและไม่ใช่ภาษีที่มากที่สุด เข้มงวดที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายคือ การปกป้องผู้ประกอบการภายในให้แข่งขันได้ เพราะเพียงแค่ตลาดในประเทศก็มีกำลังการบริโภคมหาศาลกว่า 240 ล้านคนซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

มองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจทั้งปี 2566 โตเพียง 1.9% ถือว่าต่ำเกือบที่สุดในภูมิภาค และรายได้จากการส่งออกไทยติดลบต่อเนื่อง 10 เดือน ผู้ผลิตสินค้าไทยต้องเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แทบเอาตัวไม่รอด

ขณะที่สินค้านำเข้าโดยเฉพาะสินค้าจาก “จีน” ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ขายได้ราคาถูกกว่า เข้ามาทุ่มตลาดขายแข่งในราคาถูกไม่พอ ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อการเข้ามาของจีนอีกด้วย

ประเด็นใหญ่เลยคึอ สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่โดยเฉพาะจากจีน กลับได้สิทธิพิเศษมากกว่าสินค้าที่ผลิตในไทย ยกตัวอย่างที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในเวลานี้ คือ สินค้าที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ถ้ามีราคาไม่ถึง 1,500 บาท ก็ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และอากรขาเข้าจากไทย ทำให้ได้เปรียบกว่าสินค้าที่ผลิตโดยคนไทยกลับต้องโดนเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผลที่ตามมาคือ ผู้บริโภคสั่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และสินค้าถึงมือผู้ซื้อโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง ภาษีนำเข้าก็ไม่ถูกเก็บ รายได้ไม่เข้ารัฐ เมื่อได้รับการยกเว้นภาษีก็ส่งผลให้เกิดการไหลทะลักของสินค้าจากนอกประเทศ เข้ามาบุกถล่มตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง จนผู้ผลิตภายในประเทศหรือคนทำมาค้าขาย ที่เคยสั่งซื้อสินค้าจากจีนมาขายต่ออยู่ไม่ได้ ต้องล้มหายตายจากไปจำนวนมาก

อีกทั้งการนำสินค้าออกจากเขตปลอดอากร (Free Trade Zone) ครั้งละไม่เกิด 1,500 บาทโดยไม่ต้องเสียภาษีนั้น ทำให้ผู้ประกอบการจีนใช้จุดดังกล่าวเป็นช่องโหว่ในการทยอยนำของออกมาทีละน้อยเพื่อเลี่ยงภาษีอีกด้วย เรียกว่าภาครัฐแทบไม่มีทางตามเหลี่ยมธุรกิจของผู้ประกอบการได้เลย

อย่างไรประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่รู้ รัฐรู้และกำลังหาทางแก้ปัญหาอยู่ โดยปลัดกระทรวงการคลัง จึงได้เรียกประชุมเรื่องนี้กับกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อหาทางออก ที่ไม่รู้ว่าจะออกได้จริงหรือเจอทางตัน เพราะมีการจะออกระเบียบให้ไทยจะมีการสั่งเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับสินค้าที่สั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศทุกชิ้น โดยไม่มีข้อยกเว้นภาษีสินค้าที่ไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับผู้ทำมาค้าขายในประเทศ

แต่ๆ ค่าอากรขาเข้า หรือภาษีศุลกากร รัฐคงเข้าไปยุ่งหรือแก้ไขอะไรไม่ได้นื่องจากการยกเว้นเก็บอากรขาเข้าให้กับสินค้าที่มีมูลค่าไม่แพง ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่องค์กรศุลกากรโลกกำหนดไว้อยู่แล้ว และทั่วโลกได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าระหว่างกัน และถ้าไทยริอาจไปเก็บภาษีนำเข้าจากจีน หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง อาจถูกจีนตอบโต้เก็บภาษีนำเข้าจากไทยคืน แบบที่เกิดสงคราการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่สู้กันด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งไทยเป็นประเทศเล็กๆ มีขนาดเศรษฐกิจเพียงแค่ระดับมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้น โอกาสจะเจ็บตัวหนักจะมีสูงกว่าได้เปรียบ เพราะต้องยอมรับว่าไทยพึ่งพาการค้า การนำเข้าส่งออกกับจีนสูงเป็นอันดับที่สองรองจากสหรัฐ ฉะนั้นคงจะเห็นได้ว่าไทยพึ่งพาตลาดจีนสูงมาก แถมเศรษฐกิจตัวเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะพึ่งพาภายในประเทศได้ การจะทำแบบอินโดนีเซียที่นับว่าเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประชากรเยอะ และมีกำลังบริโภคภายในสูงก็เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ แต่นี่จะเป็นการโชว์กึ๋นของรัฐบาล (ที่ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่) ในการลดการขาดดุลการค้ากับมหาอำนาจเอเชีย หรือไม่ก็ปล่อยให้จีนทุบตลาดจนภายในประเทศตายเรียบ