แทนการปลดหรือลดเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง

ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา มหกรรม Lay off คนในบริษัทต่าง ทั่วโลก ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง บริษัททั้งน้อยใหญ่ต่างปลดพนักงานออกเรื่อยๆ และยังปลดคนออกต่อไป เพราะผลตอบแทนของบริษัทที่ลดลง อีกทั้งการเตรียมปรับโครงสร้าองค์กรเพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า

หลายคนมักตั้งคำถามว่า ทำไมบริษัทเลือกที่จะปลดคนงานแทนการลดเงินเดือนของ CEO ที่ได้เงินเดือนสูงชนิดที่ว่าจ้างพนักงานได้นับสิบนับร้อยชีวิต

Chris Williams รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Microsoft สรุปออกมาเป็น 3 ข้อ ผ่านประสบการณ์ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีในการดำเนินธุรกิจ และเป็นมือเพชฌฆาตของบริษัทที่ได้มีการประกาศการเลิกจ้างมาหลายครั้ง โดยสาเหตุของการเลือกปลดคนงานครั้งใหญ่ในปีนี้มาจากสาเหตุมาจากเหล่านี้

1. หลักเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์

เหตุผลแรกที่ผู้บริหารมักใช้เพื่อพิสูจน์ตัวเองก็คือ หลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ ว่าการลดเงินเดือนของบุคคลระดับสูงในบริษัทแทบจะไม่ส่งผลกระทบในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญเลยสักนิด

ลองนึกถึง Google หรือ Microsoft ซึ่งเป็นสองบริษัทที่มีหลักคิดทางคณิตศาสตร์คล้ายกันมาก องค์กรเหล่านี้มีพนักงานราว 200,000 คน ทั้งสองบริษัทได้เลิกจ้างพนักงานแล้วประมาณ 10,000 คนในปีที่ผ่านมา และ CEO ของทั้งสองแห่งได้รับค่าจ้างเกือบเท่ากัน โดยมีเงินเดือนประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 71 ล้านบาทต่อปี

สำหรับบริษัทเหล่านี้ การลดพนักงาน 10,000 คนช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณหลักพันล้านดอลลาร์ต่อปี แต่การตัดเงินเดือนของ CEO ทั้งหมดจะช่วยประหยัดเงินได้เพียง 0.2% เท่านั้น จะเห็นว่าการตัดเงินเดือนของ CEO ไม่ได้ทำให้ปัญหาการขาดทุนหรือสภาพคล่องทางการเงินลดลงเลย ดังนั้นปลดคนออก ลดต้นทุน ทำให้กำไรเพิ่มมากกว่าและรวดเร็วกว่า

2. เกี่ยวกับราคาหุ้นและความน่าเชื่อถือขององค์กร

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Sundar Pichai ผู้บริหารของ Google ทำเงินได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,182 ล้านบาทในปีที่แล้ว และ Satya Nadella จาก Microsoft สร้างรายได้เกือบ 50 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,795 ล้านบาทในปี 2022 แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนจำนวนนี้เป็นรูปแบบของเงินสด แต่พวกเขาได้รับเป็นหุ้นแทน ตัวอย่างเช่น Sundar ถือหุ้นซึ่งต้องรอเกิน 3 ปีถึงจะสามารถขายได้ หากราคาหุ้นของ Google ตกลง ผลตอบแทนของเขาก็จะดิ่งลงเช่นกัน แต่ความโชคดีคือมันดันเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50% ในปีที่ผ่านมา นั่นเท่ากับว่าเขาได้ผลตอบแทนดีเป็นพิเศษ

รายได้ประเภทนี้เป็นเรื่องปกติในการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหาร เนื่องจากบริษัทต่างๆ ชื่นชอบพวกเขาในการบริหารงาน อีกทั้งการให้หุ้นไม่ได้ทำให้บริษัทต้องเสียเงินจำนวนนี้ไป แถมผลตอบแทนประเภทนี้ยังมีราคาถูกมากกว่าการจ่ายด้วยเงินสด

หาก CEO แก้ไขปัญหาต้นทุนไม่ได้ ค่าตอบแทนของพวกเขาจะได้รับผลกระทบด้วย แต่ถ้าหากพวกเขาดำเนินการเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทและราคาหุ้น ทุกฝ่ายก็จะ Win Win หรืออย่างน้อยผู้ถือหุ้น บอร์ดบริหาร หรือนักลงทุนก็ Win

เช่นเดียวกับเงินเดือน เนื่องจากค่าตอบแทนเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรในปัจจุบัน การลดเงินไม่ได้ช่วยให้บริษัทประหยัดเงินสักเท่าไหร่ และถ้าเกิดมีการตัดลดเงินผู้บริหารอาจส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงาน และจะเกิดความเสียหายที่ใหญ่กว่า ฉะนั้นบริษัทจะทำให้ CEO มีแรงจูงใจในการทำให้บริษัทได้กำไร และการแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนจึงต้องใช้วิธีอื่นแทน เช่น ลดจำนวนพนักงานนั่นเอง

3. มันคือการแข่งขัน

อีกปัจจัยหนึ่งคือ การแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรเหล่านี้ เหมือนกับเกมในโลกกีฬา มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเป็นผู้เล่นในระดับสูงสุดนี้ได้ ผู้บริหารที่มีค่าเพียงไม่กี่คนมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำบริษัทมูลค่าเกือบล้านล้านดอลลาร์ พร้อมด้วยการดูแลพนักงานหลายแสนคนและการดำเนินงานธุรกิจในระดับโลก

เช่นเดียวกับนักกีฬาดาวเด่น ผู้ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนี้จะมองจากเพื่อนร่วมงาน ของพวกเขา และมักจะถูกเปรียบเทียบบ่อยครั้งด้วยความอิจฉา มีเหตุผลหลายประการที่ค่าตอบแทนพื้นฐานของผู้บริหารที่อยู่ในทำเนียบ Fortune 500 นั้นใกล้เคียงกันมาก การแข่งขันด้านความสามารถก็เข้มข้น และผู้ที่เล่นในระดับนั้นก็รู้ถึงคุณค่าของตนเอง

ความแตกต่างก็คือ ตัวเลขของรายได้ และราคาหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่บอร์ดของบริษัทเหล่านี้ต้องการ พวกเขาต้องการที่จะจ้างเดอะแบกคนหนึ่ง เพื่อแบกหุ้นให้พวกเขา และพูดว่า “ทำให้หุ้นพุ่งทะยาน แล้วคุณจะได้รับรางวัลอย่างงาม”

สิ่งสุดท้ายที่บอร์ดของบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนต้องการทำคือ การทำให้ผู้นำของพวกเขามองหาการตัดค่าใช้จ่ายโดยไม่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งลดลง

หากบริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดัน และสิ่งต่างๆ เลวร้ายจนผู้คนต้องตกงาน CEO ไม่ควรแบกรับความเจ็บปวดใดเหล่านี้ แต่สำหรับสายตาจากมุมมองจากของคนภายนอก ย่อมคิดว่าพวกเขาควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบปัญหาเหล่านี้ด้วยกัน

ทั้งๆ ที่บางคนได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นภายใต้แรงกดดัน Sundar Pichai ให้คำมั่นว่าจะลดเงินเดือนของเขาเมื่อปีที่แล้ว แต่ค่าตอบแทนรวมของเขาในปีที่ผ่านมามีกลับเพิ่มขึ้นจนมูลค่ามากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Tim Cook ผู้บริหาร Apple เปิดเผยต่อสาธารณชนว่า เขาขอให้ลดทุนหุ้นของตัวเองลงครึ่งหนึ่งเหลือ 40 ล้านดอลลาร์ แต่สุดท้ายฐานเงินเดือนของเขาที่ 3 ล้านดอลลาร์และโบนัส 6 ล้านดอลลาร์ไม่มีการปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ

สิ่งสุดท้ายที่กรรมการบริษัท ไม่อยากทำก็คือ ทำให้ CEO อยากลาออก การลดเงินเดือน CEO ลงทำให้ CEO หรือผู้บริหารระดับสูงต่าง ๆ อาจจะรู้สึกไม่อยากทำงานที่นี่อีกต่อไปแล้ว ซึ่งนั่นอาจมีปัญหาตามมาอย่างการที่บริษัทอาจไม่สามารถแข่งขันกับที่อื่นได้ แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเสี่ยง

ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมบริษัทถึงตัดสินใจเลือกปลดพนักงานออกแทนที่จะละเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง เพราะเมื่อคำนวณผลลัพธ์แล้ว การปลดพนักงานเป็นอะไรที่ง่ายและเร็วที่สุดในการสร้างตัวเลขรายได้ของบริษัทให้กลับมาเขียว มีหรือกำไรเพิ่มขึ้น เพราะสุดท้ายพนักงานทั่วไปนั้นหาใหม่ได้ แต่ผู้บริหารระดับฝีมือเก่งๆ นั้นหายาก อาจจะฟังดูแล้วไม่ยุติธรรม แต่สำหรับโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเงินนั้นความอยู่รอดของบริษัทสำคัญกว่าพนักงานระดับปฏิบัติการตัวเล็กๆ และนั่นคือโลกของความเป็นจริง