เศรษฐกิจจีนที่ไม่สดใสแบกหนี้สูงกว่า GDP 300% ซึ่งอาจชำระไม่ไหว ฉุดฮ่องกงดิ่งลงเหวตามไปด้วย เผชิญวิกฤตการณ์ทางการเงินซ้ำรอย “ต้มยำกุ้ง”
ฮ่องกง ศูนย์กลางทางการเงินของเอเชียและของโลก ที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูมาตลอดหลายทศวรรษ ดินแดนเล็กๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และเป็นที่ตั้งของตลาดกหลักทรัพย์ที่เคยมีขนาดใหญ่ มูลค่าสูงถึง 4.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 162 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่น
แต่ฮ่องกงในวันนี้กลับแตกต่างไปจากอดีต เผชิญปัญหาสารพัดทั้งจากการถูกทางรัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงกิจการภายใน การไหลบ่าออกนอกประเทศของกลุ่มทุนและเงินทุน รวมทั้งปัญหาของเศรษฐกิจจีนที่ไม่ฟื้นตัวดั่งคาด ที่ทำให้ฮ่องกงเผชิญกับความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ปีที่แล้วอุตสาหกรรมการเงินของฮ่องกงมีความหวังว่า การเปิดประเทศของจีนจะปลดปล่อยความต้องการของผู้บริโภคที่ถูกกักขังไว้จากมาตรการที่เข้มงวดหลังยุคโรคระบาดผ่านพ้นไป และนําความเจริญรุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงภาพลวงตาที่ไม่เกิดขึ้นจริง
ในขณะที่การเทขายหุ้นในดัชนีฮั่งเส็งไม่หยุด นายธนาคารและผู้ค้ากําลังเตรียมพร้อมสําหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งเมื่อกับช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 1998 ท่ามกลางวิกฤตการเงินเอเชียหรือที่รู้จักกันในชื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเริ่มต้นในประเทศไทย ก่อนที่จะลามไปทั้งภูมิภาค และนั้นกำลังจะกลับมาปะทุขึ้นอีก โดยครั้งนี้จุดเริ่มต้นจะเกิดจากประเทศจีน และฮ่องกงจะกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่กระจายวิกฤตรอบนี้
หลังจากการล่มสลายของ Lehman Brothers Holdings Inc. จากวิกฤตการเงินสหรัฐฯ ในปี 2008 ฮ่องกงไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เพราะได้รับการปกป้องจากเศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง อุตสาหกรรมการเงินสูญเสียพนักงานเพียง 7.7% ซึ่งดีกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งมากที่การสูญเสียงานมีจํานวนมากกว่า 13% ตามข้อมูลการสํารวจสํามะโนประชากร ระหว่างเดือนสิงหาคม 1997 – 1998 ที่ฮ่องกงสูญเสียมูลค่าในอุตสาหกรรมการเงินไปมากถึง 60%
ทุกวันนี้จีนกลับกลายเป็นความหายนะมากกว่าตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเมื่อเดือนมกราคมดัชนีฮั่งเส็งได้ร่วงลงมากกว่า 10% แล้ว ทําให้เป็นดัชนีที่ทําผลงานแย่ที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นหลักของโลก แม้แต่รายงานข่าวที่ว่าทางการจีนกําลังมีการประกาศให้ระดมเงิน 2 ล้านล้านหยวน หรือ 10 ล้านล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด แต่ให้ทําให้ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งขึ้นเพียงเล้กน้อยที่ 2.6% เท่านั้น ซึ่งฮ่องกงเป็นประตูสู่ประเทศจีน บริษัทจากแผ่นดินใหญ่มีสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าตลาด
ความกังวลของนักลงทุนส่งผลให้หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงกําลังทยอยลดลงอย่างช้าๆ จนเหลือศูนย์ เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับหนี้ของจีนที่ยังคงอยู่สูงกว่า 300% ของ GDP
อีกทั้งการย้ายออกหรือขายสินทรัพย์ในฮ่องกงและจีนของธุรกิจการเงินต่างๆ ก็กำลังเพิ่มมากขึ้นโดย BlackRock Inc. ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกกําลังพยายามขายอาคารสํานักงานในเซี่ยงไฮ้ในราคาลด 30% จากราคาซื้อในปี 2018 ในขณะเดียวกันผู้ซื้อรองสําหรับสินทรัพย์ไพรเวทอิควิตี้ต้องการส่วนลด 30% – 60% เทียบกับ 15% ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เมื่อพูดถึงหนี้สิน ปักกิ่งต้องจัดการกับระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นสองอย่างพร้อมกัน โดยหนึ่งเกิดจากหนี้เสียจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ และอีกอันเกิดจากการกู้ยืมของรัฐบาลท้องถิ่น ณ เดือนพฤศจิกายน หนี้ที่ไม่ใช่ภาคการเงินของจีนสูงถึง 294% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจาก 160% ในเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า
ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในภาคการเงินของจีนคือ การที่รัฐบาลเผชิญกับความสามารถในการชำระหนี้ โดยในช่วงกลางเดือนธันวาคม รัฐบาลปักกิ่งได้ประกาศแผนอันยิ่งใหญ่สําหรับปี 2024 โดยให้ความสําคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมมากกว่าการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ มันเป็นทิศทางที่ชัดเจนมากว่า กำลังซื้อและการบริโภคในประเทศนั้นแทบไม่มีเหลือแล้ว ซึ่งส่งผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยที่มีปัญหาซึ่งกําลังแสดงสัญญาณใหม่ของยอดขายตกต่ำลง
อีกทั้งเพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นที่เป็นหนี้สามารถรีไฟแนนซ์ได้ดีขึ้นหากต้นทุนการกู้ยืมลดลง แต่ถ้าหากมองภาพความเป็นจริงแล้วแม้รัฐบาลกลางของจีนเองก็ยังหลังชนกําแพงที่อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารประชาชนจีนในช่วงสองปีที่ผ่านมาทําให้ธนาคารอยู่ในเขตอันตราย โดยเมื่อเดือนกันยายน 2023 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของผู้ให้กู้อยู่ที่ 1.73% ซึ่งอยู่ในระดับ 1.8% ที่รัฐบาลเห็นว่าจําเป็นสําหรับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
ในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กกว่า ฮ่องกงจึงมีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากจีนสูง และกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของวิกฤตการเงินในเอเชีย ทุกวันนี้ผู้คนตั้งคําถามถึงความอยู่รอดของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งชวนให้นึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากการส่งมอบเกาะฮ่องกงที่อยู่ภายใต้การอังกฤษ คืนให้กับจีนในปี 1997
แม้แต่การกําหนดนโยบายบางอย่างของจีนก็ฟังดูคล้ายกันอย่างน่าขนลุก มีรายงานว่าจีนกําลังพิจารณาการออกพันธบัตรพิเศษเป็นครั้งที่สี่ การออกดังกล่าวครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1998 เมื่อจีนใช้เงินทุนธนาคารขนาดใหญ่เพื่อชดเชยผลขาดทุนจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความคล้ายคลึงกันที่ไม่สบายใจสําหรับเมืองที่เชื่อในฮวงจุ้ยและโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการที่ผู้กําหนดนโยบายในปักกิ่งพยายามที่จะแก้ปัญหาวิกฤตการเงินแบบเดิมนั้น อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งจีนเอง ฮ่องกง และทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Source
