นักวิชาการมอง รัฐบาลต้องโฟกัสให้ถูกจุด หากต้องการให้สถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศในประเทศดีขึ้น รัฐฯ ต้องเริ่มตั้งแต่รากฐานด้านการศึกษา
เชื่อว่าในชีวิตนี้ทุกคนต้องคุ้นหน้าคุ้นตานักแสดงหรือศิลปินสาวชาวเกาหลีไม่มากก็น้อย บางคนจำชื่อได้หลังจากนึกไม่นาน บางคนอาจนึกหน้าค่าตาออกแต่ไม่ทราบชื่อ หรือบางคนอาจมีโอกาสเห็นผ่าน ๆ ตามโซเชียลมีเดีย เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามักเห็นภาพของสาวชาวเกาหลีบนจออยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ศิลปิน นักร้อง หรือวงดนตรีเกิร์ลกรุ๊ป ความสามารถของพวกเธอล้วนได้รับการขัดเกลาอย่างเข้มข้นและจริงจัง ซึ่งนั่นรวมไปถึงเรื่องของการศึกษาด้วย ทว่าการศึกษาในประเทศเกาหลีใต้ก็เป็นเหมือนดาบสองคมต่อพวกเธอเช่นกัน
.
ประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ลงทุนในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วระหว่างเด็กผู้ชายและเด็กหญิง จะพบว่าเด็กผู้หญิงทำได้ดีกว่าเด็กผู้ชายเมื่อวัดจากหลาย ๆ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่น อัตราการลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัย (สถิติปีที่แล้วรายงานว่าผู้หญิงอยู่ที่ 78% ผู้ชายอยู่ที่ 74%) ในขณะเดียวกันปัจจุบันตลาดแรงงานในประเทศเกาหลีใต้ก็มีสัดส่วนผู้หญิงอยู่ถึง 56.4% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดตั้งแต่มีการเผยแพร่สถิตินี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ทว่าปัญหาสำคัญที่สาวชาวเกาหลีต้องเผชิญคือ ‘ปัญหาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ’ World Economic Forum จัดอันดับให้เกาหลีใต้อยู่ในอันดับที่ 14 จาก 19 ประเทศแถบเอเชียตะวันออก และอันดับที่ 105 ของโลก (เกาหลีใต้ว่าต่ำแล้ว แต่ญี่ปุ่นต่ำกว่า) เช่นนั้นแล้วอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ยังไม่สามารถมีสังคมที่เท่าเทียมทางเพศได้ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลก็มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว
.
ในปี พ.ศ. 2541 อดีตประธานาธิบดี คิม แด-จุง (Kim Dae-jung) ได้มีการออกนโยบายให้มีโควต้าสำหรับผู้หญิงในการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ นโยบายต่อมาคือการให้คณะผู้บริหารของบริษัทมีโควต้าสำหรับผู้บริหารหญิง หรือแม้แต่การมีเงินอุดหนุนพิเศษสำหรับผู้ประกอบการหญิง ทว่าจากสถิติที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่านโยบายเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาได้ซักเท่าไหร่
.
ศาสตราจารย์ ‘ซูฮยอง ลี’ (Soohyung Le) ที่ปรึกษาอิสระกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินของเกาหลี คือหนึ่งในนักวิชาการที่ศึกษาปัญหาและสถานการณ์ที่ผู้หญิงชาวเกาหลีใต้เผชิญ เธอแสดงทัศนะว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาอาจจะเป็นการโฟกัสที่ผิดจุด กลับกันจากงานวิจัยของเธอกลับบอกว่าความก้าวหน้าที่จำกัดของผู้หญิงเกาหลีเกิดจากการเลือกเส้นทางการศึกษาที่ไม่ดี ประกอบกับระบบการศึกษาที่เข้มงวดของประเทศ
.
การศึกษาในระดับมัธยมปลายของเกาหลีใต้จะมีให้เลือกเพียง 2 สาย ได้แก่ สายมนุษยศาสตร์และสายวิทยาศาสตร์ และส่วนใหญ่เด็กผู้หญิงมักจะเลือกเรียนสายมนุษย์ฯ ในขณะที่เด็กผู้ชายจะเลือกเรียนสายวิทย์ฯ เมื่อเด็กหนึ่งคนเลือกสายเรียนในระดับมัธยมปลายไปแล้ว ก็มีแนวโน้มเช่นกันที่ในระดับมหาวิทยาลัยเด็กคนนั้น ๆ ก็จะต้องต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น เด็กที่เลือกเรียนสายวิทย์ฯ เมื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยก็จะไปศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์ วิศกรรม หรือคณิตศาสตร์ ที่เป็นแบบนี้เนื่องมาจากหลักสูตรและระบบการเข้ามหาวิทยาลัยที่มีความเข้มงวดและไม่ยืดหยุ่นนัก
.
ตรงจุดนี้เมื่อเทียบกับประเทศไทยจะพบว่าการศึกษาในประเทศไทยมีความยืดหยุ่นที่สูงมาก ในระดับมัธยมปลายมีสายการเรียนให้เลือกหลากหลาย หรือแม้แต่ในระดับมหาวิทยาลัยที่จะมีกรณีที่เด็กจากสายศิลป์มาเรียนต่อในสาขาวิทยาศาสตร์ หรือเด็กในสายวิทย์-คณิต ศึกษาต่อในสาขามนุษย์ศาสตร์, นิเทศศาสตร์ ฯลฯ
.
กลับมาที่เกาหลีใต้ ศาสตราจารย์ ‘ซูฮยอง ลี’ ให้ความเห็นว่าการตัดสินใจเลือกเรียนต่อของเด็กชาวเกาหลีทั้งในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยมักจะตัดสินใจโดย “ปราศจากข้อมูลที่เพียงพอ” เกี่ยวกับการประกอบอาชีพภายหลังจบการศึกษา เช่น อัตราการจ้างงาน, ความต้องการของผู้ประกอบการต่ออาชีพในตลาดแรงงาน, รายได้เฉลี่ย, อาชีพเกิดใหม่ ฯลฯ
.
เมื่อขาดชุดข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตัวเด็กและครอบครัวไม่ทราบว่าในตลาดแรงงานยังต้องการอาชีพอื่น ๆ นอกเหนือจากงานสายวิทย์, เทคโนโลยี, วิศกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ก่อให้เกิดมายาคติที่เหมารวมเด็กผู้หญิงมาอย่างยาวนานว่า “เด็กผู้หญิงเหมาะสำหรับวิชาอ่อน” แต่ “ผู้ชายเหมาะสำหรับวิชาฮาร์ดคอ”
.
ความเข้มงวดของระบบการศึกษายังทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเลือกสาขาวิชาที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว การจะเปลี่ยนสาขาหรือแม้แต่การจะเลือกสาขาวิชารองเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จากสถิตินักศึกษาใหม่ปีล่าสุด ณ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล มีนักศึกษาใหม่เพียง 160 คนจาก 3,500 คนเท่านั้นที่สามารถเลือกสาขาวิชารองตามใจตัวเองได้ และการเลือกเรียนเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงการหางาน
.
สถิติจากมหาวิทยาลัยสตรี Sungshin พบว่าผู้หญิงที่พึ่งสำเร็จการศึกษาจะหางานยากกว่าผู้ชายประมาณ 4% ในขณะที่ผู้หญิงที่มีงานทำก็จะมีรายได้น้อยกว่าผู้ชาย 14% และเร็ว ๆ นี้มีการออกกฎหมายใหม่ให้มหาวิทยาลัยของรัฐมีสัดส่วนอาจารย์ผู้หญิงเป็นอย่างน้อย 1 ใน 4 ของอาจารย์ทั้งคณะภายในปี พ.ศ.2573 เพราะปัจจุบันสัดส่วนอาจารย์ผู้หญิงต่ออาจารย์ผู้ชายในมหาลัยมีความต่างกันค่อนข้างมาก ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีอาจารย์ผู้หญิงประมาณ 30% ของอาจารย์ทั้งมหาลัย ในขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐมีเพียง 18%
.
จุดนี้เองที่ศาสตราจารย์ซูฮยอง และศาสตราจารย์จีฮเย ต่างร่วมกันแสดงทัศนะว่าการจะลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมทางเพศในเกาหลีใต้ให้ยั่งยืน ต้องเริ่มตั้งแต่ระบบการศึกษา รัฐบาลควรให้ความสำคัญตั้งแต่ระบบรากฐาน ปลูกฝังตั้งแต่ยังอายุน้อย ไม่ใช่แค่เพียงมุ่งเป้าไปที่ผู้ใหญ่ ในขณะที่เด็กและครอบครัวต้องเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกเรียนในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเองต้องมีความยืดหยุ่นที่มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้เรียน
.
นอกจากนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องมีความรอบคอบในการส่งเสริมนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ โดยต้องเลี่ยงเหตุการณ์ หรือการนำเสนอข้อมูลที่จะไปกระตุ้นให้เกิดความเกลียดชังทางเพศ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ชายชาวเกาหลีที่มองว่าตนตกเป็นเหยื่อของนโยบายความเท่าเทียมทางเพศเพิ่มมากขึ้น
.
เมื่อย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าสถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศ หรือแม้แต่การยอมรับความหลากหลายทางเพศ ประเทศไทยทำได้ดีกว่าจริง ๆ
.
เรื่อง: กฤชพนธ์ ศรีอ่วม
.
Source
https://asia.nikkei.com/Opinion/Educational-rebalance-could-get-more-South-Korean-women-working
