เมื่อมีเพียง 1 ใน 4 ของประชาชนเท่านั้นที่พร้อมรับมือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและแก๊งมิจฉาชีพในประเทศ รัฐบาลแอฟริกาใต้จึงออกมาตรการที่บังคับให้สถาบันทางการเงินต้องแบ่งกำไรมาทำแผนส่งเสริมความรู้คนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว การส่งเสริมนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการศึกษาที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ทว่าในยุคสมัยปัจจุบันการผลักดันวาระนี้แค่เพียงคนเดียว หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาจจะไม่เท่าทันกับสถานการณ์ของโลกที่หมุนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ตอนนี้การบูรณการความร่วมมือของหน่วยงานเป็นสิ่งที่จำเป็น และ ’ประเทศแอฟริกาใต้’ ประเทศที่ไกลออกไปกว่า 14,910 กิโลเมตร จากประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังมีแผนเอาจริงในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนที่แม้แต่ ‘ธนาคาร’ ก็ต้องออกมาทำหน้าที่อะไรบางอย่างเพื่อประชาชน

หน่วยงานกำกับดูแลชั้นนำของประเทศแอฟริกาใต้เรียกร้องให้บรรดาสถาบันทางการเงินจัดทำ ‘แผนส่งเสริมการศึกษา’ ให้ความรู้แก่ลูกค้า เนื่องจากรัฐบาลต้องการจะให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ เริ่มตั้งแต่เรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องการเงิน

ข้อกำหนด (กฎบัตร) ด้านการศึกษาและการเงินฉบับใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน (The Financial Sector Conduct Authority: FSCA) มีการออกกฎให้สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ต้องระบุ ‘แนวปฏิบัติภายใต้มาตรฐานสากลด้านการศึกษา’ แก่ลูกค้า ข้อกำหนดที่พึ่งออกมาใหม่นี้ถูกยืนยันโดยคุณ ‘Unathi Kamlana’ กรรมาธิการ FSCA

เมื่อมีข้อกำหนดดังกล่าวออกมาจาก FSCA ทำให้บรรดาสถาบันการเงินทั่วแอฟริกาใต้จะต้องนำเงินอย่างน้อย ๆ 0.4% (จากกำไร) มาใช้เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ ‘ความรู้ด้านการเงิน’ โดยข้อกำหนดใหม่นี้จะถูกบังคับใช้กับบริษัทประกันภัย, ธนาคาร และผู้ให้บริการทางการเงินรายย่อย ซึ่งหน้าที่ต่อไปของสถาบันทางการเงินเหล่านี้คือต้อง ‘ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร’ ว่ามีแผนจะนำเงินส่วนดังกล่าวไปส่งเสริมความรู้แก่ประชาชนอย่างไร

เบื้องหลังมาตรการดังกล่าวเกิดจากการที่รัฐบาลเห็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าจะมีประชากรเพียง 1 ใน 4 ของประเทศเท่านั้น (หรืออาจจะน้อยกว่านั้น) ที่จะสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในประเทศได้ นอกจากนี้ปัญหาประชากรทั่วประเทศตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์มิจฉาชีพจนเสียเงินไปมากกว่าหลายพันล้านดอลลาร์เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลต้องลงมือทำอะไรซักอย่างเพื่อรับมือ-แก้ปัญหานี้

คุณ ‘Unathi Kamlana’ กรรมาธิการ FSCA กล่าวถึงปัญหาที่ประชาชนแอฟริกาใต้กำลังเผชิญอยู่ว่า

“ประชาชนของประเทศแอฟริกาใต้กำลังเผชิญปัญหาแชร์ลูกโซ่ และดูเหมือนสังคมของเรามักจะหลงเชื่อไปกับเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายมาก พวกเขาทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิต แต่ดันไปรู้จักกับใครก็ไม่รู้ที่โน้มน้าวให้นำเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงมาลงทุน และสุดท้ายพวกเขาก็โดนหลอกและสูญเสียเงินไปทั้งหมด”

ปัจจุบันตัวเลขคดีฉ้อโกงในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้แอฟริกาใต้ยังตกเป็นข่าวอื้อฉาวของคดีช่อโกงหลายดคี เช่น คดีที่พี่น้องชาวแอฟริกาใต้สองคนหายตัวไปพร้อมกับ Bitcoin มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 120 ล้านบาท) จากแพลตฟอร์มลงทุนสกุลเงินดิจิทัล Africrypt

ในขณะเดียวกันอัตราการเก็บออมของประชาชนชาวแอฟริกาใต้ก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12.7% ของ GDP ประเทศในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

คนไทยพร้อมรับมือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและแก๊งมิจฉาชีพหรือไม่

สำหรับแนวทางการรับมือมิจฉาชีพในไทย ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีแนวคิดที่จะออกมาตรการเข้มงวดสำหรับป้องกันผู้คนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ โดยผลักดันแนวทางให้ธนาคารต้องรับผิดชอบ 100% เมื่อลูกค้าถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน หรือแม้แต่การมีเบอร์สายด่วยเปิดบริการ 24 ชั่วโมงของแต่ละธนาคาร ในส่วนของการรณรงค์และการให้ความรู้ สถาบันการเงินไทยมีการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ เสมอมา แต่จะเข้าถึงประชาชนมากน้อยแค่ไหนคืออีกเรื่อง

เมื่อมองย้อนกลับไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรในประเทศไทยผ่านการศึกษา ปัจจุบันประเทศไทยมีเยาวชนที่อายุ 3-18 ปี ที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา และไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษามากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากความยากจนของครอบครัว

หรือถ้ามองไปที่ความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศจะพบว่าครัวเรือนไทยมีกันชนทางการเงินต่ำ สินทรัพย์ทางการเงินที่ครัวเรือนมีจะไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ต่อเนื่องถึง 3 เดือนถ้าขาดรายได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยของ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่ออกมาเปิดเผยว่าคนไทยยังออมเงินไม่พอ และการเกิดขึ้นของหนี้ เริ่มตั้งแต่กลุ่มคนที่มีอายุ 18 ปี

อย่างที่กล่าวไปในช่วงแรก การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศจะทำแค่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นหน้าที่ของใครคนหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันส่งเสริม ผลักดัน หรือแม้แต่อาจจะต้องใช้ยาแรง (บังคับ) ให้ภาคเอกชนต้องร่วมมืออย่างประเทศแอฟริกาใต้

อ้างอิง: Bloomberg