SUMMARY : ไม่ใช่แค่เด็ก แต่เป็นคนไทยทุกช่วงวัยที่ขาดทักษะความคิดแบบ ‘Critical Thinking’ หรือทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การประเมินต่อสิ่งที่รับรู้มาว่าถูกต้องน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะคนทุกยุคไม่เคยถูกสอนให้คิด วิเคราะห์ แต่ถูกบังคับให้ฟังและเชื่อ ส่งผลคนไทยภูมิคุ้มกันการถูกหลอกต่ำ
ความน่าเป็นห่วงของสังคมไทย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ หรือความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินในการใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวัน ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่เอื้อต่อความสามารถในการก้าวผ่านความยากลำบากไปอย่างราบรื่นได้เลย
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ระดับการพัฒนาทางความคิดและการศึกษาของคนไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดความเจริญของผู้คน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะย้อนกลับไป 10 ปี 20 ปี 30 ปี หรือ 50 ปี คนไทยก็ยังคงได้ยินวลีที่กล่าวว่า “การศึกษาไทยน่ากังวล คุณภาพประชากรไทยน่าเป็นห่วง หรือเด็กไทยน่าเป็นหัวง” วนซ้ำๆ แบบที่ไม่รู้ว่าจะสามารถหยุดวงจรเหล่านี้ได้เมื่อไหร่
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของปัญหาสังคมในระดับชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อระดับการพัฒนาประเทศ พัฒนาคุณภาพประชากร เพราะมันคือรากฐานของการเดินหน้าหรือถอยหลังของประเทศ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่กำลังพูดถึงกันบ่อยๆ ในช่วงหลังๆ จากปัญหาการถูกหลอกซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟคนิวส์ การถูกหลอกให้ลงทุน แชร์ลูกโซ่ หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งสาเหตุเกิดจากการขาดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หรือ ‘Critical Thinking’ ในการประเมินต่อสิ่งที่รับรู้มาว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องน่าเชื่อถือหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจ ปักใจ มั่นในว่านั่นคือชุดข้อมูลที่คู่ควรแก่การเชื่อ
แต่ถ้าหากขาการคิดวิเคราะห์ไม่เป็น หรือใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจไม่ได้ ปัญหาย่อมตามมาแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องใช้ชีวิตบนโลกที่มีภัยรอบตัวที่พร้อมจะเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่รู้เท่าทันของคน
‘Critical Thinking’ สิ่งที่คนไทยควรจะมีแต่ก็ไม่มี
จากข้อมูลของการประชุม World Economic Forum (WEF) 2012-2013 พบว่าการจัดอันดับการศึกษาของไทยรั้งท้ายอาเซียน ผลการจัดอันดับที่ว่ายังชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนไทยส่วนมากยังคิดไม่เป็น และขาดทักษะสำคัญในการดำรงชีวิต คือ ขาดการคิดวิเคราะห์
ในขณะที่อีกหลายปีต่อมา World Economic Forum (WEF) 2019 ก็มีการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก จากเด็กและเยาวชนของ 141 ประเทศ ผลการจัดอันดับ พบว่าความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยนั้นลดลง จากอันดับที่ 38 ลงไปสู่อันดับที่ 40 โดยปัจจัยหนึ่งที่ฉุดอันดับของประเทศไทยตกลงมา มาจากคะแนนด้านการเรียนการสอนของไทยที่มีการฝึก Critical Thinking พบว่าต่ำที่สุด ได้คะแนนเพียง 37 คะแนนเท่านั้น จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน
จริงอยู่ที่ว่าคะแนนต่าง ๆ ที่คนไทยจำเป็นต้องเข้าสอบเพื่อวัดระดับนั้น ไม่สามารถวัดความสามารถที่แท้จริงของเด็กไทยได้ แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทยเป็นอย่างไร ถึงทำให้ผลคะแนนและระดับของเด็กไทยต่ำขนาดนี้ และอีกคำถามที่ดูเหมือนจะยาวไกล แต่จริง ๆ แล้วไม่เลย คือ เด็กไทยจะมีทักษะและความพร้อมในการก้าวเข้าสู่วัยทำงานในอนาคตได้ดีเพียงใด
ที่สำคัญจาก การศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) โดยเป็นข้อมูลที่เผยความสามารถในการรับมือกับเฟกนิวส์และข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ของเด็กอายุ 15 ปี จาก 77 ประเทศทั่วโลก พบว่าเด็กไทยมีศักยภาพในการกรองข่าวปลอมต่ำมาก รั้งท้ายอยู่ในลำดับที่ 76 จาก 77 ประเทศ
หรือเอาที่ใกล้ตัวที่สุด คือการที่เราจะเห็นเด็กไทยส่วนน้อยเท่านั้นที่เริ่มตั้งคำถามกับบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ ในขณะที่หลายคนยังติดอยู่กับการเชื่อตามผู้ใหญ่ ซึ่งสิ่งที่ผู้ใหญ่เชื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและอธิบายด้วยหลักการและเหตุผลไม่ได้ เป็นเพียงการเชื่อต่อๆ กันมารุ่นสู่รุ่น หลายคนเชื่อตามกระแส ทั้งที่ไม่รู้ว่ากระแสข้อมูลที่รับรู้มานั้นเท็จจริงเป็นอย่างไร
แม้แต่การแสดงความคิดเห็นตามโซเชียลมีเดียของคนไทยหลายคนก็ดูเหมือนไม่มีการคิดก่อนโพสต์ หรือไม่ไตร่ตรองอะไรมาก่อนเลย ทั้งที่ทุกวันนี้การเข้าถึงข้อมูลหลาย ๆ ด้านนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ Critical Thinking ยังเป็นหนึ่งใน 4 ทักษะ (4Cs) แห่งศตวรรษที่ 21 อีกด้วย ซึ่งประกอบด้วยอีก 3 ทักษะสำคัญ คือ Critical Thinking Communication (ทักษะสื่อสาร) Collaboration (ทักษะการทำงานร่วมกัน) และ Creativity (ทักษะความคิดสร้างสรรค์)
การรับข้อมูลด้านเดียวแล้วเชื่อเลยทันที เป็นเรื่องที่อันตรายมากในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากมันสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่สามารถพูดคุย ชี้แจง หรือตกลงได้ด้วยเหตุผล การอยู่ในโลกแคบ ๆ แบบนี้ไม่ได้เพียงแต่กระทบกับการทำงาน แต่ยังกระทบกับการใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน
ทักษะ Critical Thinking จะทำให้เรารู้สึก “เอ๊ะ” อยู่เสมอเมื่อได้รับข้อมูล การที่เราสงสัยและไม่เชื่อเลยในทันที ทำให้เราพยายามหาคำตอบในมุมอื่น โดยการตั้งคำถามว่าจะเป็นอื่นที่ต่างจากนี้ได้ไหม หรือจะมีข้อมูลอื่นมาค้านหรือไม่ มองให้กว้างกว่าสิ่งที่รู้มา เพื่อนำมาใช้ประกอบกับการตัดสินใจ อย่างไรก็ดี การตั้งคำถามนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้งใด ๆ เพียงแต่เพื่อให้ได้ข้อมูลมากพอให้ประกอบการตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจแล้ว จะพูดได้ว่าสิ่งที่เราเชื่อมาจากข้อมูล หลักการ หรือแนวคิดอะไร ไม่ยึดติดอยู่กับความเชื่อเดิม ๆ ที่เราเชื่อเพราะเราอยากจะเชื่อ
Critical Thinking กลายเป็นทักษะสำคัญสำหรับการทำงานในปัจจุบัน เพราะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทย ซึ่งปัจจุบันยิ่งถอยหลังลดลง เพราะการคิดแบบมีวิจารณญาณเป็นหนึ่งทักษะที่คนรุ่นใหม่และองค์กรธุรกิจสมัยใหม่เชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นของคนยุคนี้
Foundation for Young Australians เปิดเผยผลสำรวจเงื่อนไขการรับสมัครงาน 4.2 ล้านตำแหน่ง ระหว่างปี 2012-2015 พบว่า บัณฑิตจบใหม่ในออสเตรเลียถูกคาดหวังจากตลาดแรงงานให้มีทักษะ Critical Thinking เพิ่มขึ้น โดยในปี 2015 เพิ่มขึ้นจากปี 2012 ถึง 158% ตลาดให้ความสำคัญกับ Critical Thinking มากแค่ไหน คำถามนี้ตอบได้จากค่าจ้างที่ภาคธุรกิจยินดีจ่ายเพิ่มให้แก่พนักงานที่มี Critical Thinking ว่าเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างปกติเท่าไร
ผลสำรวจพบว่านายจ้างยินดีจ่ายค่าจ้างให้เพิ่มถึง 7,745 ดอลลาร์ออสเตรเลียนสำหรับแรงงานที่มีทักษะ Critical Thinking ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างสำหรับทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) หรือทักษะความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เสียอีก เรียกได้ว่า ทักษะ Critical Thinking เป็นแต้มต่อให้ช่วยหางานในยุคนี้ และช่วยให้ได้ค่าจ้างสูงกว่าทั่วไปมากทีเดียว
แต่ดูเหมือน Critical Thinking จะเป็นทักษะที่หายไปของคนทั้งโลก จากรายงาน 2019 State of the Workplace ทักษะ Critical Thinking เป็นทักษะ Soft Skill ที่นายจ้างเห็นว่าผู้สมัครงานในยุคปัจจุบันขาดแคลนมากสุด
อย่างไรก็ตาม คนไทยทุกช่วงวัยจำนวนมากขาด Critical Thinking ข้อจำกัดหลักมีอย่างน้อย 3 ประการ คือ
- ระบบการศึกษาของไทยไม่เน้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม แต่ถูกฝึกให้เชื่อและจำมากกว่าคิดวิเคราะห์ ดังนั้นจึงไม่ถูกฝึกการลำดับเหตุผล
- สังคมไทยไม่ใช่สังคมแห่งการค้นคว้า เพราะ Critical Thinking ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการค้นคว้าข้อมูลในเชิงลึกและการฟังที่มีคุณภาพ ครอบครัวไทยส่วนใหญ่ทุกยุคทุกสมัยไม่ได้ปลูกฝังให้สามารถตั้งคำถามจากสิ่งที่สงสัย และการตอบคำถามมีคุณภาพ เพราะมักมองว่าการถามในสิ่งที่แตกต่างไปจากความเชื่อดั้งเดิมเป็นเรื่องไร้สาระ นอกกรอบ นอกคอก ผู้ใหญ่มักตัดจบความไม่รู้ของตัวเองด้วยการปัดรำคาญ ซึ่งนี่เป็นต้นตอหลักด้านหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่กล้าแสดงความเห็นที่นอกกรอบ เพราะจะถูกมองว่าไม่เคารพผู้ใหญ่
- สังคมการทำงาน ในการทำงาน เจ้านายส่วนใหญ่ชอบให้ลูกน้องเชื่อฟัง มากกว่าเสนอข้อคิดเห็นที่แตกต่าง การประชุมไม่ใช่การเข้ามาระดมสมองเพื่อทำงาน แต่เป็นการเรียกมารวมตัวกันเพื่อสั่งให้ทำพร้อมๆ กันเท่านั้น ดังนั้นกรอบความคิดในการทำงานจึงเดินหน้าไปด้วยการถูกสั่งให้ฟังและทำตาม แต่ไม่ใช่การทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยการระดมทักษะที่แตกต่างกันเพื่อทำงานให้บรรลุไปพร้อมๆ กัน
ฉะนั้น เมื่อ Critical Thinking ของคนไทยคือทักษะที่เหมือนจะมีแต่ก็ไม่มี กลายเป็นทักษะสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตในทุกมิติ ทั้งการเรียน การทำงาน การเผชิญหน้ากับสถานการณ์รอบตัวประจำวัน ในขณะที่คนไทยมีทักษะด้านนี้ต่ำลงเรื่อยๆ ที่ส่งต่อมาจากคนรุ่นก่อนหน้า ดังนั้นการที่คนไทยจะมีภูมิคุ้มกันทางความคิดที่ถูกหลอกให้เชื่อโดยไม่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ หรือถูกหว่านล้อมแล้วจนไม่สามารถพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่คับขันได้ จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า คนไทยนั้นมีความอ่อนแอทางความคิดสูง และติดกับดักได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเอง
