[ 📍 SUMMARY : ความน่ากลัวในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นกูรู-อินฟลูฯ จากการวิเคราะห์คลิปอินฟลูฯ การเงินกว่า 2,470 คลิป บนโซเชียลมีเดียพบ 71% อาจสร้างความเข้าใจที่ผิดให้แก่เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ TikTok น่ากลัวสุดเพราะให้เนื้อหาไม่ครบ สรุปรวบรัด บางรายไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะแนะนำคนอื่นแต่ก็ยังทำ ]
TikTok โซเชียลมีเดียแห่งยุคผู้ท้าชิงเวลาไถหน้าจอจาก 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook และ Youtube มีผู้ใช้งานราว ๆ 1 พันล้านคนทุกเดือน จากเดิมทีที่เป็นแพลตฟอร์มโชว์ทักษะการเต้นของกลุ่มวัยรุ่น แต่มาวันนี้เป็นแพลตฟอร์มที่มีทุกคอนเทนต์ที่คุณต้องการ เพราะใคร ๆ ก็สามารถลุกขึ้นมาสร้างคอนเทนต์ได้ ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะสอนทำอาหาร เทคนิคงานช่าง แนะนำภาพยนตร์ ไฮไลต์ฟุตบอล หรือแม้แต่ให้คำแนะนำทางด้านการเงิน แต่สถานการณ์นี้ก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน
เพราะกว่า 71% ของคำแนะนำด้านการเงินบนโซเชียลมีเดีย กำลังทำให้ Gen Z และ Millennials เกิดความเข้าใจผิด !
จากรายงานของนิตยสาร Forbes เปิดเผยว่าวัยรุ่นเกือบ 80% (ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนี้) หันมาพึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่าง TikTok, YouTube และ Instagram เพื่อหาความรู้ทางด้านการเงิน ตัวเลขที่สูงขนาดนี้ทำให้ทีมงานของ Social Capital Markets แพลตฟอร์มที่มีความเชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัล ลงไปทำการสำรวจเหล่าบรรดาคลิปคำแนะนำทางการเงิน-การลงทุนกว่า 2,470 คลิป บนโซเชียลมีเดียอย่าง Tiktok, IG และ YouTube ว่าคลิปเหล่านี้มีประโยชน์ และน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้อาจจะต้องทำให้เรา ๆ กลับมาย้อนคิดและตั้งสติก่อนรับสารมากขึ้น เนื่องจากทีมสำรวจพบว่า ‘คำแนะนำส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์อาจไม่ได้ให้ประโยชน์ มิหนำซ้ำกว่า 71% ของคำแนะนำยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดเสียอีก’ โดยสถิติสำคัญจากการสำรวจอธิบายได้ดังนี้
- 83% ของวิดีโอไม่มีคำเตือนที่เพียงพอเกี่ยวกับการลงทุนและความเสี่ยงในการลงทุน
- 70% ของวิดีโอ มีการเชื้อเชิญให้ลงทุนในหุ้นอย่างเฉพาะเจาะจงโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง
- 57% ของวิดีโอ มีเนื้อหาที่ยืนยัน-การันตี ว่าจะได้ผลตอบแทนในการลงทุนคืน
- 45% ของวิดีโอ ชี้ชัดว่าควรแบ่งสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้ไปลงทุน ซึ่งควรเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
- 13% ของวิดีโอ คือสัดส่วนของคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะแนะนำด้านการเงินหรือเรื่องที่พูด
TikTok ดินแดนแห่งอินฟลูฯ การเงิน (แต่ถูก/ไม่ถูก ไม่รู้)
จากการวิเคราะห์เนื้อหาวิดีโอทั้ง 3 แพลตฟอร์ม TikTok ถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีปัญหามากที่สุด โดย 91% ของวิดีโอไม่มีข้อความคำเตือน และกว่า 70% ของวิดีโอสนับสนุนอย่างเต็มเปาให้ซื้อหุ้น
ด้วยคุณลักษณะของแอปฯ TikTok ที่เป็นแพลตฟอร์มคลิปสั้น จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่พร้อมให้คำแนะนำทางการเงินแบบสรุปรวบยอด เหลือเพียงเคล็ดลับ สรุปสั้น ๆ มากกว่าที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมและรอบคอบ
TikTok ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีวิดีโอเนื้อหาลักษณะการันตีผลตอบแทน (65%) และสนับสนุนให้ผู้ชมแบ่งสัดส่วนรายได้จำนวนหนึ่งเพื่อนำมาลงทุน (50%) ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนมือใหม่ โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Z ที่อาจเป็นกลุ่มที่ใจ้ร้อน อยากเห็นผลลัพธ์และผลตอบแทนไว ๆ ด้วยเงินเดือนที่พึ่งได้รับในปริมาณไม่มาก
Instagram ใคร ๆ ก็โพสต์รูปตอนได้กำไร
แพลตฟอร์มอินสตราแกรมมีทั้งฟังก์ชัน Story และโพสต์รูปแบบปกติที่เอื้อให้ผู้ใช้งานโชว์ความมั่งคั่งบนโลกโซเชียล แต่ฟังก์ชัน Reel ที่เป็นคลิปสั้น และโพสต์วิดีโอก็ไม่อาจมองข้ามเนื่องจากวิดีโอกว่า 88% ไม่มีคำเตือนเกี่ยวกับการลงทุน และกว่า 65% เป็นวิดีโอที่มีเนื้อหา ‘ชี้เป้า’ ให้ลงทุนในหุ้นตัวไหน
นอกจากนี้ 1 ใน 2 ของวิดีโอที่ปรากฎบนอินสตราแกรมยังปรากฎเนื้อหาในลักษณะที่การันตีผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้ง ๆ ที่ไม่อาจมีใครทราบได้ว่าการลงทุนครั้งนี้จะให้ผลตอบแทนหรือทำให้เราขาดทุน
Youtube พี่ใหญ่ที่มาพร้อมเนื้อหาเชิงลึก
แพลตฟอร์มยูทูปได้เปรียบเรื่องธรรมชาติของวิดีโอที่มีความยาวกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ จึงทำให้หลาย ๆ คลิปมีเนื้อหาที่มาพร้อมคำอธิบายเชิงลึก แต่หลาย ๆ วิดีโอก็ยังบกพร่องในเรื่องของความโปร่งใสไปบ้าง เช่น วิดีโอกว่า 55% มีเนื้อหาที่การันตีว่าการลงทุนจะได้ผลตอบแทนกลับมาแน่ ๆ หรือ 45% ของวิดีโอที่แนะนำผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาว่าควรลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่
แต่หากมองทั้ง 3 แพลตฟอร์มอาจจะกล่าวได้ว่ายูทูปเป็นแพลตฟอร์มที่น่ากังวลน้อยกว่าอินสตราแกรมและ TikTok เนื่องจากธรรมชาติของแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้อินฟลูฯ มีเวลาอธิบาย-อภิปราย เนื้อหา
เราควรเชื่อกูรูทางการเงินบนโลกโซเชียลหรือไม่
Social Capital Markets แสดงความเห็นว่าการขาดกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำแนะนำทางการเงินและการลงทุนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว และยังเป็นการเปิดโอกาสให้อินฟลูฯ ที่มีความรู้ด้านการเงินแม้เพียงน้อยนิด (หรือบางคนไม่มีเลย) สามารถลุกมาให้คำแนะนำคนอื่นได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ถ้าใครจะเข้าใจอะไรผิด หรือถูกหลอกให้ลงทุนจนขาดทุน
เรื่องนี้ส่งผลให้นักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมากลงทุนโดยไม่สนใจสถานการณ์ทางการเงินของตน ซึ่งระบบนิเวศบนโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยอินฟลูฯ – กูรูด้านการเงิน ตัวจริงบ้าง ตัวปลอมบ้าง กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่อันตรายสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่
สำหรับประเทศไทยมีคนที่ออกมาให้ความรู้ทางการเงินเยอะมากเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้เรียนรู้ความรู้ทางการเงินจากหลาย ๆ กูรูผ่านโซเขียลมีเดียและสื่อประเภทต่าง ๆ เพราะทักษะเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ผู้เขียนมองว่าทักษะสำคัญที่ควรมีบนโลกออนไลน์ในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นอินฟลูฯ เป็นกูรูได้คือการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ประกอบกับการรับสารจากหลาย ๆ ผู้เชี่ยวชาญเสมือนการ cross check ข้อมูลบนโลกออนไลน์ และนำมากรองผ่านบริบทและข้อจำกัดที่ตนมี
เคล็ดลับความสำเร็จจากบริษัทใหญ่ ไม่อาจนำมาใช้ได้กับบริษัทขนาดเล็ก เช่นเดียวกับคำแนะนำทางการเงินจากหลาย ๆ ผู้เชี่ยวชาญ เคล็บลับไปสู่ความมั่งคั่งทางการเงินก็ไม่มีสูตรสำเร็จเช่นกัน
อ้างอิง : Social Capital Markets


