Sustainism ขยายผลงานวิจัย วช. ในโครงการ Genius Lunch พัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยสู่ความยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ Sustainism ยั่งยืนนิยม นำงานวิจัยการวางระบบการผลิตอาหารปลอดภัยในระดับตำบลสู่อาหารคุณภาพในโรงเรียน ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ นำโดย ดร.ชวลิต สิมสวย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มาขยายผลสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในระดับตำบล เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรในชุมชนสามารถรองรับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนในการจัดหาอาหารที่มีคุณภาพให้แก่โรงเรียน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติได้สนับสนุนการดำเนินงานโครงการ Genius Lunch ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ได้แก่ SDG 2 : ขจัดความหิวโหย, SDG 3 : การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, SDG 4 : การศึกษาที่มีคุณภาพ, และ SDG 10 : การลดความเหลื่อมล้ำ โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ในการสร้างต้นแบบระบบการจัดการอาหารกลางวันที่ระดับตำบล โดยได้รับการสนับสนุนด้านวัตถุดิบและแรงงานจากชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการบริโภคอาหารที่ดีและยั่งยืน

ดร.เชาวลิต สิมสวย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า “งานวิจัยของเรามีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านโภชนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเยาวชนไทย นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันงานวิจัยนี้ให้เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นจากการวางระบบการผลิตอาหารปลอดภัยที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ” งานวิจัยนี้สร้างการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตอาหารในชุมชนกับการจัดสรรอาหารไปสู่โรงเรียน ด้วยเป้าหมายให้ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่นร่วมมือกันในการสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและตอบโจทย์โภชนาการในระดับที่สูงสุดให้แก่เด็กไทย
ความสำเร็จของงานวิจัยนี้จะเกิดขึ้นได้จาก “ความร่วมมือ” เป็นสำคัญ ความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โรงเรียน และเกษตรกรในท้องถิ่น ที่จะทำให้เกิดระบบการจัดการอาหารที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน การใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังสนับสนุนเศรษฐกิจในชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ความร่วมมือจากทุกฝ่ายจะช่วยให้ระบบการจัดการอาหารกลางวันมีประสิทธิภาพตั้งแต่กระบวนการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงเรียนอย่างทั่วถึง การร่วมมือกันในทุกภาคส่วนนี้จะทำให้เด็กในชุมชนได้รับโภชนาการที่ดี พร้อมกับสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแรง เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสู่ความยั่งยืนของทั้งชุมชนและประเทศในระยะยาว

นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ (มอส.) กล่าวว่า เด็กไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ เพราะโภชนาการที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอนาคตที่แข็งแรงและมีศักยภาพเต็มเปี่ยม ทั้งในด้านสุขภาพและการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการจัดทำอาหารกลางวันในหลายโรงเรียนยังมีความหลากหลายในมาตรฐาน ทำให้เด็กบางกลุ่มอาจขาดสารอาหารที่จำเป็น ต่อการพัฒนาทางร่างกายและสมอง ดังนั้นการสร้างระบบครัวกลางที่มีมาตรฐานทั่วประเทศ ถูกสุขลักษณะตามกฎหมายสาธารณสุข และใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยในชุมชน รู้แหล่งที่มาของผลผลิตอย่างชัดเจน มีการขนส่งระยะสั้น ป้องกันมิให้ปนเปื้อนจากสารเคมีอันตรายและเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ก็จะช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบอาหารได้ จะช่วยให้เด็กไทยทุกคนได้รับอาหารกลางวันที่ครบถ้วน ปลอดภัย และคุ้มค่า ซึ่งจะลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าอย่างเหมาะสม และสร้างโอกาสให้เด็กทั่วประเทศได้รับการสนับสนุนด้านโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อการพัฒนาสมองและร่างกายที่แข็งแรง
นายเพ็ชร ประภากิตติกุล ผู้อำนวยการโครงการยั่งยืนนิยม (Sustainism) กล่าวว่า Sustainism เราเป็นองค์กรที่สนับสนุนบริษัทเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐ ให้สามารถบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนผ่านโครงการรูปแบบต่างๆ สำหรับบทบาทในครั้งนี้ เราเข้ามาช่วยขยายผลการวิจัยให้เกิดผลกระทบในวงที่กว้างมากขึ้น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาศักยภาพสมองอย่างเต็มที่ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) การพัฒนาโภชนาการตั้งแต่วัยเยาว์โดยให้เด็กได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างสมองที่แข็งแรง ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อเด็กในปัจจุบันแต่ยังเป็นการส่งต่อศักยภาพไปยังรุ่นถัดไป โดยการช่วยสร้างวงจรที่แข็งแกร่งของสุขภาพสมองที่ดีและการเจริญเติบโตทางสติปัญญาในเด็ก

พญ.ณภัคจิรา ลิขสิทธิ์ธนานนท์ กุมารแพทย์ เฉพาะทางประสาทวิทยา กล่าวว่า เด็กจะมีโอกาสเป็นอัจฉริยะได้หากได้รับโภชนาการที่เหมาะสมและครบถ้วนตั้งแต่วัยเยาว์ อาหารเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างสมองและระบบประสาทในช่วงเวลาที่สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว การพัฒนาสมองที่ดีตั้งแต่รุ่นนี้ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงรุ่นต่อๆ ไป เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นพ่อแม่ที่มีศักยภาพในการส่งต่อยีนส์และระบบประสาทที่แข็งแรงและมีคุณภาพให้กับลูกหลาน การสร้างวงจรการพัฒนานี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงอายุ 3-9 ขวบ สมองของเด็กกำลังเจริญเติบโตเต็มที่ เซลล์ประสาทกำลังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ การเชื่อมต่อเหล่านี้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความคิด ความจำ และการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาไปสู่ความเป็นอัจฉริยะ สารอาหารเฉพาะ เช่น โอเมก้า 3 ซึ่งช่วยเสริมสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท โปรตีนที่ใช้สร้างเซลล์สมองใหม่ ธาตุเหล็กที่ส่งเสริมการไหลเวียนของออกซิเจนไปยังสมอง และวิตามินบีที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ล้วนเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อการเติบโตทางสมอง

คุณชลกานต์ วิสุทธิพิทักษ์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า อาหารที่ดีกับสมองไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง หากเราเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพที่หาได้ง่ายในชุมชน เช่น ข้าวกล้อง ผักพื้นบ้าน ถั่ว และปลาทู ซึ่งล้วนเป็นแหล่งโปรตีน ไขมันดี และธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของเด็ก การปรุงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสามารถทำได้โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความสดใหม่ มีคุณภาพ และเป็นผลผลิตจากความใส่ใจของผู้ใหญ่ในชุมชน ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์โภชนาการสำหรับการเจริญเติบโตทางสมองและร่างกายของเด็ก แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและความยั่งยืนในท้องถิ่นอีกด้วย
งานวิจัยด้านโภชนาการยังแสดงให้เห็นว่าอาหารที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ จะส่งผลดีต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว และการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในชุมชนไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อความต้องการทางโภชนาการ แต่ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ ได้เข้าใจถึงคุณค่าของอาหารและชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ องค์ความรู้จากงานวิจัยจะช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์รายการอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นได้มากมาย โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของเด็กในวัยเจริญเติบโต เราจำเป็นต้องมีงานวิจัยเชิงลึกเพื่อศึกษาคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นเหล่านี้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับการออกแบบเมนูในระดับครัวกลางอย่างเหมาะสม และสนับสนุนให้เกิดการขยายผลไปทั่วประเทศ ช่วยให้เด็กไทยทุกคนได้รับโภชนาการที่ดีและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ มิติ

วช. และ โครงการยั่งยืนนิยม (Sustainism) จึงขอเชิญองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศที่มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาเด็กไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็นอัจฉริยะผ่านโครงการ Genius Lunch เข้าร่วมแสดงผลงานแนวทางการบริหารจัดการครัวกลางเพื่ออาหารกลางวัน โดยเสนอเมนูอาหารกลางวันที่เหมาะสมสำหรับเด็กนักเรียนจากครัวกลางในชุมชนของท่าน จำนวนไม่เกิน 5 รายการ ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 อบต. ที่ได้รับการพิจารณาเป็น “สุดยอด Genius Lunch” จะได้รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และจะได้รับการตีพิมพ์แนวคิดการบริหารจัดการครัวกลาง รวมถึงรายงานเมนูอาหารลงในสื่อสาธารณะ เพื่อเป็นเกียรติและเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นในการพัฒนาโภชนาการที่ดีและยั่งยืนสำหรับเด็กไทย
ต้องการเข้าร่วมติดต่อ คุณอโนมา กีรติเตชะนันท์ 090982365 หรือ ที่ www.stnsm.org และ QR Code หรือที่ ลิงก์ https://forms.office.com/r/vw82f5mGFC


