
“ตึก สตง.” จากใบแจ้งเกิดผู้รับเหมาฯ จีนในไทย สู่ใบมรณะบัตร นิยามของ “ตึกกากเต้าหู้จีน” คำพูดอมตะของอดีตนายกฯ จีน “จู หรงจือ” สะท้อนตึกมาตรฐานต่ำ วัสดุห่วยทั่วแดนมังกร ทำให้จีนมีอัตราตึกถล่มสูงถี่บ่อย ผู้นำจีนยังรู้ของบ้านตัวเองห่วยแต่รัฐไทยกลับมั่นใจ นำมาสู่โศกนาฏกรรม
นี่เป็นอีกครั้งที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐาน “ของจีน” ว่าที่สุดแล้วเชื่อมั่นได้หรือไม่? คำตอบนี้ผู้เขียนจะขอไม่ตัดสินเองแทนทุกคน แต่จะตั้งคำถามเอาไว้และให้เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่ติดตามข่าว การถล่มของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุด ในขณะที่อาคารกำลังก่อสร้างและไปจนถึงชั้น 34 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เกิดการถล่มอย่างรวดเร็วจากแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน ในขณะที่อาคารอื่นๆ ที่กำลังก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงานของเอกชน ซึ่งใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของไทยกลับไม่พังถล่มลงมา อย่างมากก็เสียหายจากเครนก่อสร้างที่หักลงมา แต่ไม่มีตึกใดพังถล่มทั้งต่อให้สร้างสูงแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากเกี่ยวกับคุณภาพการก่อสร้างของอาคาร ทำให้นึกถึงวลีหนึ่งที่คนจีนมักใช้เรียกอาคารคุณภาพต่ำ มาตรฐานห่วยแตก ว่าตึกเหล่านี้คือ “ตึกกากเต้าหู้” และแม้แต่ชาวไต้หวันที่สื่อสารภาษาจีนได้เช่นเดียวกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างก็ออกมาแสดงความคิดเห็นยืนยันถึงมาตรฐานความห่วยแตกของตึกจีนที่รู้กิตติศัพท์กันดี
ตึกกากเต้าหู้ (豆腐渣工程) เป็นวลีในภาษาจีนที่ใช้เรียกสิ่งปลูกสร้าง อาคารที่สร้างขึ้นอย่างห่วยๆ ที่บัญญัติเป็นครั้งแรกโดย “จู หรงจือ” อดีตนายกรัฐมนตรีในปี 1998 ขณะเดินทางไปจิ่วเจียง มณฑลเจียงซี เพื่อใช้เรียกพนังกั้นน้ำบนแม่น้ำแยงซีที่สร้างขึ้นอย่างห่วยๆ และในปี 2008 คำนี้ได้รับความนิยมในฐานะคำเรียกอาคารที่ถล่มจากแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน
คำว่ากากเต้าหู้ (เศษซากที่เหลือจากการผลิตเต้าหู้) มักนำมาใช้เป็นคำอุปมาอุปไมยแทนงานที่ทำขึ้นอย่างลวก ๆ หรือไร้คุณภาพ คำว่าโครงการกากเต้าหู้จึงใช้เรียกโครงการที่ทำขึ้นอย่างไม่มีคุณภาพ
สถาปนิก หลี่ ฮู ระบุว่าจำนวนตึกกากเต้าหู้ในจีนมีมากกว่าตึกที่ปลูกสร้างมีมาตรฐาน เขาระบุว่าส่วนใหญ่นั้นอาคารเหล่านี้ถ้าสร้างเสร็จจะมีอายุการใช้งานต่ำกว่าปกติ และเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ใช้อาคารซึ่งอาจจะเกิดการถล่มลงมาได้ในอนาคต อย่างที่เคยเห็นภาพตึกในจีนถล่มแบบไม่มีสาเหตุหลายตึกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้จีนมีสถิติการถล่มของตึกสูงรวมถึงอาคารต่างๆ มากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย หรืออาคารเพื่อการพาณิชย์ที่แฝงไปด้วยการก่อสร้างแบบคุณภาพต่ำ และการฮั้วกันของทั้งผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ตรวจสอบอาคาร เพื่อให้ได้ผลประโยชน์จากกำไรสูงสุดที่มาจากการลดสเปคคุณภาพวัสดุก่อสร้างและการออกแบบ
หนึ่งในเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอันเป็นผลพวงมาจากโครงการตึกกากเต้าหู้ เกิดขึ้นในปี 2008 จากเหตุแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน มีตึกนับร้อยแห่งถล่ม รวมทั้งโรงเรียนเป็นผลให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก คำว่าโครงการกากเต้าหู้ได้ถูกนำมาใช้เรียกอาคารที่ถูกก่อสร้างโดยไม่มีคุณภาพเหล่านี้ ซึ่งเกิดจากการคอร์รัปชั่นในการก่อสร้างอาคาร รายงานของ “เดอะโกลบแอนด์เมล“ ระบุว่า ในปี 2008 ว่าอาคารที่สร้างขึ้นอย่างลวกๆ ไร้คุณภาพเหล่านี้เรียกว่าตึกเต้าหู้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้ก่อสร้างลดทอนค่าใช้จ่ายลงโดยการแทนที่แท่งเหล็กกล้าด้วยเส้นลวดโลหะ ใช้ซีเมนต์คุณภาพต่ำ ลดปริมาณอิฐที่ต้องใช้ลง และไม่มีการตรวจสอบว่าคุณภาพสอดรับกับมาตรฐานที่กำหนดไว้โดยรัฐ
ฤากากเต้าหู้จีนจะแผลงฤทธิ์กับตึกในไทย?
ความกังวลที่เกิดขึ้นจากเหล่าวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างอาคารเป็นห่วงว่า วัฒนธรรมตึกกากเต้าหู้จากจีน จะเข้ามาในประเทศไทยแล้วผ่านโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆ โดยเฉพาะของอาคารของภาครัฐ เนื่องจากเอกชนรู้ว่ารัฐมักใช้วิธีการประมูลโครงการให้ต่ำราคาต่ำที่สุด ใครประมูลชนะก็ได้สิทธิ์ไป หรือไม่ก็เป็นการล็อคผู้รับจ้างเอาไว้แล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้ผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพแฝงเข้ามาได้ ที่สำคัญบริษัทก่อสร้างสัญชาติไทยมีมาตรฐานสูง ดังนั้นแค่การสร้างตึกระฟ้าไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทต่างชาติเลย และยิ่งตอนนี้มีการตรวจพบบริษัทจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจวัสดุก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้องและผลิตสินค้าคุณภาพต่ำออกจำหน่าย ยิ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนกรณีอาคารแห่งใหม่ของ สตง. ที่ถล่มล่าสุดจากแผ่นดินไหว แล้วบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นบริษัทจากจีนเข้ามาก่อสร้างอาคารในประเทศไทยอย่าง บริษัทจงเที่ยสือจวี่จี๋ตวน (China Railway No.10 Engineering Group – CRCC) หรือ ไชน่า เรลเวย์ หนึ่งในกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีนขนาดใหญ่ของจีน ร่วมทุนกับพันธมิตรฝั่งไทยคือ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) โดยอาคารแห่งนี้ถือเป็นโครงการแรกในต่างประเทศของไชน่า เรลเวย์อีกด้วย
ทั้งนี้เว็บไซต์ข่าวจีน GoalFore. cn ระบุว่า บริษัทฯ เคยมีประวัติเกี่ยวกับการดำเนินโครงการในต่างประเทศที่ถูกจับตาในด้านคุณภาพและการควบคุมต้นทุน รวมถึงความท้าทายในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานของแต่ละประเทศ
ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเมื่อ 10 ส.ค. 2561 ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทั้งอาคารสำนักงาน ทางรถไฟ และรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยมี นายชวนหลิง จาง และ นายโสภณ มีชัย เป็นกรรมการ
ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดคือ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เอ็นจิเนียริ่ง กรุ๊ป จากประเทศจีน ถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน 49% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ต่างชาติถือ ส่วนผู้ถือหุ้นไทยได้แก่
1.นายโสภณ มีชัย (กรรมการ) ถือหุ้น 40.80% หรือ 407,997 หุ้น
2.นายประจวบ ศิริเขตร ถือหุ้น 10.20% หรือ 102,000 หุ้น
3.นายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้นเพียง 3 หุ้น
ก่อนหน้าเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม บริษัทนี้เพิ่งได้มีการถ่ายรูปและคลิปวิดีโอโชว์ความสำเร็จในการก่อสร้างโครงสร้างของอาคารอย่างยิ่งใหญ่ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเปรียบเสมือนกับนามบัตรของบริษัทจีนใบแรก ที่ได้ปักหมุดโครงการก่อสร้างอาคารในประเทศไทย แต่หลังจากเกิดเหตุรูปภาพ คลิปวิดีโอ และข้อมูลการก่อสร้างของบริษัทได้ถูกลบออกทั้งหมดจากสื่อโซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ อีกทั้งยังพบภาพของชายชาวจีน 4 คน ขนเอกสารและพิมพ์เชียวอาคารออกจากพื้นอย่างมีพิรุจ ซึ่งล่าสุดทั้งหมดถูกจับและแจ้งความแล้วโดยนิติกรฝ่ายเทศกิจในท้องที่ สนง.เขตจตุจักรที่นำมาซึ่งความสงสัยของผู้คนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินกิจการของบริษัทนี้
อย่างไรก็ตามแม้จะยังต้องรอผลการตรวจสอบสาเหตุตึกถล่ม แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เราต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐานของสินค้าและบริการจากจีน โดยเฉพาะกับโครงการมูลค่าสูงและมีขนาดใหญ่ หรือโครงการที่ใช้เงินจากประชาชนที่มาจากการเก็บภาษี ว่าทำไมถึงยังกล้าแลกกับมาตรฐานแบบจีนที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกคาแคลงใจนั่นเอง
