NEWS : ตึกสูงใน กทม. ส่วนใหญ่สร้างก่อนปี 50 ที่บังคับใช้กฎหมายอาคารต้องทนต่อ #แผ่นดินไหว แม้ กทม.อยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวเป็นพันกิโลแต่ยังสั่นขนาดนี้เพราะเป็นพื้นดินอ่อนตะกอนปากแม่น้ำทำให้ขยายแรงสั่นสะเทือนเพิ่ม ส่วนตึก สตง.ถล่ม ก่อสร้างโดยอิตาเลียนไทยร่วมทุนกับบริษัทจีน

 อาคารสูงส่วนใหญ่สร้างก่อนมีกฎหมายให้ตึกต้องทนแผ่นดินไหว

รอยร้าวที่เกิดขึ้นในอาคารสูงทั้งหลายใจกลางกรุงที่ถูกแชร์กันในบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ใครหลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในอาคารที่พัก แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีกฎหมายที่ควบคุมสิ่งก่อสร้างอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายที่ควบคุมการออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวมานานแล้วตั้งแต่ปี 2540 และถูกปรับปรุงให้เข้มงวดมาเรื่อย ๆ

แม้กฎกระทรวงจะออกมาเมื่อปี 2540 แต่บังคับใช้จริงๆ ก็ปี 2550 ที่ให้อาคารที่สูงเกินกว่า 15 เมตร ในกรุงเทพและปริมณฑลต้องออกแบบโครงสร้างให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ ซึ่งกฎดังกล่าวก็ถูกปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้นอีกและถูกประกาศใช้ใหม่เป็นกฎฉบับล่าสุด ปี 2564

หมายความว่า อาคารที่สร้างในกรุงเทพก่อนปี 2550 มีแนวโน้มสูงที่จะรับมือแผ่นดินไหวไม่ดีนัก หรือต่อให้เป็นอาคารที่สร้างหลังปี 2550 ก็ยังมีแนวโน้มที่จะรับมือเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงขนาดวันนี้ไม่ได้เช่นกัน เพราะพึ่งเข้มงวดจริงๆ ก็ปี 2564 (สถานการณ์นี้นิติฯ หรือ เจ้าของอาคารควรมีทีมงานมาเร่งตรวจสอบสภาพอาคารทันที)

อีกทั้งพื้นดินใน กทม. และภาคกลางของไทยเป็นดินอ่อนซึ่งเกิดจากการสะสมของตะกอนปากแม่น้ำ และไม่มีชั้นหินแข็งรองรับ ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ต่อให้อยู่ห่างไปหลายพันกิโลเมตร คลื่นความสั่นสะเทือนที่ส่งมาถึงยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นดินที่อุ้มน้ำอยู่แล้วก็กลายเป็นตัวกลางที่เพิ่มแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้คนใน กทม.ถึงรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงใกล้เคียงหรือมากกว่าพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ภาคเหนือ เพราะมีดินอ่อนและน้ำในดินคอยกระจายแรงให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

 ตึก สตง. ถล่ม สร้างโดยบริษัทร่วมทุนกับจีน

ทว่าต่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เราก็เห็นคลิปวิดีโอของอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีมูลค่าก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านพังลงมาอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ตัวโครงสร้างอาคารถูกสร้างถึงชั้นบน กลับกันในทวิตเตอร์มีผู้ใช้รายหนึ่งตั้งคำถามว่าห่างออกไปไม่กี่กิโลก็มีตึกที่กำลังสร้างอยู่แต่เป็นตึกของเอกชน ที่ไม่ได้รับความเสียหายและเครนก็นิ่งเป็กปกติ คนงานปลอดภัย ซึ่งเรื่องนี้แปลกมาก ๆ

สำหรับรายละเอียดของตึกที่ถล่ม สำนักข่าว ThaiPBS รายงานว่าตึกที่ถล่มเป็นตึกที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2563 (แต่หยุดไปชั่วคราวจากเหตุการณ์โควิด-19) เป็นการดำเนินโครงการโดยกิจการร่วมการค้าระหว่าง ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ร่วมลงทุนระหว่างบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ และ บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) และกิจการร่วมค้า (Joint Venture) PKW (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จํากัด, บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จํากัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้น เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคาร

จะเห็นว่าชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างตึกเป็นชื่อที่ผู้อ่านหลายท่านคุ้นเคยกันดี แต่คุ้นเคยในชื่อเสียงด้านไหนเป็นอีกเรื่อง

 “รอยเลื่อนสะกาย” ใหญ่และทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตัวการแผ่นดินไหวครั้งนี้

กลับมาที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในไทยเท่าที่ชีวิตของผู้เขียนเจอ (ผู้เขียนบทความนี้อายุ 27) เหตุการณ์ครั้งนี้มีต้นตอมาจาก ”รอยเลื่อนสะกาย“ หนึ่งในรอยเลื่อนที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นรอยเลื่อนที่อันตรายอันดับ 1 ใน 3 แห่งของโลก พาดผ่านกลางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศเมียนมา เป็นรอยเลื่อนที่ชั้นหินทั้ง 2 ระนาบเคลื่อนตัวในทิศทางที่ตรงกันข้าม (ทิศทาง ^ v) และยังไม่ประสานติดกันดี ซึ่งการเคลื่อนสวนทางกันนี้อาจเคลื่อนแค่เพียง 2 เซนติเมตร แต่กลับสร้างความรุนแรงใหญ่หลวง (ปี 2473 เคยเกืดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 จากรอยเลื่อนนี้ แต่ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตในเมียนมากว่า 500คน) โดยจากสถิติจะเกิดแผ่นดินไหวบริเวณรอยเลื่อนนี้ทุก ๆ 10-20 ปี

ความรุนแรงนี้ยังส่งผลกระทบต่อกรุงเทพเป็นพิเศษ เนื่องจากเดิมทีแล้วพื้นที่ในกรุงเทพมีลักษณะเป็นชั้นดินเหนียวอ่อน เมื่อมีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวจากระยะไกลคลื่นแผ่นดินไหวจะขยายมากขึ้นถึง 3 เท่า ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยโดยกรมทรัพยากรธรณีเมื่อปี 2566

จะเห็นว่าเหตุการณ์ความโกลาหนสะเทือนกรุงวันนี้ดูมุมไหนก็แย่ ทั้งดิน ทั้งการควบคุมดูแลโครงสร้างตึก ประกอบกับการรับมือของรัฐก็ไม่ได้เป็นที่น่าชื่นชมนักเท่าไหร่ แต่ผู้เขียนมองว่าก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลเหมือนกัน เพราะในประเทศไทยไม่ค่อยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้บ่อยครั้งนัก ทว่านอกจากความเห็นใจก็มีความสงสัยพ่วงด้วยเช่นกัน ”ทำไมไม่มี sms แจ้งเตือนอะไรประชาชนเลย“ คำถามนี้ พี่เอ้-สุชัชชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาโวยเช่นกัน


จริง ๆ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ถูก เพราะมันมี

ระบบเตือนภัยฉุกเฉินในไทยเกิดขึ้นโดยการร่วมมือของค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในไทย ผ่านระบบ Cell Broadcast ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคา และสำนักงานกสทช. ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำหนังสือด่วน ให้ กสท.ตัังแต่ช่วงเวลา 14.30 แต่ตอนนี้ผู้เขียนก็ยังไม่ได้รับแจ้งเตือนใดๆ จนภายหลังเวลาประมาณ 3 ทุ่ม กสทช.ก็ออกมาชี้แจงว่าเป็นเพราะติดข้อจำกัดด้านจำนวนในการส่งข้อความ และต้องรอเนื้อความจากหน่วยงาน ปภ.อีกที (ครับ)

เหตุการณ์ครั้งใหญ่นี้คือเหตุการณ์ที่จะให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศไทยทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชน ประเทศเราอาจจะละเลยการฝึกซ้อมการรับมือเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ไปจนพอเกิดเหตุการณ์จริง ๆ อะไร ๆ ก็ดูแย่ไปหมด ตัังแต่อาคาร การแจ้งเตือน ขนส่งมวลชน ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุว่าบทเรียนนี้ราคาแพงไปหน่อยเพราะมีการสูญเสียตามมา ทั้งภาพลักษณ์การรับมือของรัฐไทยที่แพร่ต่อสายตาชาวโลก และสูญเสียซึ่งชีวิตค

เด็กหนุ่มจากราชบุรี ที่ยังคงลองผิดลองถูกเสมอมา