การสืบหาข้อมูลของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่อยู่ภายใต้ “ไชน่า เรลเวย์” รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลปักกิ่ง และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว
ข้อมูลที่สื่อมวลชนรายงานและพยายามแกะรอยการดำเนินกิจการของบริษัทนี้ พบว่าไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เป็นผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างของรัฐและรัฐวิสาหกิจนับสิบโครงการในรูปแบบของกิจการร่วมค้ากับบริษัทไทยทั้งบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ
แต่มีบางโครงการที่มีปัญหาในการก่อสร้างล่าช้า ทิ้งงาน รวมทั้งปัญหาด้านสวัสดิภาพในการทำงานของคนงานและการจ่ายเงินที่ล่าช้าจนถึงขั้นมีการฟ้องร้องหลายคดี
ทิ้งงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินนราธิวาส
ตามที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) พบว่า กิจการร่วมค้าซีไอเอส ที่มี บริษัท ไอเอสโอ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ได้เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ และสิ่งก่อสร้างประกอบอื่นๆ พร้อมครุภัณฑ์อำนวยความสะดวก ท่าอากาศยานนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 1 แห่ง วงเงิน 639.89 ล้านบาท
ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการสัญญาว่าจ้างตั้งแต่รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 และได้สิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 แต่ด้วยเมื่อช่วงปลายปี 2567 ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่นราธิวาส ทำให้ได้รับการขยายอายุสัญญา
สำหรับผลการดำเนินงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีความคืบหน้าเพียง 0.64% ส่งผลให้ภาพรวมของโครงการล่าช้ากว่า 61.27% มีแนวโน้มว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาอีกด้วย ดังนั้น ทย. จึงเชิญผู้รับจ้างเข้าประชุมเร่งรัดงานในวันที่ 4 มีนาคม 2568 ทย. โดยมีเงื่อนไขว่า หากภายใน 2 เดือน โครงการไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินงานเดือนละ 5% ทย.จะดำเนินการยกเลิกสัญญา และแจ้งชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากผิดสัญญาจ้าง ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน อยู่ในช่วงติดตามผลการเร่งรัด ซึ่งผู้รับจ้างทำผลงานเดือนมีนาคม 2568 ได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาก โดยมีความคืบหน้าเพียง 0.51% ส่งผลให้ภาพรวมโครงการคืบหน้าเพียง 39.24% ล่าช้ากว่าแผน 60.76% หรือล่าช้ากว่า 631 วัน ซึ่ง ทย. ได้ส่งจดหมายเตือนและติดตามผลงานในเดือนที่ 2 ต่อไป
หากผู้รับจ้างไม่สามรถดำเนินการเร่งรัดงานได้ตามที่กำหนด แสดงว่า ผู้รับจ้างไม่มีความสามารถที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญาได้ ทย. จะดำเนินการยกเลิกสัญญา และแจ้งชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถรับงานกับหน่วยงานรัฐได้อีก
และจากเหตุการอาคาร สตง. ถล่มจากแผ่นดินไหวทำให้กระทรวงคมนาคมสั่งการให้ ทย.เร่งตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานวัสดุ อุปกรณ์ในการก่อสร้างของผู้รับเหมาที่ได้ดำเนินการมาแล้วทั้งระบบอย่างละเอียด และให้รายงานทราบภายใน 3 วัน หากพบสิ่งผิดปกติ ให้รายงานและแก้ไขโดยเร่งด่วน
ตึก กฟภ.ภูเก็ต แถมเคยโดนฟ้องเรื่องจ่ายค่าของค่าแรง
อีกหนึ่งโครงการที่มีปัญหา ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ทิ้งงานคือ โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์บริการลูกค้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต มูลค่า 210 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า AKC ระหว่าง บริษัท อัครกร ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด สัญญาเลขที่ จ.ป.10/2564 ลงวันที่ 25 มกราคม 2564 กำหนดระยะเวลาเสร็จใน 450 วัน เริ่มต้นสัญญา 18 กุมภาพันธ์ 2564 ครบกำหนดสัญญา 13 พฤษภาคม 2565
นายเฉลิมพงษ์ แสงดี สส.เขต 2 จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวว่า จากประเด็นที่ประชาชนร้องเรียนตนมา ในเรื่องของการก่อสร้างสำนักงาน การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคจังหวัดภูเก็ต ที่มีการก่อสร้าง เป็นระยะเวลายาวนานแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จตอนจึงไปตรวจสอบพบว่า มีบริษัทประมูลงาน หรือ คู่ค้าสัญญาเป็นบริษัทจีนซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่สร้างตึกสำนักงาน สตง.
จึงเข้าไปตรวจสอบในเรื่องของ วัสดุ การก่อสร้างรวมไปถึงแรงงานในการก่อสร้างซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าว การโกงค่าแรง แรงงาน เพื่อนบ้านจำนวน 16 ราย ได้มีการฟ้องร้องชดเชยค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว และยังมีการร้องเรียนมาอีกเรื่องการประมูลงานรัฐ ของบริษัทแห่งนี้ ที่ประมูล งานรัฐ แล้วไปให้บริษัทซัพพลายเออร์เข้ามาทำงานแล้วไม่จ่ายค่าจ้างก็มีการฟ้องร้องอยู่ในชั้นศาล
และจะรวบรวมประเด็นเหล่านี้นำเข้ากรรมาธิการ ติดตามงบประมาณเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณและตรวจสอบในเรื่องของโครงสร้างวัสดุที่ บริษัทดังกล่าว
กินรวบสร้างตึกราชการและรัฐวิสาหกิจนับสิบโครงการทั่วประเทศ
สำหรับ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ยังได้รับสัญญาจ้างในการก่อสร้างโครงการต่างๆ ของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ในรูปแบบกิจการร่วมค้าถึง 13 โครงการ ทั่วประเทศ มีตั้งแต่วงเงินมูลค่าโครงการ 100 – 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2562 – 2565 มูลค่ารวมกว่า 7,232 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่:
โครงการก่อสร้างอาคาร สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) มูลค่า 2,136 ล้านบาท
ท่าอากาศยานนราธิวาส – อาคารที่พักผู้โดยสารและสิ่งก่อสร้างประกอบ (639 ล้านบาท)
โครงการเคหะชุมชนภูเก็ต – ทาวน์โฮม 354 หน่วย (343 ล้านบาท)
โรงเรียนวัดอมรินทราราม – อาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้าง (160 ล้านบาท)
อาคารคลังพัสดุ รพ.จักรีนฤบดินทร์ (146 ล้านบาท)
หอพักนักศึกษา ม.ราชภัฏภูเก็ต (132 ล้านบาท)
ศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ (540 ล้านบาท)
ศูนย์ฝึกกีฬามวย กกท. หัวหมาก (608 ล้านบาท)
ที่พักข้าราชการตุลาการ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 (386 ล้านบาท)
ศูนย์บริการลูกค้า การไฟฟ้าภูเก็ต (210 ล้านบาท)
อาคารกองบังคับการ กรมพลาธิการทหารเรือ (179 ล้านบาท)
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (716 ล้านบาท)
สถาบันวิชาการ กฟภ. (PEA Academy) (606 ล้านบาท)
อาคารผู้ป่วยนอก รพ.สงขลา (426 ล้านบาท)
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีกหลายสิบสัญญาที่ปรากฏชื่อ “ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10” เข้าไปร่วมประมูลงาน บางแห่งพร้อมกับ “บริษัทในเครือ” บางแห่งเข้าไปซื้อซอง แต่ไม่ยื่นเสนอราคา โดยมีบางโครงการที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
แม้ขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนในโครงการอื่นนอกจากตึก สตง. แต่เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เกิดแรงกดดันให้มีการตรวจสอบเชิงลึกต่อบทบาทของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ทั้งในด้านโครงสร้างทุน ความโปร่งใสในการประมูลงาน และความปลอดภัยของโครงการที่ดำเนินการในไทย
พบพิรุธ! “ไชน่า เรลเวย์ 10” อาจเข้าข่ายนอมินี
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 โดยระบุว่า จากการลงพื้นที่ของ ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ พบความผิดปกติหลายประการ เช่น เมื่อไปตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัทฯ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดรับสายโทรศัพท์หรือกดกริ่งที่อาคาร แต่ไม่มีผู้ใดออกมาเปิด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ
ทั้งนี้ คณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้ประชุมในวันนี้เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยพบว่ามีสิ่งผิดปกติค่อนข้างมาก และในวันที่ 4 เม.ย. จะนำผลตรวจสอบเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ที่มีตนเป็นประธาน
“มีความผิดปกติค่อนข้างมาก และเครือข่ายของบริษัทนี้ค่อนข้างกว้าง เราจะต้องตรวจสอบให้รอบด้าน นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุด ไม่มีการฮั้ว ไม่มีการปกปิด โปร่งใสชัดเจน และจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด โดยจะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด รวมถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายนอมินีสูง หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ทั้งผู้ถือหุ้นคนไทย และต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท”
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ถือหุ้น 10% ของบริษัท ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่กลับมีรถยนต์ใช้งาน ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ เนื่องจาก 10% ของทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เท่ากับ 100 ล้านบาท ดังนั้น ผู้ที่ถือหุ้นระดับนี้ควรมีฐานะที่มั่นคง กระทรวงพาณิชย์จึงได้รวบรวมข้อมูลและส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิด จะดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา
ด้าน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้คณะทำงานตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 อย่างเข้มงวด โดยวันนี้ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และกรมสรรพากร โดยตั้งเป้าสรุปผลภายใน 7 วัน
โดยเบื้องต้น พบว่ากรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นอีก 13 แห่ง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าบริษัทเหล่านี้รับงานจากที่ใดบ้าง และยังมีการดำเนินกิจการอยู่หรือไม่
“แม้ว่าบริษัทนี้ จะมีผู้ถือหุ้นชาวไทย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเข้าข่ายนอมินีหรือไม่ จึงได้ประสานกับกรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่ตั้งบริษัท รวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมสิทธิ์ที่ดิน”
นายนภินทร ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าตรวจสอบบริษัทต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด พบว่ามีความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นหลายแห่ง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัทนี้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 61 มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย และจากงบการเงินล่าสุดปี 2567 ระบุว่าประกอบกิจการด้านทรัพยากรมนุษย์และรับเหมาก่อสร้าง
ปัจจุบัน บริษัทมีกรรมการ 2 ราย ได้แก่ นายชวนหลิง จาง และนายโสภณ มีชัย โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบ่งเป็น 49% จีน และ 51% ไทย อย่างไรก็ตาม พบว่ามีความเชื่อมโยงกับบริษัทอื่นอีก 13 แห่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายการฮั้วประมูล และกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยนอมินี และพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง
โดยที่ประชุมคณะทำงาน จึงมีมติให้ตั้งคณะตรวจสอบย่อย 5 ชุด โดยแบ่งเป็น 3 ชุดแรก ตรวจสอบกรณีการเป็นนอมินีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และคุณภาพสินค้า อีก 2 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง และการถือครองที่ดินของบริษัทต่างชาติ ทั้งนี้ การตรวจสอบจะดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นหาหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไ

