“ถ้าผมจะสร้างบ้านเพื่อให้บ้านล้มทับคนของผม 2,400 คน ผมต้องอำมหิตเบอร์ไหน เคยมีคนกล่าวไว้ว่า แผ่นดินไหวไม่เคยฆ่าคน คนออกแบบนี่แหละเป็นคนฆ่า”
คำพูดที่ออกจากปากของนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กล่าวว่าชี้แจงในการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กรณีงบประมาณการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ต่อหน้าหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สภาวิศวกร การสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ที่อาคารรัฐสภาในวันนี้
ประเด็นที่น่าพุ่งเป้าให้จับสังเกตคือ การโยนความรับผิดชอบเรื่องตึกถล่มไปที่เรื่องการออกแบบอาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด้านที่ไม่สามารถละเลยได้เลย เพราะการที่อาคารหลังหนึ่งจะก่อสร้างขึ้นมาได้จะต้องผ่านการออกแบบก่อน ยิ่งเป็นอาคารสูงถึง 30 ชั้น ย่อมต้องมีการออกแบบให้เข้มงวด รัดกุม ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และต้องมีความสามารถในการรองรับแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564
ยิ่งอาคาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นอาคารราชการที่ใช้งบประมาณแผ่นดินกว่า 2,1000 ล้านบาท แถมยังมีความสูงถึง 33 ชั้น ก็ต้องคำนึงถึงความแข็งแรง คงทน และปลอดภายเป็นอันดับแรก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็คงชัดเจนแล้วว่า ตึกหลังนี้มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ เพราะผลก็เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตากับซากคอนกรีต ซากเหล็ก และคนงานอีกนับร้อยชีวิตที่ต้องสังเวย
หลายคนคงมีคำถามว่า ในเมื่อการโยนบาปจะไปตกที่ผู้ออกแบบที่ รองผู้ว่า สตง. บอกว่าเป็น “ฆาตรกร” บริษัทไหนคือผู้ออกแบบอาคารหลังนี้?
จากข้อมูลแถลงการณ์ของ สตง.ที่ออกมาก่อนหน้านี้ระบุว่ามี 2 บริษัทสัญชาติไทยเป็นผู้ออกแบบอาคารคือ บจก.ฟอ-รัม อาร์คิเทค และ บจก.ไมนฮาร์ท ประเทศไทย ตัวแทนจาก สตง. กล่าวว่าการดำเนินการทุกอย่างยึดหลักกฎหมาย ตั้งแต่จ้างผู้ออกแบบ
แม้ว่าทาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จะยืนยันว่าตึกแห่งนี้สร้างตามมาตรฐาน ตามแปลน ไม่มีการปรับลดขนาดเสาอย่างที่เป็นข่าว และทนต่อแรงสะเทือนไหวได้ตามกฎหมาย แต่สุดท้ายมันก็พังถล่มลงมาจากแผ่นดินไหวหรืออาคารแห่งนี้ อาจจะมีปัญหาตั้งแต่การออกแบบแล้วหรือไม่
ซึ่งเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ฝั่งของผู้เชี่ยวชาญเอกชนก็มีการแถลงข่าวในเรื่องการออกแบบของอาคารเช่นกัน โดยในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นายไนยวน ชิ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงข่าว “เหล็กโครงสร้างกับปัจจัยแผ่นดินไหวในประเทศไทย” ว่ากรณีที่ตึก สตง. ถล่มมีด้วยกัน 3 สาเหตุเบื้องต้น เน้นหนักไปที่การออกแบบ
นายไนยวน กล่าวว่า การก่อสร้างตึกสิ่งสำคัญอยู่ที่การออกแบบ ตามข้อเท็จจริงแล้ว มองว่าสาเหตุที่ตึก สตง.ถล่มครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดจากวัสดุเหล็กเพียงอย่างเดียว
อันที่จริงแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งนี้เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ไม่ได้รุนแรงมากจนเกินกว่าที่อาคารสูงที่ออกแบบตามกฎหมายควบคุมอาการกำหนดไว้จะรับมือได้ ข้อสงสัยที่พุ่งประเด็นคือ รายการคำนวณของการออกแบบของอาคาร สตง. อาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีเหตุผลให้อาคารพังถล่มจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ขั้นสูงซึ่งจะมีสถาบันการศึกษา 4 แห่ง และกรมโยธาธิการและผังเมืองแยกดำเนินการวิเคราะห์เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกันโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน
ถ้าไปดูเรื่องการออกแบบตัวตึกสูงที่ไม่ได้มีองค์ประกอบเสริมที่ขอบโครงสร้าง (Edge Components) อย่างเหมาะสม ในขณะที่ส่วนของอาคารฐานหรืออาคารเตี้ย (Podium) กลับมีการจัดให้มีองค์ประกอบดังกล่าว
สิ่งนี้ ขัดแย้งกับหลักตรรกะทางวิศวกรรมการก่อสร้าง เนื่องจากอาคารที่มีความสูงมากยิ่งควรต้องมีมาตรการทางโครงสร้างต้านแผ่นดินไหวที่เข้มข้นกว่า เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนที่เพิ่มขึ้นตามระดับความสูง
อีกทั้งอาคารหลักที่มีความสูง 137 เมตรนี้ มีโครงสร้างแบบท่อแกน + พื้นไร้คาน แกนกลางใช้โครงสร้างแบบสลิปฟอร์ม พื้นไร้คานใช้เทคโนโลยีการติดตั้งแบบยก โครงสร้างภายนอกใช้เทคโนโลยีก่อสร้างแบบโครงปีน เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารจะต้องอยู่ได้ การคำนวณแบบและวัสดดุก่อสร้างต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถทนต่อการรับน้ำหนัก
โครงสร้างของอาคารหลังนี้เป็นแบบ ‘พื้นไร้คาน’ ลักษณะเด่นของโครงสร้างนี้คือไม่มีคานและอาศัยเสาค้ำพื้นเท่านั้น ดังนั้นความต้านทานต่อแผ่นดินไหวของอาคารหลังนี้จึงจำเป็นต้องมี Shear Wall เพื่อมารับแรงด้านข้างแทนคานที่เกิดจากแนวดิ่งและแนวราบ ดังนั้นจึงเป็นที่สังเกตว่า การออกแบบตัวตึกสูง ได้มีการออกแบบให้มีการติดตั้งองค์ประกอบโครงสร้างทั้งหมดสมบูรณ์หรือไม่ หรือเรื่องนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาคารสูงพังถล่มลงมา!!
