บทบรรณาธิการ

“ไม่ต้องเข้าข้างเชียร์ใครเป็นพิเศษ เพราะการทำสงครามกำแพงภาษี ต่อให้มหาอำนาจโลกได้รับผลกระทบจากการซัดกันเองจนเจ็บหนักทั้งคู่ แต่ก็ไม่หนักปางตายเท่ากับประเทศกลางๆ เล็กๆ ทั่วโลกรวมทั้งไทยที่โดนฟาดหางใส่เพราะชาติใหญ่สู้กันเอง”

การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ มีเป้าหมายโจมตีจีนเป็นหลักทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งแน่นอนว่าจีนคือคู่ค้ารายใหญ่ของเกือบทุกประเทศทั่วโลก สหรัฐฯ เองก็เช่นกันแต่ต่างกันที่จีนคือผู้ส่งออกรายใหญ่ คือผลิตอะไรออกมาก็ขายไปทั่วโลกตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันยานอวกาศ ทั้งของคุณภาพต่ำตามร้านทุกอย่าง 20 บาท จนไปถึงสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง

ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่ก็เป็นตลาดนำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน เพราะด้วยความต้องการสินค้าหลายชนิดที่ผลิตเองไม่เพียงพอ หรือผลิตในประเทศแล้วต้นทุนสูงกว่านำเข้า ดังนั้นสหรัฐฯ จึงเลือกนำเข้าสินค้าหลายชนิด ไม่ว่าจะไปแบบสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ ซึ่งต้องรับมาจากทุกประเทศที่ต้องการขายให้อเมริกาเช่นกันเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่กำลังซื้อสูงและต้องการเยอะ

แน่นอนว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างทำสงครามภาษีใส่กัน จีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากและเป็นชาติเดียวในโลกที่ได้ดุลการค้ากับทุกประเทศที่ทำมาค้าขายด้วย ก็ย่อมเจอผลกระทบแน่นอนทั้งทางตรงจากการส่งออกสินค้าที่ผลิตจากประเทศตัวเองไปยังสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดวันนี้สินค้าหลายรายการจะโดนภาษีนำเข้า 104% ทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นกระทบทั้งผู้ผลิตในประเทศและผู้บริโภคปลายทางที่จะได้ใช้ของแพงแบบไม่ควรจะแพง

แน่นอนว่าสินค้าที่ผลิตมาแล้วมันย่อมต้องหาทางไป สุดท้ายสินค้าจีนจะไหลทะลักท่วมโลกไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งภูมิภาคแรกที่จะได้รับคลื่นสินค้าจีนราคาถูกก่อนใครเพื่อนเลยคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่แหละ ซึ่งเดิมทีก็เจอสินค้าจีนทะลักจนทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนมากพออยู่แล้ว จะยิ่งเจอซ้ำเติมหนักกว่าเดิม เพราะยังไงสินค้ามันจะต้องหาทางไป หาทางขายให้ได้ ซ้ำเติมผู้ค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้แข่งขันไม่ได้หนักเข้าไปอีก

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่เคยใช้เลี่ยงกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ก็จะโดนภาษีส่งออกเล่นงานกันไปตามแต่สัดส่วนที่อเมริกาตั้งไว้ ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาใช้ประเทศนั้นๆ เป็นฐานการผลิต ก็จะโดนภาษีสูงขึ้น แม้จะไม่เท่ากับจีนโดนก็ตาม

แต่อย่าลืมว่าประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจไม่ได้ใหญ่แบบจีน มีเงินถุงเงินถังแบบจีน การโดนขึ้นภาษีเพียงเล็กน้อยย่อมกระทบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไทยเองก็กำลังเจอแบบนี้เช่นกัน

สินค้าที่ไทยจะส่งไปสหรัฐฯ เจอภาษีกัน 37% จากที่เดิมทีก็แข่งขันยากอยู่แล้ว ยิ่งเจอแบบนี้ก็ยิ่งซ้ำเติมหนักเข้าไปอีกเพราะต้นทุนจะสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจยังแทบจะเอาตัวรอดลำบาก
.และยิ่งต้องเจอคลื่นสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้ามาเพื่อระบายสินค้า หรือไม่ก็ต้องการใช้ไทยและชาติอื่นๆ เป็นทางผ่านเพราะยังไงภาษีก็ต่ำกว่าจีนส่งไปเองแน่นอน ก็ยิ่งกดดันให้การส่งออกแข่งขันลำบากไปอีก และไม่รู้ว่าสหรัฐฯ จะหน้าเลือดขึ้นภาษีสะกัดสินค้าจีนทางอ้อมที่ส่งผ่านประเทศอื่นๆ เพิ่มอีกหรือไม่ เพราะถ้าขึ้นภาษีอีกไม่ใช่จีนที่จะตาย แต่ประเทศเล็กๆ นี่แหละที่จะตายแทน

อย่างที่กล่าวไปไม่ต้องไปเข้าข้างเชียร์ใครหรอก เพราะผลกระทบจากทั้งสองฝั่งมหาอำนาจโลกที่ตีกัน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันกระทบตกกับประเทศเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้มีพลังไปห้ามทัพได้

ฉะนั้นทางออกที่หวังซึ่งไม่รู้จะสมหวังหรือไม่คือ ชาติใหญ่ๆ อาจจะต้องโดนประชาชนในประเทศกดดันจากผลกระทบของนโยบายบ้าเลือดจากผู้นำที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นไหมไม่มีใครรู้ล่วงหน้า แต่ที่รู้โดยไม่ต้องพยากรณ์ใดๆ คือเศรษฐกิจชาติกลางๆ ชาติเล็กๆ คืออ่วมก่อนใครนั่นเอ