เมื่อความทุกข์หรือเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่สังคมร่วมรับรู้ ผู้คนมักจะให้ความสนใจและพยายามหาสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บ่อยครั้ง การวิเคราะห์เหล่านั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบในสังคม แต่กลับกลายเป็นการมองหาความผิดจากตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแทน
ทุกวันนี้ เรามักจะพบเห็นข่าวเกี่ยวกับความรุนแรง การล่วงละเมิด หรือความไม่เป็นธรรมในสังคมอยู่บ่อยครั้ง อย่างกรณีล่าสุด คือข่าวของ “ครูมัท” ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองจากการต้องแบกรับภาระงานที่หนักเกินไป จนเกิดกระแสออกมาพูดถึงภาระหน้าที่ที่เกินความเหมาะสมของครูในปัจจุบัน
บ่อยครั้งที่เราเห็นข่าวเหตุการณ์เลวร้ายในสังคม เช่น ความรุนแรงหรือความไม่เป็นธรรม หลายคนคาดหวังว่าสังคมจะตอบสนองด้วยความเห็นใจและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ เรามักเห็นบางคนเลือกที่จะหันไปโทษเหยื่อแทน ไม่ว่าจะผ่านคำพูดหรือคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีท่าทีเช่นนี้ แต่เราก็มักจะเห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งข้อสงสัยหรือวิจารณ์การกระทำของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออยู่เสมอ
“เรื่องแค่นี้เอง …”
“ทำไมไม่นึกถึงคนข้างหลัง …”
“ทำไมทำอะไรไม่คิด เสียดายอนาคต …”“ก็แค่สงสัย” เท่านั้นจริงหรือ ?
พฤติกรรมการกล่าวโทษเหยื่อไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เรามักจะเคยได้ยินคำพูดในเชิงนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ในยุคดิจิทัลที่สื่อโซเชียลมีอิทธิพลมากขึ้นและข่าวสารสามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้กลับยิ่งทวีความรุนแรง หลายคนหันไปให้ความสนใจกับเรื่องส่วนตัวของเหยื่อแทน และอาจแสดงความคิดเห็นลงไปโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น บางครั้งคำพูดหรือคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการ “ตั้งข้อสงสัย” กลับแฝงไปด้วยอคติ และอาจกลายเป็นการโทษเหยื่อโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่กระทั่งการออกมาตั้งคำถามกับเหยื่อเพื่อรักษาความชอบธรรมให้กับองค์กร หรือระบบที่มีมาอย่างยาวนานให้ดูเป็นระบบที่มีเสถียรภาพ ทั้งที่คำถามเหล่านั้นแท้จริงแล้วอาจไม่ได้ช่วยให้เข้าใจปัญหามากขึ้น แต่กลับเป็นการเบี่ยงประเด็น และทำให้ผู้ถูกกระทำดูเหมือนเป็นฝ่ายผิด มากกว่าการหันไปโฟกัสที่ต้นเหตุของปัญหาหรือผู้ที่มีอำนาจในการก่อให้เกิดความรุนแรงเหล่านั้น
แนวโน้มการ “เบลมเหยื่อ” ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมบางอย่างที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมมาเป็นเวลานาน แล้วทำไมเราจึงมักหันไปโทษผู้ถูกกระทำ มากกว่าที่จะตั้งคำถามกับระบบ? และผลกระทบจากวิธีคิดเช่นนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างไร ?
เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พฤติกรรมเหล่านี้อาจมีที่มาจากวัฒนธรรมและความเชื่อที่สังคมปลูกฝังกันมา เราอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “คนดีย่อมได้ดี คนชั่วย่อมได้ชั่ว” นั่นทำให้หลายคนมองว่า หากมีใครเจอเรื่องร้าย ๆ ก็น่าจะเป็นผลจากการกระทำของเขาเอง ความเชื่อนี้ทำให้คนในสังคมมักสรุปว่าเหยื่อต้องมีส่วนผิด จึงตกอยู่ในสถานการณ์นั้น
อีกทั้ง ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อโดยมากเป็นผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าในระบบ หากเปรียบเทียบกันแล้ว การเลือกตั้งคำถามกับผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า มักจะง่ายกว่าการตั้งคำถามกับระบบที่ใหญ่ ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงได้ยาก เมื่อความคิดแบบนี้ถูกผลิตซ้ำในสังคม ก็อาจกลายเป็นอคติที่ฝังแน่นไปกับผู้คนโดยไม่รู้ตัว และแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า “การเบลมเหยื่อ” ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังซ้ำเติมคนที่ตกเป็นเหยื่อให้เจ็บปวดมากขึ้นอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้วเหยื่อก็ยังเป็นเหยื่อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถูกพรมปูทับไว้
ผลกระทบจากวิธีคิดนี้อาจนำมาซึ่งการเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ความรุนแรงที่เกิดซ้ำในสังคม หรือการละเลยต่อสิทธิและเสียงของผู้ถูกกระทำ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่เกิดขึ้น และปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีการแก้ไข
อีกทั้ง การตั้งคำถามหรือวิจารณ์เหยื่อเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการซ้ำเติมผู้ที่ถูกกระทำ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของสังคมที่ยังฝังรากอยู่กับแนวคิด “โทษเหยื่อ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตราย เพราะนั่นทำให้ความรับผิดชอบของระบบหรือผู้มีอำนาจถูกลดทอนลง และผลักภาระกลับไปสู่คนที่อยู่ภายใต้ระบบ
เราอาจจะต้องลองย้อนกลับมาคิดดูให้ดีว่า … การที่เราหันไปโทษเหยื่อนั้น แท้จริงแล้วเรากำลังเบี่ยงเบนความสนใจออกจากคำถามที่สำคัญกว่าอยู่หรือเปล่า? แทนที่จะตั้งคำถามในตัวเหยื่อ เราอาจจะต้องหันมาตั้งคำถามกับอำนาจหรือระบบที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ให้มากขึ้น
อ้างอิง : SACE


