เคยไหม? ที่คุณซื้อของตามเพื่อน ทั้งที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบของสิ่งนั้นจริงๆ หรือไม่? หรือเห็นคาเฟ่เปิดใหม่ที่คิวยาวมากกกก แล้วคุณก็ต่อแถวไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอร่อยจริงหรือเปล่า ถ้าคุณเคย นั่นแปลว่าคุณอาจตกอยู่ในภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Bandwagon Effect หรือ “ปรากฎการณ์ตามกระแส”

 การตัดสินใจตามกระแส ทำไมเราต้องทำตามคนอื่น?

Bandwagon Effect เป็นพฤติกรรมที่เราตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพราะเห็นคนอื่นเขาทำกัน โดยไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองอยากทำมันจริงๆ หรือไม่? ภาวะนี้สามารถพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้า การตามแฟชั่น ไปจนถึงการลงทุน หรือแม้แต่ตัดสินใจทางการเมือง สาเหตุหลักมาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เรากลัวการถูกมองว่า “แตกต่าง” จากคนอื่น

คำว่า “Bandwagon” เดิมหมายถึงรถขบวนแห่ที่ใช้ในงานเทศกาลและการหาเสียงทางการเมือง ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในสหรัฐฯ นักการเมืองมักใช้รถขบวนแห่และดนตรีเพื่อดึงดูดประชาชนพร้อมโปรยคำเชิญให้ “กระโดดขึ้นขบวน (Jump on the Bandwagon)” ซึ่งเป็นการชักชวนให้คนมาร่วมสนับสนุนพรรคของตน เมื่อเวลาผ่านไป Bandwagon Effect จึงถูกใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ผู้คนทำตามกระแสเพียงเพราะเห็นว่าคนอื่นทำ

 “ไม่ต้องคิด แค่ทำตาม” สาเหตุของ Bandwagon Effect

คุณเคยรู้สึกไหมว่ามีบางอย่างดึงดูดให้คุณทำตามคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว อยู่ดีๆ ก็อยากซื้อเสื้อที่กำลังฮิต ทั้งที่เมื่อวานยังเฉยๆ กับมัน อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าเพลงที่คนแชร์กันทั้งโซเชียลมันต้องดีแน่ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้กดฟังด้วยซ้ำ นี่คืออิทธิพลของ Bandwagon Effect ที่ผลักเราให้วิ่งตามกระแสแบบไม่ทันตั้งตัว

นักจิตวิทยาผู้ได้รางวัลโนเบล แดเนียล คาห์เนมาน (Daniel Kahneman) บอกว่า สมองของเรามีสองระบบ ระบบหนึ่งคือ “คิดเร็ว” หรือ Fast Thinking ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เราตัดสินใจฉับไว โดยอิงจากสัญชาตญาณและอารมณ์ อีกระบบหนึ่งคือ “คิดช้า” หรือ Slow Thinking ซึ่งใช้ตรรกะและเหตุผล

ปัญหาคือ สมองของเราชอบ “คิดเร็ว” มากกว่า เพราะมันง่ายกว่าและใช้พลังงานน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อมีทางเลือกง่ายๆ อย่างการทำตามคนอื่นเค้า เราจึงไม่ลังเลที่จะเลือกมัน เพราะการคิดเองนั้นมันทั้งเหนื่อยและต้องใช้เวลา แถมบางทีคิดไปก็ไม่แน่ใจอีกว่าคำตอบไหนคือคำตอบที่ถูกต้อง สู้ดูว่าคนอื่นทำอะไร แล้วทำตามไปเลยง่ายกว่า

อีกปัจจัยสำคัญคือ ภาวะที่สมองรับข้อมูลมากเกินไป ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ทั้งข่าวสาร เทรนด์ไวรัล คลิปสั้นใน TikTok ที่เลื่อนผ่านฟีดของเราอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วจนสมองตามไม่ทัน สมองของเราเลยเลือกใช้ “ทางลัด” แทนที่จะนั่งวิเคราะห์เองว่าข้อมูลไหนจริง หรือควรเชื่ออะไร เรากลับเลือกทำตามคนอื่นไปเลย เพราะถ้าสิ่งนั้นได้รับความนิยม ก็น่าจะถูกต้องแล้วใช่ไหม?

แต่นอกจากที่สมองจะขี้เกียจวิเคราะห์แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่เราทำตามคนส่วนใหญ่ คือเรากลัวที่จะเป็น “ตัวประหลาด” ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่ในห้องที่มีคน 50 คน แล้วจู่ๆ ทุกคนลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่มีเหตุผล คุณจะรู้สึกกดดันให้ต้องลุกขึ้นตามไหม? นี่คือตัวอย่างของ อิทธิพลทางสังคม ที่ผลักดันให้เราทำตามคนอื่นโดยอัตโนมัติ การแสดงออกที่แตกต่างจากกลุ่มอาจทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย

 เราไม่ได้ตามกระแส แต่เรากลัว “พลาด”

นอกจากความขี้เกียจของสมองแล้ว อีกเหตุผลที่ทำให้เราทำตามคนอื่นคือ Fear of Missing Out (FOMO) หรือความกลัวว่าจะพลาดอะไรบางอย่างไป ลองนึกถึงเวลาคุณเห็นเพื่อนเช็กอินคาเฟ่เปิดใหม่ ทุกคนลงรูปมุมเดียว กาแฟแก้วเดียวกัน พร้อมแคปชันที่ทำให้รู้สึกว่า “ถ้าไม่ไปคือพลาด!” ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณอาจไม่ได้สนใจคาเฟ่นั้นเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะคนอื่นไปกันหมด คุณก็เริ่มลังเลว่า “หรือเราควรไปบ้าง?”

หรือแม้แต่บางที หนังเรื่องหนึ่งเป็นกระแสแรงมาก ทุกคนต่างบอกว่าเป็น “หนังที่ดีที่สุดแห่งปี” จนเรารู้สึกว่าถ้าไม่ได้ดูเดี๋ยวจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง เราอาจจะไม่ได้สนใจหนังแนวนั้นด้วยซ้ำ และเมื่อมีคนถามว่าหนังเป็นยังไง คุณก็พยักหน้าตามแล้วบอกว่า “โคตรดี” ทั้งที่จริงๆ คุณอาจจะไม่ได้อินกับมันขนาดนั้น

 Bandwagon Effect และนักลงทุน ดาบสองคมของตลาดการเงิน

สิ่งที่น่ากลัวของ Bandwagon Effect คือมันไม่ได้กระทบแค่พฤติกรรมบริโภค แต่ยังรวมถึงวิธีคิดของเราด้วย ลองสังเกตเวลาที่มีกระแสทางสังคมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศาสนา หรือแนวคิดทางสังคม บางครั้งเราก็เผลอเห็นด้วยกับกระแสนั้นไปโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะกลัวว่าถ้าเราคิดต่าง เราอาจะถูกมองว่าเป็น “ตัวประหลาด”

ในโลกการเงิน Bandwagon Effect เป็นดาบสองคมที่สามารถสร้างทั้งโอกาสและหายนะ นักลงทุนจำนวนมากมัก “กลัวตกขบวน” พอเห็นคนอื่นได้กำไรก็รีบเข้าไปลงทุนด้วย โดยไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐานของธุรกิจจริงๆ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ฟองสบู่ดอตคอม (Dot-Com Bubble) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 นักลงทุนแห่กันซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเพียงเพราะมันมี “.com” ต่อท้ายชื่อ โดยไม่มีใครสนใจว่าโมเดลธุรกิจมีความเป็นไปได้แค่ไหน ขอแค่มีข่าวว่าเป็นสตาร์ทอัพสายไอที หุ้นก็จะดีดขึ้นเป็นจรวด

ในช่วงเวลานั้น หุ้นของ Yahoo! พุ่งขึ้น 600% ในระยะเวลาอันสั้น เพราะทุกคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตคืออนาคต แต่สุดท้ายเมื่อตลาดเริ่มตระหนักว่าบริษัทเหล่านี้ไม่มีรายได้จริง มูลค่าหุ้นก็ร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนที่เข้ามาเพราะ Bandwagon Effect ต่างขาดทุนยับเยิน เพราะพวกเขาไม่ได้ลงทุนจากการวิเคราะห์ แต่ลงทุนเพราะไม่อยากพลาดโอกาส

เมื่อรู้แล้วว่า Bandwagon Effect มีผลต่อการตัดสินใจของเรามากกว่าที่คิด คำถามคือ เราจะทำอย่างไรไม่ให้เราเผลอตามกระแสโดยไม่รู้ตัว? วิธีที่ง่ายที่สุดคือ #หยุดและคิดก่อนตัดสินใจ ทุกครั้งที่คุณรู้สึกอยากซื้อของตามเพื่อน อยากตามแฟชั่น หรือแม้แต่จะอยากตามกระแสสังคม ลองถามตัวเองดูก่อนว่า “เราต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือแค่ไม่อยากตกเทรนด์?”

สุดท้าย ตามกระแสได้ แต่ต้องมีสติ เทรนด์บางอย่างอาจเป็นเรื่องสนุก เป็นโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ถ้ามันทำให้คุณสูญเสียตัวตน หรือพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี อาจถึงเวลาที่ต้องถอยออกมา และถามตัวเองว่า เรากำลังใช้ชีวิตตามใจตัวเอง หรือกำลังใช้ชีวิตตามคนอื่น?

ชีวิตสั้น มัทฉะยืนยาว 🐈‍⬛🍵