โครงการคนละครึ่ง ไม้ตายเด็ดกระตุ้นเศรษฐกิจ ?
ย้อนรอยโครงการคนละครึ่ง
มาวันนี้ปี 2568 คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จักโครงการ “คนละครึ่ง” โครงการที่เป็นหนึ่งในมาตราการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสมัยลุงตู่ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ สมัยที่การแพร่ระบาดโควิด-19 กำลังถาโถมประเทศ วัตถุประสงค์ของโครงการในตอนนั้นคือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ
ในตอนนั้นเฟสแรกของโครงการปี 2563 ณ วันที่ 11 ธันวาคม มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 968,000 ร้าน มียอดใช้จ่ายรวม 42,044 ล้านบาท และด้วยกระแสความนิยมและประสิทธิภาพ ทำให้โครงดำเนินมาถึงเฟสที่ 5 (ไม่หายไปกลางทาง) ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2565 สรุปแล้วจากเฟส 1-5 ใช้เงินไป 234,500 ล้านบาท น้อยกว่างบของดิจิทัลวอลเล็ตที่ตั้งไว้ที่ 450,000 ล้านบาท เกือบ 1 เท่าตัว
ผลลัพธ์ที่เห็นชัด ๆ ของโครงการคนละครึ่ง คือ แม้เป็นนโยบายกระตุ้นระยะสั้นแต่ก็ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนจริง ประชาชนพร้อมจับจ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากกว่าร้านที่ไม่เข้าร่วมโครงการ และบรรดาร้านค้า-ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจริง ๆ
เสียงสะท้อนถึงโครงการจากผู้คน
คือต้องยอมรับว่านโยบายนี้ดูจะมีคนถูกใจมากกว่าคนที่ตั้งข้อสงสัย มีงานวิจัย-มีงานวิชาการหลายฉบับออกมาศึกษาถึงผลสำเร็จของโครงการนี้ มีงานหลาย ๆ ชิ้นที่ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนก็ต่างได้รับเสียงตอบรับที่ดี ด้านนักวิชาการหลาย ๆ ท่านก็แสดงความเห็นถึงโครงการนี้ในแง่บวก
ผศ.ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยกล่าวถึงโครงการนี้ไว้ว่า โครงการคนละครึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้นอย่างเห็นผล เม็ดเงินลงไปถึงกลุ่มคนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและวิกฤติเศรษฐกิจจริง ๆ
ดังนั้นถ้าในเร็ว ๆ พิจารณาจากระยะเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้จะบริหารประเทศ โครงการคนละครึ่งจะฟื้นคืนชีพถูกนำมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แถมดูจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีด้วย เผลอ ๆ จะสอดรับกับปัญหาค่าครองชีพสูงที่คนไทยเผชิญอยู่พอดีด้วยซ้ำ
ซึ่งเรื่องนี้เองหากนำมาใช้ภายใน 1 เดือนข้างหน้าได้จริง ๆ ระบบทุกอย่างก็จะดำเนินการผ่านโครงสร้างเดิม แอปพลิเคชันเดิมอย่างแแปฯ เป๋าตัง ที่ปัจจุบันมียอดดาวโหลดไปแล้วถึง 50 ล้านครั้ง
นโยบายระยะสั้น เพื่อรากฐานทางเศรษฐกิจระยะยาว
จริง ๆ ในมุมหนึ่งการเป็นรัฐบาลสั้น ๆ แค่ 4 เดือนก็ถือเป็นความท้าทายอย่างมากเช่นกัน ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่าจากนี้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกอนุทินจะเผชิญการดำเนินนโยบายระยะสั้นอย่างเหมาะสม ภายใต้การให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาว
และนี่ขนาดยังไม่ทันเริ่มโครงการ แต่ภาคเอกชนอย่าง LINE MAN Wongnai และสมาคมภัตตาคารไทยถึงขั้นที่เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อนำข้อมูลเกี่ยวกับการทำโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาไปนำเสนอ ไม่ว่าจะทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของโครงการ เรียกได้ว่าโครงการนี้ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนจริง ๆ
กลับมาดูที่สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยบ้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ณ สิ้นปี 2568 เศรษฐกิจไทยอาจโตที่ 1.5% โดยปัจจัยที่มากดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยก็มีตั้งแต่เรื่องของกำแพงภาษี จำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลง และการลงทุน-การใช้จ่ายภาครัฐที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี ซึ่งการคาดการณ์นี้เป็นรายงานที่ออกมาเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม
ดังนั้นเราอาจมองได้ว่า หากมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ๆ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 GDP ประเทศไทยอาจไปได้ไกลกว่า 1.5% ก็เป็นได้ บางทีการบริหารประเทศสั้น ๆ รอบนี้ของพรรคภูมิใจไทย อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่อาจสร้างพื้นฐานต่อยอดไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าก็เป็นได้เช่นกัน เป็นการ #อยู่สั้นเพื่ออยู่ยาว
อ้างอิง
ไทยโพสต์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Thai PBS
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย


