เรากำลังเป็นคนที่ดีขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น
หลายคนคิดว่ายิ่งเราอายุมากขึ้น ยิ่งหมายถึงความเสื่อมถอย คำว่าแก่หลายครั้งมักถูกยึดโยงกับความรู้สึกเชิงลบ ‘เพราะไม่มีใครอยากแก่’ แต่ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมีหลายอย่างในตัวเราดีขึ้นตามอายุของเราที่มากขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า
“You are not older but better”
“คุณไม่ได้แก่ลง แต่คุณกำลังเป็นคนที่ดีขึ้นต่างหาก”
ในโลกปัจจุบันเรามักพบเห็นผู้คนมากมายที่ใช้เงินหลายบาทในการต่อสู้กับความแก่ชรา มีหลายคนที่อยากรักษาความวัยเยาว์ของตนเองไว้ เพราะคิดว่ายิ่งแก่ยิ่งแปลว่าอะไรหลาย ๆ อย่างก็จะแย่ลง เสื่อมถอยลงไป แต่ ‘มิเชลล์ เฟิง’ (Michelle Feng) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลินิกของ Executive Mental Health และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจิตวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เห็นตรงกันข้าม เขาเห็นว่าความแก่ชราคือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตอยู่
“วิธีที่เราเลือกจะมองความแก่ชรา ส่งผลอย่างมากต่อการมีชีวิตอยู่และประสบการณ์ที่เราจะเผชิญ มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีความเชื่อเชิงบวกเกี่ยวกับวัยชรา มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพทางปัญญาดีขึ้น ปัญหาสุขภาพจิตน้อยลง และอายุยืนยาวขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นการที่เรามีทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับความชรายังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลด้วย”
เรื่องที่อาจารย์เฟิงอธิบายช่างน่าสนใจ แล้วอะไรบ้างที่ดีขึ้นตามอายุของเราที่มากขึ้น ? 5 ข้อต่อไปนี้คือผลลัพธ์ที่งานวิจัยแสดงให้เห็น
1) คุณสามารถรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น
ความจริงที่ต้องยอมรับคือความเครียดมีได้ทุกวัน ทุกวัย ไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ‘ปฏิกิริยาตอบสนอง’ ต่อความเครียดของเราเปลี่ยนไป เมื่อเราอายุมากขึ้นเราจะเริ่มมีความสามารถในการเข้าใจสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีกว่าเดิมมาก ๆ สามารถจัดการกับความเครียดได้ดีกว่าเดิมเมื่อเทียบกับตัวเองตอนที่อายุน้อยกว่า
ผู้อำนวยการบริหารของสถาบัน UTHealth Houston Consortium on Aging ‘อานันท์ ไนก์’ อธิบายถึงเรื่องนี้ต่อว่า เป็นเพราะการมีชุดประสบการณ์เฉพาะ และการมีกลยุทธ์ในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่มากขึ้น ทำให้เมื่อเราอายุมากขึ้นเราจึงจัดการความเครียดได้ดีขึ้น เรื่องนี้อีกมุมหนึ่งยังเกี่ยวข้องกับร่างกายมนุษย์ด้วย
“การศึกษาในปี 2023 พบว่าผู้สูงอายุอายุ 65-84 ปี มีระดับคอร์ติซอลและปฏิกิริยาตอบสนองต่ออัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าระหว่างการทดสอบความเครียดในห้องปฏิบัติการเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่อายุ 18-30 ปี กลุ่มผู้สูงอายุยังบอกด้วยว่าพวกเขารู้สึกเครียดน้อยกว่า”
2) คุณจะมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มากขึ้น
เมื่อเราอายุมากขึ้น เราจะมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น สามารถปรับตัว-ปรับอารมณ์กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอในแต่ละวันได้ดีขึ้น สถานการณ์นี้เหมือนกับที่ผู้สูงอายุมักสามารถหลีกเลี่ยงอารมณ์เชิงลบ และรักษาอารมณ์เชิงบวกไว้ได้มากกว่าคนหนุ่มสาว
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการทำงานของระบบประสาทบางส่วน ผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่ามีแนวโน้มที่จะระงับอารมณ์โดยใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกับความเครียดที่อาจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมักใช้เทคนิคที่เรียกว่าการปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด (cognitive reappraisal) คือการมองสถานการณ์ที่คับขันให้เป็นโอกาส มองสถานการณ์ที่ยากท้าทายให้เป็นการพัฒนาตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เทคนิคนี้มักพบเห็นบ่อย ๆ ระหว่างโค้ชและนักกีฬายามแข่งขันในแมตท์ที่มีความท้าทาย
ซึ่งกระบวนการนี้ก็เกิดขึ้นกับเราเมื่อมีอายุมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลายคนมีปฏิกิริยาทางอารมณ์น้อยลง ไตร่ตรอง และมุ่งมั่นที่จะผ่านเรื่องราวตรงหน้าที่พบเจอไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาดีหรือแย่
3) ประสบการณ์ที่สั่งสมทำให้คุณเฉียบคมมากขึ้น
แม้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นความจำและความเร็วในการประมวนผลจะลดลงบ้าง แต่ความรู้ที่คุณสั่งสมมาจะดีขึ้นจากการตกผลึกทางความคิด เกิดเป็นฐานความรู้ที่มีเฉพาะบุคคล คนที่ทำงานมาตลอดเกือบครึ่งชีวิต แก้ปัญหามานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านกระบวนการคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาหลายปีย่อมมีความเฉียบคมทางความรู้มากกว่าตัวคุณเองตอนพึ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ แน่
คือในบางประเทศ บางวัฒนธรม ความรู้ที่สั่งสมมานานถึงขั้นได้รับการยกย่องในวงกว้างจากสาธาณชนเลยนะ เช่น ประเทศญี่ปุ่น
ที่ญี่ปุ่น ‘ปัญญา’ ไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่ยังกำหนดบทบาทอีกด้วย การศึกษาจากเกาะอาวาจิ (เกาะที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโกเบ) พบว่า ’ผู้สูงอายุ’ มีประสิทธิภาพสูงกว่า ‘คนหนุ่มสาว’ ในด้านความรู้ทางนิเวศวิทยาแบบดั้งเดิม ซึ่งนักวิจัยเรียกการค้นพบนี้ว่า “ปัญญาของผู้อาวุโส” (Wisdom of the Elders)
หรือแม้แต่ที่ฮาวาย ชาวพื้อนเมือง ชาวเมารี และชาวอินูอิต มีการยกย่องว่าผู้สูงอายุคือบทบาทที่ได้รับการเคารพซึ่งและมีหน้าที่ชี้นำคนรุ่นต่อไป
4) คุณจะค่อย ๆ หยุดสนใจเรื่องของคนอื่น
มีการรายงานว่าเมื่อเราอายุมากขึ้น ยิ่งมีแนวโน้มที่เราจะไม่ค่อยใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นคิด ค่อย ๆ ลด-ละ-เลิก การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเลือกปฏิบัติทางสังคมและอารมณ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเมื่อผู้คนรู้สึกว่าเวลาของตนกำลังลดน้อยลง พวกเขาก็จะจำกัดความสนใจของตนเองลง
และเมื่อเราตระหนักถึงเวลาและพลังที่เรามีจำกัดในแต่ละวัน เราก็จะเลือกให้ความสนใจกับสิ่งที่สำคัญกับตัวเราจริง ๆ เท่านั้น ต่างจากตอนที่ตัวเรายังอายุน้อยที่พยายามให้ความสำคัญกับทุกอย่าง ใส่ใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวแม้เรื่องราวเหล่านั้นบางทีอาจจะไม่เกี่ยวกับเราเลยก็ตาม
5) ความสุขที่แท้จริงอาจจะเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ช่วงที่เราอายุ 20 ปี ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงวัยที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเสมอไป เราอาจคุ้นเคยกับคำบอกเล่าที่ว่า “ความสุขจะดำเนินไปในรูปแบบ U-curve” กล่าวคือ ความสุขจะสูงสุดในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ลดลงในวัยกลางคน และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป
อย่างไรก็ตามจากการรายงานของ Global Interdepedence Center ในบทความ ‘The Global Loss of the U-Shaped Curve of Happiness’ ก็ได้ท้าทายแนวคิดนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าความสุขสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุอายุได้เช่นกัน ผู้สูงอายุมักนึกถึงช่วงวัยกลางคนว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง และหลายคนรายงานว่าความพึงพอใจในชีวิตจะพุ่งสูงสุดในช่วงวัย 60 และ 70 ปี
กล่าวคือกราฟความสุขของชีวิตเราพุ่งขึ้นเป็นลูกศรชี้ขึ้นได้เหมือนกัน
ในโลกที่วิทยาศาสตร์และการแพทย์ก้าวหน้า การที่มนุษย์เราจะท้าทายความแก่ชราไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝันอีกต่อไป ซ้ำยังเป็นเรื่องที่มหาเศรษฐีและผู้นำประเทศใหญ่ ๆ พยายามที่จะไขว่คว้ามา แม้คนทั่ว ๆ ไปไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากนักที่จะมุ่งเป้าไปในทิศทางนั้น แต่หลายครั้งหลายคราเราก็เผลอมองความแก่ชราเป็นหนึ่งในเรื่องราวแย่ ๆ ที่เราเผชิญ ยิ่งอายุ 45 ปี ถูกมองว่าถึงวัยเกษียณ ถูกมองว่าเป็นคนแก่ ยิ่งท้าทายความคิดที่มีต่อคำว่าอายุมากขึ้นเข้าไปอีก แต่อย่างที่นักวิทยาศาสตร์และบทความข้างต้นเน้นย้ำ
ยิ่งเราอายุมากขึ้นไม่ได้หมายถึงเรื่องแย่เสมอไป ข้อดีมากมายและช่วงเวลา Primetime ของใครหลายคนก็ค่อย ๆ มาพร้อมกับวันที่เราอายุมากขึ้นนี่แหละ
อ้างอิง
National Geographic
Global Interpedence Center
คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


