จากญี่ปุ่นถึงจีน 2 ยุคคลื่นทุนต่างชาติ เมื่อทุนจีนไหลทะลัก แต่ไทยกลับตกสปริงบอร์ดเศรษฐกิจ

รถจีนค่ายแรกที่เข้ามาตั้งโรงงานในไทยคือ MG ช่วงปี 2013 และปัจจุบันมีประมาณ 5-6 เจ้าแล้ว แต่ผ่านมา 13 ปี เศรษฐกิจไทยกลับไม่โต และมีแต่หัวทิ่มลง การจ้างงานมีแต่จะลดลง และซัพพลายไทยตายเรียบนับร้อยๆ บริษัท เพราะจีนขนของขนคนตัวเองเข้ามาด้วยภาษีแทบไม่เสีย ขณะที่ย้อนไปตอนที่ค่ายรถญี่ปุ่นแห่มาตั้งโรงงานในไทยช่วงปี 1990 เศรษฐกิจไทยเคยโตพุ่งแรงระดับ 12% มาแล้ว และเกิดการเปลี่ยนโครงสร้างฐานรากเศรษฐกิจไทยจากเกษตรสู่อุตสาหกรรม มาตรฐานคุณภาพชีวิตคนไทยยกขึ้นทั้งประเทศ และเกิดการพัฒนาอื่นๆ ตามมาเพียบ รวมทั้งทุนจากยุโรป อเมริกา ก็เข้ามาสมทบในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างสากล

บางทีอาจจะต้องมองดูว่า ไทยได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับการอ้าแขนรับธุรกิจจีนเข้ามาจริงๆ หรือเปล่า ? ไทยกระโดดเกาะเทรนเศรษฐกิจถูกหรือเปล่า EV คือ New S-Curve จริงหรือไม่ ทำไมเศรษฐกิจไทยมีแต่ถดถอยลง ?

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ระมัดระวังตัวสูงกับการดีลผลประโยชน์กับจีนและต้องรักษาบาลานซ์กับทุกชาติที่เข้ามาให้ และเลือกเกาะไปที่อุตสาหกรรมไฮเทค ชิป เซมิคอนดักเตอร์ แทนเศรษฐกิจโตพุ่ง และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกแก่ประชาชนมากที่สุด


ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับคลื่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ครั้งใหญ่สองระลอกที่มีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ระลอกแรกคือทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 และวางรากฐานให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อันดับต้นของโลก

ส่วนระลอกที่สองคือทุนจีนที่ไหลเข้ามาในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งแม้จะมีมูลค่าการลงทุนสูงและถูกคาดหวังให้เป็น “New S-Curve” ตัวใหม่ของเศรษฐกิจไทย แต่กลับไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ซ้ำยังเกิดคำถามว่าทุนจีนกำลังซ้ำเติมปัญหาโครงสร้างเดิมของไทยหรือไม่ ?

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน สิงคโปร์ และแม้แต่ญี่ปุ่นเอง เลือกเดินคนละเส้นทาง ด้วยการทุ่มทรัพยากรไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทน

นี่ไม่ใช่มุมมองอคติส่วนตัวของผู้เขียน แต่มันมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ประกอบเป็นภาพจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพของทั้งสองยุค เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใด “การลงทุนจากต่างประเทศ” จึงไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันเสมอไป

.

ยุคทุนญี่ปุ่นจุดเปลี่ยนจาก Plaza Accord สู่ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยผูกโยงอย่างแนบแน่นกับเหตุการณ์ระดับโลกที่เรียกว่า Plaza Accord ในเดือนกันยายนปี 1985 เมื่อกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก ร่วมลงนามข้อตกลงเพื่อลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับเยนและมาร์กเยอรมัน ผลของข้อตกลงนี้ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกญี่ปุ่น ผู้ผลิตญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อรักษาต้นทุนให้แข่งขันได้ และไทยซึ่งเป็นพันธมิตรทางการค้าใกล้ชิดของญี่ปุ่นอยู่แล้วก็กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลัก

ตัวเลขสะท้อนความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจน เงินลงทุนจากต่างประเทศหลังปี 1985 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากค่าเฉลี่ยรายปีราว 287 ล้านดอลลาร์ เป็น 744 ล้านดอลลาร์ และลักษณะของ FDI ก็เปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เป็นการลงทุนแบบกระจัดกระจาย กลายเป็นการลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศ รถยนต์ที่ผลิตในไทยเริ่มใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 1986 รัฐบาลไทยได้ออกนโยบายบังคับสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (local content requirement) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยตั้งเป้าให้ผลิตในประเทศได้ถึง 70% ภายในปี 1996 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่บังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ

ผลลัพธ์คือช่วงปี 1992-1996 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% และภายในปี 2012 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ด้วยกำลังการผลิตกว่า 1.5 ล้านคันต่อปี มากกว่าประเทศอย่างเบลเยียม อังกฤษ อิตาลี และตุรกี ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตให้กับค่ายรถญี่ปุ่นแทบทุกค่าย ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ นิสสัน และอีซูซุ พร้อมกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตควบคู่กันไป

ในภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ช่วงปี 1990-1995 ไทยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยสูงถึง 8.7% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนทั้งภูมิภาคที่ 5.6% และเมื่อวัดในช่วงยาวตั้งแต่ปี 1980-2012 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกือบ 16 เท่าเมื่อวัดเป็นเงินบาท หรือราว 11 เท่าเมื่อวัดเป็นดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเปลี่ยนโฉมจากประเทศยากจนรายได้ต่ำ ก้าวขึ้นเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 32 ของโลกในขณะนั้น

การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลข GDP เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศทั้งระบบ จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก สู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรขนาดใหญ่ มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือ และห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศนับพันราย ซึ่งกลายเป็นรากฐานให้แรงงานไทยได้พัฒนาทักษะฝีมือด้านวิศวกรรมและการผลิตอย่างเป็นระบบ กลายเป็นมรดกรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมฐานรากที่สำคัญที่ค้ำจุ้นประเทศมาจนถึงทุกวันนี้แบบที่ประเทศเพื่อนบ้านไม่มีโอกาสเป็นได้แบบไทย

.

ยุคทุนจีน EV ที่ควรเป็นความหวังใหม่ แต่กลับซ้ำเติมปัญหาเดิม

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยเดินหน้าดึงดูดทุนจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ด้วยความหวังว่าจะทำให้ไทยรักษาสถานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคไว้ได้ในยุคเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่พลังงานไฟฟ้า

รัฐบาลออกมาตรการจูงใจทั้งลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนผู้บริโภค จนดึงดูดเงินลงทุนจากค่ายรถจีนอย่าง MG,Great Wall Motor, BYD และ CATL ได้มากกว่า 102,700 ล้านบาท หรือราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามที่หวัง เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ผลิตต้องผลิตรถในประเทศให้เท่ากับปริมาณที่นำเข้าภายในปี 2024 ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต้องขยายเวลาออกไปเป็นปี 2025 พร้อมปรับสัดส่วนเป็น 1.5 ต่อ 1 เนื่องจากยอดขายที่ชะลอตัวและสภาพสินเชื่อที่ตึงตัว

กรณีของ Neta ค่ายรถจีนรายหนึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจน ส่วนแบ่งตลาดของ Neta ในไทยร่วงจาก 12% ในปี 2023 เหลือเพียง 4% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 โดยยอดจดทะเบียนใหม่ลดลงถึง 48.5% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของผู้เล่นจีนหลายราย และสุดท้ายก็ทิ้งตลาดไทยหอบเงินหอบข้าวของกลับประเทศจีนอย่างไร้ความรับผิดชอบ จนกระทั่งหลังจากนั้นไม่นานบริษัทแม่ในเซี่ยงไห้ก็ล้มละลาย

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2024 นั้นน่ากังวลยิ่งกว่า การผลิตรถยนต์ไทยหดตัวติดต่อกันถึง 17 เดือน ยอดส่งออกรถยนต์ลดลง 8.8% ขณะที่ยอดขายในประเทศดิ่งลง 26% ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี ผู้ผลิตทั้งค่ายรถจีนและค่ายรถญี่ปุ่นอย่างโตโยต้าต่างต้องงัดกลยุทธ์ลดราคาห้ำหั่นกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซาอยู่แล้ว

สาเหตุเชิงลึกที่อธิบายความแตกต่างนี้ได้ชัดคือ ธรรมชาติของทุนจีนในรอบนี้แตกต่างจากทุนญี่ปุ่นในอดีตอย่างสิ้นเชิง งานวิจัยของ Rhodium Group ระบุว่าในปี 2024 การลงทุนของบริษัทรถ EV จีนในต่างประเทศสูงกว่าการลงทุนในประเทศจีนเองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเงินลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน EV ในประเทศจีนลดฮวบจากจุดสูงสุด 94,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เหลือเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024

ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศพุ่งขึ้นเป็น 16,000 ล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากภาวะสงครามราคาดุเดือดในตลาดจีนเอง ซึ่งทำให้จำนวนผู้ผลิต EV จีนลดจาก 487 รายในปี 2018 เหลือราว 130 รายในปี 2024 กล่าวโดยสรุปคือ การขยายตัวของทุนจีนในไทยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนเอง มากกว่าจะเป็นกลยุทธ์การเติบโตแบบมีแผนระยะยาวเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับไทยแบบที่ญี่ปุ่นเคยทำ

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจในประเทศก็ปรากฏชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าในปี 2024 มีโรงงานในไทยปิดตัวลงถึง 536 แห่ง โดยกว่า 25% หรือ 142 แห่ง เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกับที่นำเข้าจากจีนในปริมาณสู

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่าเฉลี่ยแล้วมีโรงงานปิดตัวถึงเดือนละ 102 แห่งในปี 2024 กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และเหล็กได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจากสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามา สะท้อนว่าทุนจีนในหลายกรณีไม่ได้เข้ามาเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย แต่กลับเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ SME ไทยที่มีต้นทุนสูงกว่าและไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐในระดับเดียวกับคู่แข่งจีน

.

เพื่อนบ้านเลือกชิปและ AI แทนที่จะแข่งเป็นฐานผลิตอีวี

ขณะที่ไทยเดินหน้าทุ่มทรัพยากรผลักดันตัวเองให้เป็นฐานการผลิต EV ของภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านกลับเลือกเดินเกมที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ด้วยการมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าและมีคู่แข่งน้อยกว่าในตลาดโลก

  • มาเลเซียประกาศ National Semiconductor Strategy ในปี 2024 พร้อมทุ่มงบสนับสนุนอย่างน้อย 25,000 ล้านริงกิต หรือราว 5,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อฝึกอบรมวิศวกรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 60,000 คน โดยอาศัยฐานเดิมที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อ Intel เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนแห่งแรกในต่างประเทศที่ปีนังในปี 1972
    ปัจจุบันมาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดทดสอบและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์โลกราว 13% และตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกโดยรวมจาก 7% เป็น 14% ภายในปี 2029 พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดบริษัทออกแบบชิปสัญชาติมาเลเซียของตัวเอง
    ในปีแรกของยุทธศาสตร์นี้ มาเลเซียดึงดูดการลงทุนได้แล้วกว่า 54,200 ล้านริงกิต จากเป้าหมาย 500,000 ล้านริงกิตภายในปี 2030
  • เวียดนามเลือกเดินเกม AI และชิปคู่ขนานกัน โดยในเดือนธันวาคม 2024 Nvidia ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนามเพื่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา AI พร้อมศูนย์ข้อมูล AI นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศอย่าง FPT ยังลงทุน 200 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงาน AI ร่วมกับ Nvidia รัฐบาลเวียดนามยังออกมาตรการอุดหนุนสูงสุด 50% ของเงินลงทุนเริ่มต้นสำหรับโครงการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขนาดใหญ่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวถึงปี 2030 และวิสัยทัศน์ถึงปี 2050 ผลลัพธ์คือเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตถึง 8.02% ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 7.09% ในปี 2024 แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับไทย
  • ไต้หวันและสิงคโปร์ ต่างก็เป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และ AI ระดับโลกอยู่แล้ว ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็หันมาทุ่มทรัพยากรฟื้นฟูอุตสาหกรรมชิปในประเทศผ่านโครงการขนาดใหญ่อย่าง Rapidus เพื่อไม่ให้พลาดขบวนเทคโนโลยีรอบใหม่นี้เช่นกัน

จุดร่วมของทุกประเทศเหล่านี้คือการมองว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI เป็นคอขวดเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ที่มีอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดสูง มูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูง และไม่ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดแบบที่อุตสาหกรรม EV จีนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

.

ไทยกลายเป็น “คนป่วยแห่งอาเซียน” รายล่าสุด

ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนความแตกต่างของสองเส้นทางนี้อย่างชัดเจน ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2025 ลงเหลือเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโต GDP ที่แท้จริงของไทยเฉลี่ยระหว่างปี 2025-2030 จะอยู่ที่เพียง 1.8% ต่อปี ต่ำที่สุดในบรรดาเศรษฐกิจหลักของอาเซียน เทียบกับฟิลิปปินส์ 8.5% อินโดนีเซีย 7.3% เวียดนาม 6.3% และมาเลเซีย 6.0% ตัวเลขค่าเฉลี่ยจีดีพีตามราคาปัจจุบัน และคาดว่าภายในปี 2030 ไทยจะร่วงจากอันดับ 3 เหลืออันดับ 5 ของเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน

ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเตือนว่าเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มแซงหน้าไทยได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ขณะที่มาเลเซียก็แซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียนไปแล้ว ทั้งที่ตลาดรถยนต์ไทยมีขนาดใหญ่กว่ามาเลเซียถึงสองเท่า สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดหรือศักยภาพพื้นฐาน แต่อยู่ที่ทิศทางนโยบายและคุณภาพของการลงทุนที่ไหลเข้ามา

.

ญี่ปุ่น VS จีน ดีเอ็นเอการลงทุนที่ไม่เท่ากันหมด

ความแตกต่างระหว่างสองยุคนี้ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญ 3 ประการ

1.คุณภาพของ FDI สำคัญกว่าปริมาณ

ทุนญี่ปุ่นในทศวรรษ 1980-1990 มาพร้อมกับนโยบายบังคับสัดส่วนการผลิตในประเทศที่เข้มงวด ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างแท้จริง ขณะที่ทุนจีนรอบ EV ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนในสัดส่วนสูง และเงื่อนไขการผลิตในประเทศที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ก็ต้องผ่อนปรนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อผู้ผลิตทำไม่ได้ตามเป้า

2.แรงจูงใจเบื้องหลังทุนทั้งสองยุคแตกต่างกันโดยพื้นฐาน

ทุนญี่ปุ่นเข้ามาไทยเพื่อสร้างฐานการผลิตระยะยาวรองรับตลาดโลก ขณะที่ทุนจีนจำนวนมากในรอบ EV เข้ามาเพื่อระบายกำลังการผลิตส่วนเกินจากสงครามราคาในประเทศจีนเอง ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าของอุตสาหกรรมจีน มากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวที่มีความมั่นคง

3.การเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายมีผลชี้ขาด

อุตสาหกรรม EV ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดและสงครามราคา ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ประเทศเจ้าบ้านจะได้รับมีจำกัด ต่างจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ยังมีอุปสรรคการเข้าสู่ตลาดสูงและมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงกว่ามาก การที่มาเลเซียและเวียดนามเลือกทุ่มทรัพยากรไปกับอุตสาหกรรมเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเริ่มเห็นผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจนกว่า

ทั้งนี้ ปัญหาของไทยไม่ได้เกิดจากทุนจีนเพียงปัจจัยเดียว งานวิเคราะห์จาก East Asia Forum ชี้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นแนวโน้มต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997-1999 โดยอัตราการลงทุนต่อ GDP ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของระดับก่อนวิกฤต ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 89.8% ของ GDP ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนถึง 3 คนในรอบไม่กี่ปี และปัญหาทุนมนุษย์ที่สะสมมานาน ล้วนเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

สิ่งที่บทเรียนจากยุคทุนญี่ปุ่นเมื่อ 40 ปีก่อนสอนไทยไว้ก็คือ FDI จะสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน มีการบังคับใช้เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีอนาคตเชิงมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไทยจำเป็นต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ช่องว่างการพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้านจะถ่างกว้างออกไปมากกว่านี้

บรรณาธิการบริหาร Reporter Journey บก.ทาสแมว หนุ่มเนิร์ดผู้มีความสุขกับการท่องโลกของ "ความรู้" ในทุกๆ ศาสตร์รอบตัว