หน่วยงานบริหารเมืองหลวงนูซันตารา (Otorita Ibu Kota Nusantara หรือ OIKN) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2022 จนถึงต้นปี 2026 มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วราว 5 ล้านต้น ในพื้นที่เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
บาซูกี ฮาดีมุลโยโน หัวหน้า OIKN แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความคืบหน้าของโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมท้องถิ่นในนูซันตารา ซึ่งตั้งอยู่คร่อมพื้นที่อำเภอปีนาจัมปาเซอร์เหนือ (North Penajam Paser) และอำเภอกูไตการ์เตอาการา (Kutai Kartanegara) ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว
ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้ แต่คือการฟื้นระบบนิเวศทั้งระบบ
ประเด็นที่ OIKN เน้นย้ำเป็นพิเศษคือ แนวทางการพัฒนาเมืองหลวงใหม่ไม่ได้วัดผลจากจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้แนวคิดที่เรียกว่าการฟื้นฟูกระบวนการทางนิเวศวิทยาตามธรรมชาติ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อคืนหน้าที่ของระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนต้นไม้ในพื้นที่
บาซูกีอธิบายว่า แนวทางนี้ถูกเลือกใช้เพราะพื้นที่บางส่วนของนูซันตาราเคยถูกครอบครองโดยสวนปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน ซึ่งรองรับความหลากหลายทางชีวภาพได้น้อยกว่าป่าธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเมืองหลวงจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างทางเดินสัตว์ป่าเพื่อเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่อาศัยที่เคยถูกตัดขาดออกจากกัน โดยขณะนี้มีการสร้างทางเดินสัตว์ป่าไปแล้ว 2 แห่งตามแนวถนนทางด่วนสายบาลิกปาปัน-นูซันตารา
OIKN ตั้งเป้าหมายให้ 65% ของพื้นที่ทั้งหมดในนูซันตาราเป็นพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่สีเขียว โดยบาซูกีย้ำว่า ความสำเร็จของการเป็น “เมืองป่า” (forest city) จะต้องวัดจากความสามารถในการฟื้นฟูระบบนิเวศให้ธรรมชาติกับการพัฒนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ไม่ใช่แค่ตัวเลขต้นไม้ที่ปลูก
การสูญเสียป่ามากกว่าปลูกทดแทนได้ทัน
แม้ตัวเลข 5 ล้านต้นและเป้าหมายพื้นที่คุ้มครอง 65% จะฟังดูน่าประทับใจ แต่ภาพรวมของโครงการนูซันตารายังคงเผชิญคำวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง
งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Land ชี้ว่ากาลิมันตันตะวันออกเป็นพื้นที่ที่เผชิญการตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนักมาก่อนหน้านี้ โดยระหว่างปี 2002-2020 มีป่าดิบชื้นปฐมภูมิหายไปแล้วประมาณ 1.2 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งเป็นผลจากการทำไม้และการขยายตัวของสวนปาล์มน้ำมันเป็นหลัก ส่วนองค์กร Forest Watch Indonesia รายงานว่าเฉพาะในพื้นที่โครงการ IKN ช่วงปี 2018-2021 มีป่าหายไปแล้วราว 18,000 เฮกตาร์
รายงานจาก Mongabay ยังระบุว่า ณ ปี 2024 มีพื้นที่ป่าดิบสมบูรณ์เหลืออยู่จริงในนูซันตาราเพียงราว 16% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น แม้ประธานาธิบดีจะยกให้โครงการนี้เป็น “เมืองป่าสีเขียว” ก็ตาม และป่าชายเลนซึ่งเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของสัตว์ป่า เช่น ลิงจมูกยาว (proboscis monkey) ก็ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในแผนแม่บทด้านความหลากหลายทางชีวภาพฉบับแรกที่ OIKN ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งเป็นแผนที่ออกมาท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการ
นอกจากประเด็นสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ยังถูกตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเวนคืนที่ดินที่ขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชนชาวบาลิก (Balik) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมในพื้นที่ที่พึ่งพาที่ดินเพื่อการยังชีพและการสืบทอดวัฒนธรรม นักวิจัยจาก East Asia Forum ระบุว่าแม้รัฐบาลจะให้คำมั่นเรื่องการเคารพสิทธิชนพื้นเมือง แต่ความน่าเชื่อถือของคำมั่นดังกล่าวยังคงเป็นที่กังขาในหมู่ชุมชนท้องถิ่น
การแถลงตัวเลข 5 ล้านต้นของ OIKN ในครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่โครงการนูซันตารากำลังเดินหน้าเข้าสู่ระยะที่สอง (Phase II) ซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคกาลิมันตันตะวันออกให้เติบโตยิ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสนักท่องเที่ยวและกิจกรรมของหน่วยงานรัฐที่ทยอยย้ายเข้าพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ
คำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบคือ ตัวเลขการปลูกต้นไม้และเป้าหมายพื้นที่คุ้มครอง 65% จะสามารถชดเชยป่าธรรมชาติและระบบนิเวศดั้งเดิมที่สูญเสียไปจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้จริงหรือไม่ เพราะป่าปลูกใหม่ยังต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้ใกล้เคียงกับป่าดิบดั้งเดิม ขณะที่สิทธิของชุมชนพื้นเมืองในพื้นที่ก็ยังเป็นโจทย์ที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องแก้ไขควบคู่กันไป หากต้องการให้นูซันตาราเป็นมากกว่าเพียง “เมืองหลวงสีเขียว” ในเชิงประชาสัมพันธ์

