ทะเลสาบสงขลา สวรรค์ชีวภาพบ้านหลังสุดท้ายของโลมาอิรวดี

#ENVIRONMENT ทะเลสาบสงขลาเป็นมากกว่าแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันคือระบบนิเวศแบบลากูน (Lagoon) หนึ่งเดียวของประเทศไทย และเป็นหนึ่งใน 117 แห่งของโลกที่ยังคงมีลักษณะเช่นนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,040 ตารางกิโลเมตรใน 3 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช โดยมีสภาพเป็น “ทะเลสามน้ำ” ที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็มผสมปนเปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สร้างระบบนิเวศที่เปราะบางแต่ทรงคุณค่ายิ่ง

ทว่าวันนี้ ทะเลสาบแห่งนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตที่นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ต่างส่งเสียงเตือนมาหลายทศวรรษ แต่กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ในอดีต ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งพักพิงของนกกว่า 200 สายพันธุ์ ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล รวมถึงปลาน้ำจืดไม่ต่ำกว่า 45 ชนิด และสัตว์นานาชนิดอีกกว่า 250 ชนิด ชาวบ้านที่อาวุโสเคยเล่าว่า สมัยหนุ่มๆ วางตาข่ายยาว 200 เมตรได้ปลาไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัมต่อวัน แต่ปัจจุบัน แม้วางตาข่ายยาวถึง 2,000 เมตร ก็ได้ปลาไม่เกิน 3 กิโลกรัม

ความเสื่อมโทรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่สะสมมาจากหลายแรงกดดันพร้อมกัน

น้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรม คือหนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่หนักหน่วงที่สุด คุณภาพน้ำในคลองอู่ตะเภาและบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนล่างเสื่อมโทรมลงทุกวัน เนื่องจากได้รับการปนเปื้อนจากน้ำทิ้งของชุมชนและโรงงาน แม้จะมีระบบบำบัดน้ำเสียที่รองรับได้ราว 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ท่อระบายยังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ อีกทั้งโรงงานแปรรูปอาหารและยางพารายังมีการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ส่วนฟาร์มหมูส่วนใหญ่ก็ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ปล่อยน้ำลงสู่ลำน้ำสาธารณะมาอย่างยาวนาน

ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) หรือการเพิ่มสะสมของสารอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากน้ำเสียและปุ๋ยเคมีในภาคเกษตร ทำให้สาหร่ายและพืชน้ำเจริญเติบโตเกินควร ดูดออกซิเจนออกจากน้ำ จนระบบนิเวศใต้น้ำล่มสลาย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ปัญหานี้คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมรอบทะเลสาบสงขลาเสื่อมโทรมลง

การตื้นเขินของทะเลสาบเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่ดำเนินมาอย่างเงียบๆ ตะกอนที่ถูกชะล้างจากพื้นที่ลุ่มน้ำโดยรอบ อันเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าและการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ภูเขา ทับถมก้นทะเลสาบจนน้ำตื้นขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การไหลเวียนของน้ำแย่ลง และทำให้มลพิษกระจุกตัวไม่สามารถระบายออกได้ตามธรรมชาติ โดยทางกายภาพ ทะเลสาบสงขลาเป็นระบบตื้นที่มีทางออกสู่ทะเลเพียงทางเดียว ทำให้เมื่อคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมแล้ว การฟื้นตัวตามธรรมชาติจึงเกิดขึ้นได้ช้ามาก

การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในทศวรรษก่อน คือบาดแผลทางนิเวศที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้จนถึงทุกวันนี้ เฉพาะในพื้นที่อำเภอระโนดเพียงอำเภอเดียว มีพื้นที่เลี้ยงกุ้งมากกว่า 20,000 ไร่ มีการปล่อยน้ำเสียจากนากุ้ง ร้านอาหาร และสถานประกอบการต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 35,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันลงสู่ทะเลสาบ ผลที่ตามมาคือน้ำในทะเลสาบขาดออกซิเจนจนเน่าเสีย และที่ดินหลายพันไร่กลายเป็นดินเสียปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาการบุกรุกป่าชายเลนและป่าพรุ ใน 3 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขยายพื้นที่นากุ้ง รวมถึงการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่พื้นที่น้ำจืดที่ลึกเข้าไปมากกว่าในอดีต และการใช้เครื่องมือประมงประเภทโพงพางและไซนั่งที่กระจายอยู่เกือบทั่วทะเลสาบ ซึ่งล้วนส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลถึง 20 องค์กร และมีการทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ตัวแทนคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ก็ยังพบว่าทะเลสาบสงขลากำลังเสื่อมโทรมลงตามลำดับ เพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

น้ำท่วมหาดใหญ่ 68 ซ้ำเติมวิกฤตจนเห็นชัดที่สุด

หากจะมีเหตุการณ์เดียวในรอบหลายปีที่สะท้อนให้เห็นความเปราะบางของทะเลสาบสงขลาได้ชัดเจนที่สุด นั่นคืออุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) บันทึกไว้ว่าเป็นวิกฤตที่สะท้อนทั้งปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วและความเปราะบางเชิงโครงสร้างของลุ่มน้ำ

ผลกระทบต่อทะเลสาบสงขลาเป็นไปอย่างรุนแรง ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2C บันทึกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นตะกอนจำนวนมหาศาลจากน้ำท่วมไหลทะลักเข้าสู่ทะเลสาบ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ภาพดาวเทียมโชว์ตะกอนจากน้ำท่วมมากมายไหลลงทะเลสาบ กระทบระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และการทำมาหากินของชาวประมง

ระดับน้ำในทะเลสาบพุ่งสูงขึ้นถึง 2-3 เมตร จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องสั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งสำรวจผลกระทบต่อระบบนิเวศอันเปราะบาง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังโลมาอิรวดีที่อาจเกยตื้นหรือสับสนทิศทางจากการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของระดับน้ำและคุณภาพน้ำ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุทกภัยตามฤดูกาล แต่คือการที่ผลกระทบสะสมจากปัญหาทุกมิติพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน ตะกอนที่ไหลลงทะเลสาบในคราวเดียวกันนี้จะทับถมก้นทะเลสาบเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความตื้นเขินในระยะยาว สารพิษและน้ำเสียจากพื้นที่ท่วมขังในเขตชุมชนและอุตสาหกรรมไหลลงรวมกับน้ำท่วม ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลงอย่างฉับพลัน และสัตว์น้ำจำนวนมากได้รับผลกระทบจากความขุ่นของน้ำและการลดลงของออกซิเจนในน้ำ

“โลมาอิรวดี” เสียงกระซิบสุดท้ายจากทะเลสาบ

ไม่มีชนิดพันธุ์ใดสะท้อนวิกฤตของทะเลสาบสงขลาได้ชัดเจนเท่ากับ “โลมาอิรวดี” (Irrawaddy Dolphin) สัตว์ที่ถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” (Critically Endangered) โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)

โลมาอิรวดีโดดเด่นด้วยหน้าผากโปนและจะงอยปากสั้น เป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยในน้ำจืดเพียง 5 แห่งบนโลก ได้แก่ แม่น้ำอิรวดีในพม่า ราว 79 ตัว แม่น้ำโขงบริเวณชายแดนลาว-กัมพูชา ราว 89 ตัวแม่น้ำมหากัมในอินโดนีเซีย 70-90 ตัว ทะเลสาบชิลิก้าในอินเดีย กว่า 100 ตัว และทะเลสาบสงขลาของไทย

ทะเลสาบสงขลามีประชากรโลมาอิรวดีต่ำที่สุดในโลก ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่าเหลืออยู่ไม่ถึง 14 ตัวเท่านั้น และในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีสถิติการตายสะสมถึง 144 ตัว หรือเฉลี่ย 8.4 ตัวต่อปี ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ทะเลสาบสงขลาคือสถานที่แห่งแรกในโลกที่โลมาอิรวดีในน้ำจืดจะสูญพันธุ์”

ภัยคุกคามหลักต่อโลมาอิรวดีคือ เครื่องมือประมงโดยเฉพาะอวนปลาบึกขนาดใหญ่ที่ชาวประมงใช้ โดยอวนชนิดนี้มีขนาดใกล้เคียงกับโลมาอิรวดี ทำให้โลมาติดอวนโดยไม่ตั้งใจและเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักของการตายกว่า 60% ของโลมาที่สูญเสียไป นอกจากนี้ยังมีปัญหาคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม แหล่งอาหารลดน้อยลง และภาวะเลือดชิดจากประชากรที่น้อยเกินไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้จัดทำ “แผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา” ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2567-2571) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 พร้อมงบประมาณกว่า 402.818 ล้านบาท ครอบคลุมมาตรการ 6 ด้าน ตั้งแต่การลดภัยคุกคามจากเครื่องมือประมง การฟื้นฟูระบบนิเวศ การศึกษา DNA เพื่อพิจารณาการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ ไปจนถึงการส่งเสริมชุมชน โดยมีเป้าหมายเพิ่มประชากรโลมาอิรวดีให้ได้ 30 ตัวภายใน 10 ปี

พันธุ์สัตว์น้ำเอกลักษณ์ถิ่นอื่นที่กำลังร่อยหรอ

นอกจากโลมาอิรวดีแล้ว ยังมีสัตว์น้ำและนกหลายชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ของทะเลสาบสงขลาและกำลังเผชิญภาวะวิกฤต

ปลาลำปำ คือปลาน้ำจืดที่เคยชุกชุมในคลองลำปำและทะเลสาบสงขลา ในวงศ์เดียวกันกับปลากะแหทองและปลาตะเพียนหางแดง แต่วันนี้มีเพียงแค่ชื่อที่ถูกจดจำ ตัวปลาหายไปจากระบบนิเวศแล้ว เช่นเดียวกับปลาคางโค้ะ ปลาคันหลาว ปลาตะลุม รวมถึงจระเข้น้ำจืดที่เคยชุกชุมในคลองนางเรียม ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงตำนาน

นกกาบบัว เป็นนกที่ทำรังวางไข่ที่ทะเลน้อยเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย แต่ปัจจุบันพบจำนวนลดลงมากจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมและแหล่งอาหารที่ร่อยหรอ รวมถึง นกตะกรุม และนกหัวโตมลายูที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม

เป็ดหัวดำ และนกกระสาแดงที่เคยทำรังและอาศัยอยู่ในทะเลน้อยตลอดทั้งปีเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันลดจำนวนลงไปกว่าครึ่งแล้ว

ทะเลสาบสงขลาอยู่รอดมาได้หลายพันปี อดทนต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ แต่กำลังพ่ายแพ้ต่อการกระทำของมนุษย์ที่สะสมมาเพียงไม่กี่ทศวรรษ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการที่มีหน่วยงานดูแลถึง 20 องค์กรแต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ตรงจุด สะท้อนถึงความซับซ้อนของวิกฤตที่ต้องการเจตจำนงทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

โลมาอิรวดีไม่ถึง 14 ตัวที่ยังว่ายอยู่ในน้ำ คือนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลัง ถ้าเราสูญเสียพวกมันไป เราจะไม่ได้เสียแค่สัตว์ชนิดหนึ่ง แต่จะเสียดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทั้งระบบ และจะเสียส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่สามารถทดแทนได

ที่มา