ปัญหาพฤติกรรมเด็ก Gen Z ในวันนี้ อาจจะโทษที่เด็กอย่างเดียวไม่ได้ พ่อแม่ Gen X Y คือส่วนสำคัญต่อการสร้างนิสัยลูก

จากปมวัยเด็กที่เคยขาดจากพ่อแม่ Boomer จนต้องชดเชยให้ลูกจนล้นเกินไป จนกลายเป็นลูกฉันคือเทวดา เมื่อออกสู่สังคมแล้วเจอคนหลายช่วงวัยที่ไม่ตามใจก็กลายเป็นปัญหา แต่เมื่อในบ้านพ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือสอนแล้วไม่จำ สุดท้ายสังคมจะสอนเขาแบบไม่ออกมือให้เอง

ทุกยุคสมัยมีวาทกรรมทำนองเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ นั่นคือคนรุ่นก่อนมองคนรุ่นหลังว่าเอาแต่ใจ ขาดความอดทน และไม่เคารพระเบียบเหมือนที่ตนเคยเป็น ปรากฏการณ์นี้นักจิตวิทยาเรียกว่า “kids these days effect” ซึ่งเป็นอคติทางความจำที่ทำให้ผู้ใหญ่มองข้อบกพร่องของเด็กรุ่นใหม่รุนแรงกว่าความเป็นจริง ในกรณีของ Gen Z (ผู้เกิดราวปี 1997–2012) ข้อกล่าวหาเรื่อง “เอาแต่ใจ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง รอไม่เป็น” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมสมมติฐานที่ได้รับความนิยมว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีรากมาจากการเลี้ยงดูแบบตามใจของพ่อแม่ Gen Y ที่ต้องการ “ชดเชย” สิ่งที่ตนเองไม่เคยได้รับในวัยเด็ก บทความนี้จะพาสำรวจว่าสมมติฐานดังกล่าวมีน้ำหนักทางวิชาการมากน้อยเพียงใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้างที่ควรพิจารณาควบคู่กัน

เมื่อความรักที่ปราศจากขอบเขตกลายเป็นปัญหา

จุดตั้งต้นที่มักถูกอ้างถึงมากที่สุดในการอธิบายพฤติกรรมเอาแต่ใจของเด็ก คือทฤษฎีรูปแบบการเลี้ยงดู (Parenting Styles) ของนักจิตวิทยาพัฒนาการ Diana Baumrind ซึ่งแบ่งรูปแบบการเลี้ยงดูตามสองมิติ คือ “ความรักความอบอุ่น” (responsiveness) และ “การควบคุมวินัย” (demandingness) ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • แบบเผด็จการ (authoritarian)
  • แบบมีเหตุผล (authoritative)
  • แบบตามใจ (permissive/indulgent)
  • แบบทอดทิ้ง (uninvolved)

งานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวแบบตามใจ ซึ่งมีความอบอุ่นสูงแต่แทบไม่มีกฎเกณฑ์หรือการควบคุมพฤติกรรม มักมีปัญหาด้านการควบคุมตนเอง มีแนวโน้มหุนหันพลันแล่น และมีปัญหากับการยอมรับอำนาจหรือกฎระเบียบ เนื่องจากพ่อแม่กลุ่มนี้มักให้ความสำคัญกับการเป็นเพื่อนของลูกมากกว่าการทำหน้าที่กำหนดขอบเขต

ขณะที่เด็กที่เติบโตในครอบครัวแบบมีเหตุผล ซึ่งสมดุลระหว่างความรักและกฎเกณฑ์ กลับมีผลลัพธ์ดีที่สุดทั้งด้านความมั่นใจในตนเอง ทักษะสังคม และผลการเรียน กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการตามใจโดยขาดขอบเขตสามารถส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการรอคอยของเด็กได้จริง แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ทุกคนที่ตามใจลูกจะเลี้ยงลูกด้วยแรงจูงใจเดียวกัน

“ชดเชยปมวัยเด็ก” ของพ่อแม่ที่ให้ลูกจนเกินพอดี

แนวคิดที่ว่าพ่อแม่ Gen Y เลี้ยงลูกแบบตามใจเพื่อชดเชยสิ่งที่ตนเองขาดหายไปในวัยเด็ก เป็นคำอธิบายที่พบได้บ่อยในงานจิตบำบัดครอบครัวและจิตวิทยาการเลี้ยงดู แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับทฤษฎีความผูกพัน (attachment theory) ที่อธิบายว่ารูปแบบความสัมพันธ์ที่พ่อแม่เคยได้รับในวัยเด็กมีแนวโน้มถูกส่งต่อ (intergenerational transmission) ไปสู่วิธีที่พวกเขาเลี้ยงดูลูกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบรูปแบบเดิม หรือในทางตรงกันข้ามคือการพยายามทำสิ่งที่ตรงข้ามอย่างสุดโต่งเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกอย่างที่ตนเคยรู้สึก

อย่างไรก็ตาม จุดที่ควรระมัดระวังคือ กรอบคิดนี้ส่วนใหญ่มีที่มาจากการสังเกตทางคลินิกและกรณีศึกษารายบุคคล มากกว่าการมีงานวิจัยเชิงปริมาณขนาดใหญ่ที่ยืนยันว่า “พ่อแม่ Gen Y ส่วนใหญ่” เลี้ยงลูกด้วยแรงจูงใจเพื่อชดเชยปมของตนเอง การอธิบายพฤติกรรมของคนทั้งรุ่นด้วยแรงจูงใจทางจิตวิทยาเดียวจึงเป็นการสรุปที่กว้างเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่จะรองรับได้ทั้งหมด แม้จะเป็นคำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผลและพบเห็นได้จริงในหลายครอบครัวก็ตาม

โครงสร้างดิจิทัลฝึกให้ทุกคนคุ้นชินกับความทันใจจน “เอาแต่ใจ”

นอกเหนือจากการเลี้ยงดูในครอบครัว นักวิจัยด้านจิตวิทยาสังคมอย่าง Jean Twenge ได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของค่านิยมแบบปัจเจกนิยมและคะแนนความหลงตัวเองในหมู่วัยรุ่นเข้ากับปัจจัยทางวัฒนธรรม เช่น การเติบโตของโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมเรียลลิตี้ทีวีที่ส่งเสริมการนำเสนอตัวตน รวมถึงงานวิจัยของเธอที่เชื่อมโยงการใช้สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างหนักกับความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมทางสังคมของวัยรุ่นในช่วงหลังปี 2012

กลไกที่มักถูกพูดถึงคือ “ระบบรางวัลทันใจ” ของแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่การกดไลก์ อัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์ต่อเนื่อง ไปจนถึงบริการส่งของและสตรีมมิ่งที่ตอบสนองความต้องการได้ในทันที สภาพแวดล้อมเช่นนี้อาจหล่อหลอมความคาดหวังของเด็กและวัยรุ่นให้คุ้นชินกับการได้รับสิ่งที่ต้องการโดยแทบไม่ต้องรอคอย ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตเรื่องการรอคอยไม่เป็นที่ถูกหยิบยกในบทสนทนาสาธารณะ

พฤติกรรม “เอาแต่ใจ” ของเด็กรุ่นใหม่ ทั้งรูปแบบการเลี้ยงดูแบบตามใจ ความพยายามชดเชยปมของพ่อแม่ และสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ตอบสนองทันใจ ล้วนมีฐานทางทฤษฎีและงานวิจัยรองรับในระดับหนึ่ง และสามารถอธิบายพฤติกรรมของเด็กบางกลุ่มหรือบางครอบครัวได้จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นในทุกครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ครอบครัวที่มีการเลี้ยงลูกแบบนี้มักส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางปฏิบัติ นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กจึงมักแนะนำให้มองที่กลไกเฉพาะ เช่น รูปแบบการเลี้ยงดูของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ระดับการฝึกทักษะการควบคุมตนเองในวัยเด็ก หรือรูปแบบการใช้สื่อดิจิทัลของแต่ละบุคคล มากกว่าการตัดสินคนทั้งรุ่นด้วยป้ายเดียว เพราะพฤติกรรมมนุษย์เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหลายชั้น ทั้งครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงพอจะอธิบายพฤติกรรมของคนทั้งช่วงวัยได้อย่างสมบูรณ์

แต่ในบางครั้งการจะโทษแต่เด็กอาจจะไม่แฟร์นัก เพราะเด็กคนหนึ่งจะโตมาแล้วมีพฤติกรรมในสังคมอย่างไร พ่อแม่มีส่วนในการสร้างเสมอ

อ้างอิง