เวียดนามหมดยุค “มหาลัยรัฐ” ล้นประเทศ เขย่าโครงสร้างการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุด ลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลง 20% ภายในเมษายน 2027

#NEWS เวียดนามหมดยุค “มหาลัยรัฐ” ล้นประเทศ รัฐบาลออกแผนเขย่าโครงสร้างการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุด ลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลง 20% ภายในเมษายน 2027 โดยควบรวมให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมอัดงบการศึกษาเพิ่มเป็น 20% ของงบประมาณแผ่นดิน เพิ่มสัดส่วนนักศึกษาสายวิทยาฯ วิศวะฯ และเทคฯ เป็น 35% เพิ่มสัดส่วนงานวิจัยตีพิมพ์ในระดับนานาชาติปีละ 12% การจดสิทธิบัตรจะเพิ่มขึ้นปีละ 16% ตั้งเป้าให้มหาลัยอย่างน้อย 8 แห่งติดท็อป 100 เอเชีย และอย่างน้อย 1 แห่งติดท็อป 100 ของโลกในปี 2035 และเป็น 1 ใน 20 ระบบการศึกษาดีสุดในโลกปี 2045
—————————————————–
กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (CPVCC) ภายใต้โปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ออกคำสั่งจัดทำแผนดำเนินการให้รัฐบาลลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาของรัฐลงอย่างน้อย 20% ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2027 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปโครงสร้างระบบการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมของประเทศ โดยเอกสารแผนดังกล่าวลงนามโดยนายเจิ่น กาม ตู (Tran Cam Tu) สมาชิกถาวรของสำนักเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในนามของโปลิตบูโร

สาระสำคัญของแผนปฏิรูปด้านการศึกษาระบุว่า มหาวิทยาลัยรัฐที่มีลักษณะสหวิทยาการจะถูกโอนย้ายให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรม หรือหน่วยงานปกครองท้องถิ่นแทน ส่วนสถาบันที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะถูกควบรวมหรือรวมเข้าด้วยกัน ยกเว้นสถาบันที่ดำเนินการในสาขาเฉพาะทาง โดยเป้าหมายรวมคือการลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษารัฐลงอย่างน้อย 20% ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 เมษายน 2027

ในส่วนของสถาบันอาชีวศึกษาและการศึกษาต่อเนื่อง โปลิตบูโรสั่งให้โอนวิทยาลัยอาชีวะรัฐที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้กระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางต่าง ๆ ไปอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น ยกเว้นสถาบันในสาขาเฉพาะทาง พร้อมตั้งเป้าลดจำนวนสถาบันอาชีวศึกษารัฐลงอย่างน้อย 30% ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กระชับกว่าแผนด้านมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน

แผนดังกล่าวยังครอบคลุมถึงภาคสาธารณสุข โดยสั่งให้คณะกรรมการพรรคฝ่ายรัฐบาลปรับโครงสร้างภาคสุขภาพด้วยการลดจำนวนโรงพยาบาลและสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขโดยตรง พร้อมควบรวมหน่วยงานด้านนิติเวชศาสตร์และนิติจิตเวชศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ให้ปรับปรุงรูปแบบสถานีอนามัยระดับตำบลเพื่อให้ประชาชนยังเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานได้ในพื้นที่ และจัดระเบียบศูนย์สุขภาพระดับภูมิภาคใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ

การปรับโครงสร้างภาคการศึกษาและสาธารณสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งครอบคลุมการศึกษารูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาต้นแบบหน่วยการปกครองระดับตำบล (commune) ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอย่างแท้จริง การจัดทำกรอบโครงสร้างองค์กรของหน่วยงานรัฐทั้งระดับส่วนกลาง จังหวัด และตำบล รวมถึงการปรับโครงสร้างแนวร่วมปิตุภูมิเวียดนาม (VFF) และองค์กรมวลชนต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการให้ทบทวนกฎระเบียบที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐผู้ริเริ่มนวัตกรรมและกล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้คณะกรรมาธิการองค์กรของพรรคจัดทำข้อเสนอด้านอัตรากำลังคนสำหรับปี 2027-2031 ทั่วทั้งระบบการเมืองของประเทศ สะท้อนว่าการปฏิรูปมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลครั้งนี้ไม่ได้แยกขาดจากบริบทใหญ่ แต่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของการปรับโครงสร้างรัฐเวียดนามทั้งระบบที่กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้นในช่วงปี 2026-2027

ที่น่าสนใจคือ แผนลดจำนวนสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกันกับมติของโปลิตบูโรอีกฉบับที่ประกาศเพิ่มสัดส่วนรายจ่ายประจำปีของรัฐด้านการศึกษาและฝึกอบรมให้ไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งเป็นทิศทางที่บ่งชี้ว่าเวียดนามไม่ได้มุ่งลดขนาดภาคการศึกษาโดยรวม แต่ต้องการรวมศูนย์ทรัพยากรให้สถาบันที่เหลือมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น

ภายใต้มตินี้ รัฐบาลเวียดนามจะจัดทำโครงการเป้าหมายระดับชาติเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและฝึกอบรมสำหรับช่วงปี 2026-2035 ขยายโครงการสนับสนุนทางการเงินและสินเชื่อเพื่อไม่ให้นักเรียนต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะปัญหาการเงิน ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ที่ดินและลดค่าเช่าที่ดินให้สถานศึกษาในประเทศ พร้อมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สถานศึกษาของรัฐและสถานศึกษาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร รวมถึงวางกลไกจูงใจให้ภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในภาคการศึกษามากขึ้น

ด้านเป้าหมายเชิงตัวเลข เวียดนามตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 สัดส่วนนักศึกษาที่เรียนสายวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 35% ของนักศึกษาทั้งหมด รวมถึงมีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอย่างน้อย 6,000 คน และนักศึกษาในโครงการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ 20,000 คน ดัชนีทุนมนุษย์และการวิจัยที่ส่งผลต่อดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) จะอยู่ในระดับเทียบเท่าประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง จำนวนผลงานตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติจะเพิ่มขึ้นปีละ 12% ขณะที่การจดสิทธิบัตรจะเพิ่มขึ้นปีละ 16%

เวียดนามยังตั้งเป้าให้มีสถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อย 8 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย และอย่างน้อย 1 แห่งติดอันดับ 100 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ก่อนขยับเป้าไปสู่การมีสถาบันอย่างน้อย 2 แห่งติดอันดับโลกในบางสาขาวิชาตามการจัดอันดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง ภายในปี 2035 นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับทั่วประเทศ และยกระดับดัชนีทุนมนุษย์ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง ก่อนจะขยับเป้าใหญ่ที่สุดคือการติดอันดับ 1 ใน 20 ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของโลกภายในปี 2045

ที่มา