เมียนมา เวียดนาม สร้างนิวเคลียร์ขนาบไทย
#ThEStoRieS ไทยหนีไม่พ้นนิวเคลียร์ขนาบข้าง เมียนมา-เวียดนามอุนมัติสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อพลังงานที่ยั่งยืนและไฟฟ้าราคาถูก รองรับเศรษฐกิจโตรวดเร็ว ขณะที่ไทยยังเถียงกันมา 65 ปีว่า “นิวเคลียร์น่ากลัวไหม?” ไฟฟ้าอยู่ในมือเอกชนรายใหญ่มีแต่แพงขั้น และพลังงานที่ต้องนำเข้ายิ่งต้นทุนสูง
—————————————————–
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ไทยยังคงถกเถียงกันไปมาว่าจะบรรจุพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือไม่ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและเมียนมากลับเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ทั้งสองประเทศมีบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เวียดนามคือประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค ส่วนเมียนมาคือประเทศที่กำลังจมอยู่ในสงครามกลางเมืองและวิกฤตพลังงานขั้นรุนแรง แต่ทั้งคู่กลับมองเห็นคำตอบเดียวกันสำหรับปัญหาไฟฟ้าของประเทศตนเอง นั่นคือพลังงานนิวเคลียร์
เวียดนามจากโครงการที่ถูกยกเลิก สู่ “ภารกิจแห่งชาติ” เร่งสปีดสุดในภูมิภาค
เวียดนามเคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่นิญถ่วน (Ninh Thuận) มาตั้งแต่ปี 2552 แต่รัฐสภาเวียดนามมีมติยกเลิกโครงการทั้งหมดในปี 2559 ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนและความกังวลด้านความปลอดภัยหลังอุบัติเหตุฟุกุชิมะ อย่างไรก็ตาม ปลายปี 2567 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามมีมติให้ฟื้นโครงการนี้กลับมา และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน รัฐสภาได้ผ่านมติเลขที่ 174/2567/QH15 อนุมัติทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ
ความเร็วในการเดินหน้าโครงการนับจากนั้นถือว่าน่าจับตา เมษายน 2568 รัฐสภาอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปรับปรุง (PDP8) ซึ่งบรรจุพลังงานนิวเคลียร์เข้าไปเป็นครั้งแรก มิถุนายน 2568 เวียดนามออกกฎหมายพลังงานปรมาณูฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่มกราคม 2569 กำหนดให้พลังงานนิวเคลียร์เป็น “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” กันยายน 2568 บริษัทวิศวกรรมพลังงานของเวียดนาม PECC2 ลงนามร่วมกับ Rosatom ของรัสเซียเพื่อปรับปรุงการศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิญถ่วน 1 และในเดือนมีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามและรัสเซียได้ลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล เพื่อก่อสร้างนิญถ่วน 1 อย่างเป็นทางการ โดยจะใช้เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ VVER-1200 จำนวน 2 หน่วย
โครงการนี้ไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด เดือนมกราคม 2569 ญี่ปุ่นถอนตัวจากการเป็นพันธมิตรก่อสร้างโรงไฟฟ้านิญถ่วน 2 โดยเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเวียดนามให้เหตุผลว่ากรอบเวลาที่รัฐบาลเวียดนามตั้งไว้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2578 ทะเยอทะยานเกินไป นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ เองก็เคยยอมรับต่อสาธารณะว่าความคืบหน้าโครงการ “ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง” เนื่องจากการเจรจากรอบความร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติล่าช้า
อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังเดินหน้าต่อ โดยล่าสุดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฝ่าม เจีย ตุ๊ก เป็นประธานประชุมระดับสูงร่วมกับกระทรวงการคลัง การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) และกลุ่มปิโตรเวียดนาม (PetroVietnam) เพื่อเร่งกระบวนการทางกฎหมายและการเงินให้ทั้งนิญถ่วน 1 และ 2 เดินหน้าเร็วขึ้น
ด้านทีมผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก็ได้ประเมินความคืบหน้าของเวียดนามในเชิงบวก โดยภารกิจตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แบบบูรณาการ (Integrated Nuclear Infrastructure Review) ระบุว่าเวียดนามมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญทั้งในแง่กฎหมายและกลไกเฉพาะเพื่อเร่งรัดโครงการ และ IAEA ได้ส่งมอบรายงานฉบับที่สองอย่างเป็นทางการให้รัฐบาลเวียดนามแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2569
ทำไมเวียดนามถึงต้องการนิวเคลียร์ขนาดนี้
สำหรับการก่อสร้างรวมของนิญถ่วน 1 และ 2 มีพื้นที่ 1,130 เฮกตาร์ งบประมาณด้านการเวนคืนที่ดินและฟื้นฟูวิถีชีวิตประชาชนอยู่ที่ประมาณ 469 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังผลิตรวมของทั้งสองโรงคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 4–6.4 กิกะวัตต์ โดยตั้งเป้าให้เริ่มเดินเครื่องได้หลังปี 2574 เป็นต้นไป และภายในปี 2578 เวียดนามยังตั้งเป้าให้มีโครงการ SMR อย่างน้อยหนึ่งโครงการเพิ่มเติมด้วย ภาพรวมระยะยาวกำหนดให้พลังงานนิวเคลียร์คิดเป็นสัดส่วนราว 6–8% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2593 พร้อมทั้งมีแผนฝึกอบรมบุคลากรนิวเคลียร์ราว 3,900 คนภายในปี 2578
ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปีในช่วงปี 2569–2573 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าประเมินว่าจะทำให้ความต้องการไฟฟ้าเติบโต 10–12% ต่อปีในสถานการณ์ปกติ และอาจสูงถึง 15% ในปีที่สภาพอากาศรุนแรงร่วมกับเศรษฐกิจขยายตัวเร็ว เพื่อรองรับตัวเลขนี้ กำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งประเทศต้องเพิ่มจากราว 95 กิกะวัตต์ในปัจจุบันเป็น 183–236 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 หรือเท่ากับต้องเพิ่มกำลังผลิตอีก 93–146 กิกะวัตต์ภายในเวลาเพียง 5 ปี ซึ่งเทียบเท่ากับกำลังผลิตที่สะสมมาทั้งประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แผน PDP8 จึงกำหนดเม็ดเงินลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้าไว้ถึง 1.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และด้านสายส่งอีก 16,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน
อุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนหลักของความต้องการไฟฟ้านี้ ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และเวียดนามกำลังผลักดันนโยบาย “Silicon Delta” เพื่อดึงดูดการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ โดยอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าราว 18,230 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และเติบโตเฉลี่ยกว่า 11% ต่อปี นักลงทุนอย่างกลุ่ม SK ของเกาหลีใต้เองก็ทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่ทั้งในโครงการ LNG และ SMR ในเวียดนามแล้ว สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมองว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันระดับโลก เพราะให้ไฟฟ้าฐานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนตามสภาพอากาศ
อีกแรงจูงใจสำคัญคือการลดการพึ่งพาการนำเข้าถ่านหิน ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 เวียดนามนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซียมากถึง 24.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 42% จากปีก่อนหน้า ซึ่งสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนที่ผันผวนตามราคาตลาดโลก นิวเคลียร์จึงถูกมองเป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้ดีกว่า
“เมียนมา” นิวเคลียร์ท่ามกลางสงครามกลางเมืองและวิกฤตไฟฟ้า
หากเวียดนามเป็นภาพของประเทศที่เศรษฐกิจโตเร็วจนไฟฟ้าตามไม่ทัน เมียนมาคือภาพตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 กำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของประเทศลดลงจาก 3,589 เมกะวัตต์ในเดือนพฤศจิกายน 2564 เหลือเพียง 2,376 เมกะวัตต์ในเดือนพฤศจิกายน 2567 หรือลดลงกว่าหนึ่งในสาม ต้นปี 2568 รัฐบาลทหารประกาศลดการจ่ายไฟในเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งและเนปยีดอเหลือเพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้อยู่อาศัยในหลายพื้นที่รายงานว่าบางช่วงไฟฟ้าดับนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน ความต้องการไฟฟ้าขั้นต่ำของประเทศอยู่ที่ราว 6,000 เมกะวัตต์ แต่กำลังผลิตสูงสุดที่ทำได้จริงในปัจจุบันอยู่ที่เพียงราว 2,500 เมกะวัตต์เท่านั้น ผลกระทบลุกลามไปถึงค่าครองชีพครัวเรือน การปิดตัวของธุรกิจ การหยุดชะงักด้านการศึกษาและสาธารณสุข
ท่ามกลางวิกฤตนี้ รัฐบาลทหารเมียนมากลับเลือกเดินหน้าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากการลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในต้นปี 2566 ก่อนจะยกระดับเป็นข้อตกลงเฉพาะเจาะจงสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังผลิต 110 เมกะวัตต์ จากเตาปฏิกรณ์ RITM-200 ขนาด 55 เมกะวัตต์ 2 หน่วย ซึ่งสามารถขยายกำลังผลิตในอนาคตได้ถึง 330 เมกะวัตต์ ข้อตกลงนี้ลงนามโดยผู้อำนวยการใหญ่ Rosatom และรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเมียนมาในช่วงที่ผู้นำรัฐบาลทหาร มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนรัสเซียในต้นปี 2568
ที่น่าสังเกตคือ หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 3,700 คนในเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของเมียนมาในรอบหลายทศวรรษ Rosatom ยืนยันว่าแผนการก่อสร้าง SMR ไม่ได้รับผลกระทบและจะเดินหน้าต่อ โดยอ้างว่าจะออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลรวมถึงข้อกำหนดด้านการต้านทานแผ่นดินไหว ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เมื่อนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน ประกาศระหว่างพบผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาที่มอสโกว่ารัสเซียเริ่มดำเนินการตามข้อตกลงก่อสร้างโรงไฟฟ้า SMR ในเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ
โครงการนี้แตกต่างจากเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ ทั้งการที่เมียนมาอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารที่ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศตะวันตกและเผชิญมาตรการคว่ำบาตร ทำให้แหล่งเงินทุนระหว่างประเทศมีจำกัด
มีรายงานว่ารัฐบาลทหารกำลังพิจารณาแหล่งเงินทั้งจากงบประมาณตนเองและเงินกู้จากรัสเซีย ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Rosatom เคยใช้กับบังกลาเทศและอียิปต์มาก่อน อีกทั้งประเทศยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งสร้างคำถามด้านความปลอดภัยและความสามารถในการควบคุมดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
สื่อพลังงานระหว่างประเทศเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะมีการลงนามข้อตกลงแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคใหญ่รออยู่ก่อนที่เมียนมาจะสามารถระดมทุนและก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้จริง กล่าวโดยสรุป การที่รัฐบาลทหารเดินหน้าโครงการนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซียและความสิ้นหวังต่อวิกฤตพลังงานมากพอๆ กับความเป็นไปได้ทางเทคนิคและการเงินที่แท้จริง
เพื่อไฟฟ้าเสถียร ราคาถูก ดึงดูดการลงทุน
แม้บริบทจะต่างกัน แต่เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ทั้งเวียดนามและเมียนมาใช้อธิบายการลงทุนนิวเคลียร์มีจุดร่วมสำคัญ 3 ประการ
- 1. คือไฟฟ้าฐานราคาที่คาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่างจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินนำเข้าที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่อหน่วยไฟฟ้าค่อนข้างคงที่และคาดการณ์ได้ตลอดอายุการใช้งานหลายสิบปี แม้ต้นทุนก่อสร้างเริ่มต้นจะสูง แต่ต้นทุนดำเนินการระยะยาวมักต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า ซึ่งทั้ง Rosatom เองก็ระบุตรงๆ ในแถลงการณ์ต่อกรณีเมียนมาว่าข้อตกลงนี้เปิดทางให้เศรษฐกิจเมียนมาเข้าถึงพลังงานราคาย่อมเยาและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานนับพันตำแหน่ง
- 2. คือการกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ทั้งสองประเทศพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าในสัดส่วนสูง เวียดนามพึ่งพาถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนเมียนมาพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าพลังน้ำที่อ่อนไหวต่อฤดูกาล นิวเคลียร์ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศและความผันผวนของราคาตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามอิสราเอล-อิหร่านในปี 2569 ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกอย่างชัดเจน
- 3. คือการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้นต้องการไฟฟ้าฐานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่ตั้งโรงงานของนักลงทุนต่างชาติ กรณีเวียดนามที่ดึงดูดนักลงทุนอย่าง SK Group ให้ทุ่มงบประมาณทั้งในโครงการ LNG และ SMR สะท้อนว่าตลาดมองความพร้อมด้านพลังงานนิวเคลียร์เป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมของประเทศ
ไทยพูดเรื่องนิวเคลียร์มา 65 ปี แต่ยังไม่ได้แค่ “พูด”
ไทยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับพลังงานปรมาณูมายาวนานกว่าที่หลายคนคิด นับตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อการวิจัยและพัฒนา ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยบรรจุแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ไว้ในแผน PDP มาตั้งแต่ปี 2550 แต่ก็ถูกเลื่อนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปี 2554 หลังอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่น รัฐบาลไทยตัดสินใจลดสัดส่วนกำลังผลิตนิวเคลียร์ในแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงจากไม่เกิน 10% เหลือไม่เกิน 5% ของกำลังผลิตรวมทั้งระบบ พร้อมเลื่อนกำหนดการจากปี 2566 เป็นปี 2569 โดยให้เหตุผลว่าต้องการเวลาเพิ่มเติมเพื่อสร้างความพร้อมด้านความปลอดภัยและสร้างการยอมรับจากประชาชน
สถานะของนิวเคลียร์ในแผนพลังงานไทยก็ยังคงเป็น “ความเป็นไปได้ที่รอความชัดเจน” มากกว่าจะเป็นแผนที่เดินหน้าจริงจัง ร่างแผน PDP 2024 ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อกลางปี 2567 บรรจุ SMR ไว้เพียง 600 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน 20 ปี แต่ร่างนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนต้องนำกลับไปปรับปรุงใหม่
ทำให้ไทยไม่มีแผน PDP ฉบับสมบูรณ์ใช้งานมานานกว่าสองปี ล่าสุดภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ร่างแผน PDP 2026 ที่ปรับปรุงใหม่ได้เพิ่มสัดส่วน SMR ขึ้นเป็น 2,400 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าจากร่างเดิม พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบที่ 70% โดยแผนนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาในไตรมาส 4 ปีเดียวกัน กล่าวคือ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ ไทยยังไม่มีแผนพลังงานฉบับที่ผ่านความเห็นชอบอย่างเป็นทางการเลย
ความกลัวที่ไม่ได้มาพร้อมข้อมูล คือต้นทุนที่มองไม่เห็น
สิ่งที่ทำให้ไทยแตกต่างจากเวียดนามอย่างชัดเจนไม่ใช่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่คือการที่ประเด็นนิวเคลียร์ในไทยยังคงติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมที่เชื่อมโยงกับภาพจำอุบัติเหตุเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ โดยขาดการสื่อสารข้อมูลเชิงเทคนิคที่ทันสมัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR ในปัจจุบัน ซึ่งมีระบบความปลอดภัยที่แตกต่างจากเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่รุ่นเก่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่การออกแบบให้ระบบหยุดทำงานได้เองแบบพาสซีฟ (passive safety) และขนาดที่เล็กลงทำให้ปริมาณสารกัมมันตรังสีที่อาจรั่วไหลกรณีเกิดอุบัติเหตุลดลงตามไปด้วย
บทวิเคราะห์จากภาคการเงินไทยเองก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่า SMR ยังเผชิญความท้าทายสำคัญสองด้าน คือความกังวลด้านความปลอดภัยจากภาคประชาชนที่ยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยที่ยังสูงกว่าพลังงานหลายประเภทในปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ ไม่ใช่ประเด็นที่ควรมองข้าม แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่มักลดลงตามการขยายสเกลของอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในทศวรรษที่ผ่านมา หากไทยยังไม่เริ่มศึกษาและเตรียมโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านที่เข้าสู่ช่วงเรียนรู้จากประสบการณ์จริงไปก่อน ทั้งในแง่ทักษะบุคลากร ห่วงโซ่อุปทาน และอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายใหญ่ของโลก
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google ก็เคยแสดงความสนใจมองหาแหล่งพลังงานจาก SMR ในไทยเพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ สะท้อนว่าความต้องการไฟฟ้าฐานที่เสถียรและปลอดคาร์บอนกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคนี้ ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในเวียดนาม หากไทยยังคงปล่อยให้ประเด็นนิวเคลียร์ถูกผูกติดอยู่กับความกลัวที่ไม่มีการอัปเดตข้อมูล ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่มีระบบการเมืองเปิดอย่างเวียดนามและระบบปิดอย่างเมียนมาต่างเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ของตนไปแล้ว ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสด้านพลังงานราคาประหยัดและการลงทุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในระยะยาว
ทั้งนี้ ความกระตือรือร้นในการเดินหน้านิวเคลียร์ไม่ควรมาแทนที่การตรวจสอบอย่างรอบด้าน ประสบการณ์ของเวียดนามเองก็แสดงให้เห็นว่าการเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ การบริหารต้นทุนก่อสร้าง และกรอบเวลาที่ทะเยอทะยานเกินจริงสามารถสร้างความล่าช้าได้แม้ในประเทศที่มีเจตจำนงทางการเมืองแข็งแกร่ง ขณะที่กรณีเมียนมาก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการมีข้อตกลงนิวเคลียร์ไม่ได้แปลว่าประเทศพร้อมสำหรับมันเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อขาดเสถียรภาพทางการเมืองและการกำกับดูแลที่โปร่งใส สำหรับไทย บทเรียนที่นำมาปรับใช้ได้จริงจึงไม่ใช่ “รีบสร้างให้เหมือนเพื่อนบ้าน” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลทางเทคนิคที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเข้าถึงสาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อให้การตัดสินใจของประเทศบนประเด็นนี้เป็นการตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกแช่แข็งด้วยความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อน



