40 ปี ความต่างของทุนญี่ปุ่นที่จีนไม่มีวันเหมือน
#THESTORIES ตลอด 40 ปีญี่ปุ่นไม่ใช่แค่นักลงทุนที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยจนขึ้นมาเป็นอันดับท็อป 30 ของโลกเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อมทั้งน้ำ ดิน อากาศในไทย ไม่ได้มองไทยเป็นแค่โรงงาน แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมทำให้รัฐบาล มหาลัย และเอกชนญี่ปุ่นจริงจังเรื่องนี้มาตลอด ส่งทั้งผู้เชี่ยวชาญ ทั้งงบประมาณ ทั้งอุปกรณ์ช่วยไทย ขณะที่จีนเข้ามาไม่ถึง 20 ปีก่อปัญหาเพียบ
———————————————–
ตลอด 40 ปี ภาพความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในเรื่องสิ่งแวดล้อมได้มีความต่อเนื่องมาโดยตลอด ในช่วงยุค 90 ถึงต้นปี 2000 ประเทศไทยเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด กลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมของโลกทั้งยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
รวมทั้งยังยกระดับองค์ความรู้ทั้งฝีมือแรงงาน ความรู้ด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจ และการปฏิบัติตัวเพื่อเป็น “มืออาชีพ” และมารยาทสากล นำมาซึ่งรายได้ของผู้คนที่เพิ่มขึ้น และขยับฐานเศรษฐกิจขนาดเล็กในกลุ่มประเทศยากจนพึ่งพาแต่การเกษตร กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ท็อบ 30 ของโลก และเคยไปไกลจนเกือบติดอันดับท็อบ 20 มาแล้ว
แต่แน่นอนว่า ยิ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมโตเร็ว ผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหามลพิษก็รุนแรงขึ้น เช่น วิกฤตหมอกควันและสารตะกั่วในกรุงเทพฯ และปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ญี่ปุ่นจึงได้เข้ามาสนับสนุนทั้งในด้านเงินกู้พัฒนา (ODA Loan) การส่งผู้เชี่ยวชาญ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้ไทยอย่างเป็นระบบ
ในช่วงยุค 90s ถึงต้น 2000s ประเทศไทยเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษรุนแรง (เช่น วิกฤตหมอกควันและสารตะกั่วในกรุงเทพฯ และปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) ญี่ปุ่นจึงได้เข้ามาสนับสนุนทั้งในด้านเงินกู้พัฒนา (ODA Loan) การส่งผู้เชี่ยวชาญ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมให้ไทยอย่างเป็นระบบ
โครงการเด่นๆ ในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา แบ่งตามยุคสมัยและประเภทมลพิษได้ดังนี้
ยุคปูพรมโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือตรวจวัด (ปลายปี 1990 – 2000)
เป็นช่วงที่ไทยยังขาดแคลนเครื่องมือและระบบติดตามมลพิษที่เป็นมาตรฐาน ญี่ปุ่นจึงเน้นจัดหาอุปกรณ์และสร้างสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำ
- โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม (ERTC): แม้ตัวศูนย์จะเริ่มสร้างช่วงก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา JICA ได้สนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการขั้นสูง และส่งผู้เชี่ยวชาญมาเทรนนักวิชาการไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ERTC (สังกัดกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน) กลายเป็นแล็บหลักของประเทศในการตรวจวิเคราะห์มลพิษทางอากาศ น้ำ และของเสียอันตราย
- ระบบบำบัดน้ำเสียสี่พระยาและพื้นที่กรุงเทพฯ: ญี่ปุ่นสนับสนุนเงินกู้และเทคโนโลยีผ่าน JICA ในการวางระบบท่อรวบรวมและก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองสายหลักและแม่น้ำเจ้าพระยาที่วิกฤตหนักในเวลานั้น

ยุคควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมเข้มข้น (ปี 2000 – 2010)
เมื่อปัญหามลพิษขยายตัวเข้าสู่พื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่น โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออก (Eastern Seaboard) ความร่วมมือจึงเจาะลึกไปที่การควบคุมสารเคมีและสารก่อมะเร็งในอากาศ
- Project for Capacity Development in Environmental Management for Map Ta Phut Area (ช่วงปี 2012–2015): จากปัญหากลิ่นเหม็นและสารก่อมะเร็งในพื้นที่มาบตาพุด JICA ได้เข้ามาช่วยยกระดับความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนิคมอุตสาหกรรม พัฒนาระบบเฝ้าระวัง และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน
- โครงการพัฒนาศักยภาพในการควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs): สาร VOCs สารก่อมะเร็งจากสี พลาสติก และอุตสาหกรรมเคมี เคยเป็นปัญหาใหญ่ที่ตรวจวัดยาก ญี่ปุ่นส่งทีมเทคนิคมาช่วยไทยสร้างมาตรฐานไอเสียโรงงาน และช่วยผลักดันให้เกิด “มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไปสำหรับสาร VOCs” ของไทยสำเร็จในปี 2007
- Project for Development of Chemical Risk Management (PRTR): โครงการทำระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers) ช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลว่าโรงงานไหน ปล่อยสารเคมีประเภทใด ปริมาณเท่าไหร่ สู่สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนและภาครัฐตรวจสอบได้ ซึ่งถอดโมเดลมาจากกฎหมายของญี่ปุ่น
ยุคการจัดการขยะ เมืองน่าอยู่ และฝุ่นควันยุคใหม่ (ปี 2015 – 2020)
เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มทรงตัว ปัญหาเปลี่ยนไปสู่ “มลพิษเมือง” เช่น ขยะล้นเมือง ขยะพลาสติกในทะเล และฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน
- Capacity Building for Local Authorities through Local Public Services Standards (3Rs): โครงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดย JICA นำโมเดลการคัดแยกขยะอย่างละเอียดและการรีไซเคิลของเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น มาทดลองทำในเทศบาลนำร่อง 10 จังหวัดของไทย เพื่อลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
- Thailand-Japan Clean Air Partnership (JTCAP): โครงการความร่วมมือเพื่อแก้วิกฤต PM2.5 แบบเจาะลึก มีการประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Simulation Modelling) เพื่อคำนวณว่าฝุ่นในกรุงเทพฯ มาจากรถยนต์ดีเซล โรงงาน หรือการเผาชีวมวลเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ เพื่อให้ไทยออกนโยบายแก้ปัญหาได้ตรงจุด
- โครงการจัดตั้งระบบจัดการยานยนต์หมดอายุ (ELV): ความร่วมมือล่าสุดเพื่อรับมือกับซากรถยนต์เก่าสะสมในไทย นำระบบรีไซเคิลแบบญี่ปุ่นมาใช้ เพื่อสกัดสารพิษอันตราย เช่น น้ำมันเครื่องเก่า สารทำความเย็น (CFCs) และโลหะหนัก ไม่ให้หลุดรอดไปปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ
หากมองภาพรวมตลอดช่วง 30 ปีแรก จะเห็นว่าลักษณะโครงการของญี่ปุ่นเปลี่ยนจากผู้ให้ทุนสร้างสิ่งก่อสร้าง (Hard Infrastructure) ในยุคแรก กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางวิชาการ (Technical Partnership) ในปัจจุบัน ที่เน้นการร่วมมือกันสร้างโมเดลนวัตกรรม กฎหมายสิ่งแวดล้อม และระบบฐานข้อมูลเพื่อแก้ปัญหามลพิษร่วมกันในระดับภูมิภาค
2016-2026 ลุยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องทั้งในไทยและเพื่อนบ้าน
ในช่วง ปี 2016–2026 ไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือด้านการจัดการมลพิษอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนผ่าน องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น (MOEJ) ทำงานร่วมกับหน่วยงานหลักของไทย เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบความร่วมมือ Japan–Thailand Policy Dialogue ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018
1. การจัดการมลพิษทางอากาศและ PM2.5
ญี่ปุ่นได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการจัดการมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมมาช่วยไทยพัฒนาระบบควบคุมฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ:
- Sustainable Management of Particulate Matter (PM2.5) Prevention and Reduction Measures: โครงการความร่วมมือระหว่าง JICA กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษ (Emission Inventory) อย่างละเอียดจากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรม และร่วมร่างนโยบายตลอดจนมาตรการลด PM2.5 อย่างยั่งยืน
- Project for Air Quality and GHG Mitigation for Greening Industries in Thailand (ริเริ่มปี 2026): โครงการล่าสุดที่ต่อยอดการจัดการฝุ่น PM2.5 ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Green Industry และ Net Zero รวมถึงเริ่มขยายความร่วมมือเพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศร่วมกับกลุ่มประเทศในลุ่มน้ำโขง
2. การจัดการมลพิษทางน้ำ
นอกจากการสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อยกระดับโรงบำบัดน้ำเสียและคุณภาพน้ำประปาร่วมกับการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาคมาอย่างยาวนาน ยังมีโครงการเชิงรุกระดับภูมิภาคที่สำคัญ:
- โครงการเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำและโลหะหนักข้ามแดน (2026): ญี่ปุ่นได้เข้ามาสนับสนุนไทย เมียนมา และ สปป. ลาว ในการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเน้นที่การติดตั้งระบบกำจัดสารหนู เพื่อความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีและมลพิษทางอุตสาหกรรม
3. การจัดการขยะและมลพิษพลาสติก
มุ่งเน้นการสร้างนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการป้องกันของเสียอันตรายรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม:
- Center of Excellence for Marine Plastic Pollution Studies: โครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยมลพิษพลาสติกในทะเล เพื่อเป็นฐานข้อมูล ศึกษาวิจัย และหาทางลดปริมาณขยะพลาสติกที่รั่วไหลลงสู่น่านน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ทิศทางความร่วมมือในปัจจุบันและอนาคต (ซึ่งเพิ่งมีการประชุมระดับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 5 ไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2026) ชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นและไทยกำลังยกระดับการทำงาน โดยผนวกการควบคุมมลพิษเข้ากับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น
อันที่จริงไม่ใช่มีเพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ให้ความสำคัญด้านการแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยที่พวกเขาได้เข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจ แต่ประเทศทั้งในกลุ่มชาติตะวันตก ทั้งกลุ่มทุนจากยุโรป และอเมริกา ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้สูงมาก เพราะด้วยการที่ประเทศแม่ของเขามีกฎหมายที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม การจะนำสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศเข้าไปยังประเทศแม่ จะต้องผ่านกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้ต้องมีการลงทุนในด้านนี้และเป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ไปทำธุรกิจไปในตัว ซึ่งกลุ่มทุนจากจีนที่เข้ามาในไทยเกือบ 20 ปีไม่มีการทำโครงการดังกล่าวเลย แถมยังก่อปัญหาทั้งในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมแทน



