ถ้าเปรียบเทียบอันดับการส่งออกข้าวของโลกในปีที่แล้ว ที่หนึ่งคือ อินเดีย ด้วยจำนวน 22.2 ล้านตัน ต่อมาเป็นไทย ส่งออก 7.7 ล้านตัน และปิดท้ายที่สามเป็นของเวียดนามที่ 7.1 ล้านตัน ด้วยตัวเลขของอันดับ 1 อาจจะไกลไปสักหน่อย แต่ที่ 2 และที่ 3 ประเทศไทยกับเวียดนาม สลับมงกุฎกันใส่มาโดยตลอด จากตัวเลขการส่งออกที่ใกล้กัน

แม้ว่าสัญญาณการส่งออกข้าวของเวียดนามในปีนี้จะอยู่ในจุดที่มีอนาคตที่สดใสสำหรับเวียดนามจากตัวเลขการส่งออกข้าว 4 เดือนแรก สามารถส่งออกได้มากถึง 2.9 ล้านตัน แต่โอกาสครั้งนี้ที่จะการันตีในการอยู่อันดับ 2 ของไทยอาจจะมีความหวัง 

เนื่องจากเวียดนามเจอปัญหาเรื่องของพื้นที่ปลูกข้าวลดลงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง จากเหตุผลของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนบางพื้นที่เลือกเปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้งแทน รวมไปถึงบางพื้นที่ได้หันไปปลูกผลไม้เช่น มะม่วง ขนุน ทุเรียน รวมไปถึงเกรปฟรุต 

เรื่องนี้ส่งผลทำให้ผลผลิตข้าวของเวียดนามลดลง จนมีการคาดการณ์กันว่าอีก 7 ปีข้างหน้าหรือปี 2030 เวียดนามจะมีปริมาณข้าวส่งออกลดลงเหลือ 4 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งจากยอดส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมา จนทำให้มีผลต่อตัวเลขการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศเช่นกัน 

ส่งผลให้เหล่าบรรดาลูกค้าของเวียดนามที่ซื้อข้าวก็กังวลถึงราคาข้าวอาจจะสูงขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเวียดนามสามารถทำผลผลิตต่อไร่มากกว่าไทย แต่อย่างไรก็ดีของราคาถูกที่แพงขึ้น ก็ทำให้คนก็เริ่มตั้งคำถามว่าราคาจะแพงไปถึงแค่ไหน

ทำให้ประธานาธิบปีของเวียดนาม ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ต้องออกมาสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่ซื้อข้าวไปว่า ข้าวที่จะมีการส่งออกหลังจากนี้ราคาจะอยู่ในหลักการและเหตุผล โดยเรื่องนี้ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ เพราะเนื่องจากเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่เวียดนามส่งออกไปมากถึง 45% 

เวียดนามจะแก้เกมอย่างไร ?

เรื่องนี้เวียดนามอาจจะสู้เรื่องปริมาณการส่งออกไม่ได้ ก็มาสู้ด้วยมูลค่าการส่งออกแทน โดยการมุ่งพัฒนาข้าวคุณภาพสูงที่ได้ราคาทดแทน เพื่อที่จะทดแทนตัวเลขปริมาณลดลงเหลือ 4 ล้านตันที่หายไปในปี 2030 นั้นเอง โดยทางการเวียดนามตั้งเป้าที่จะลดเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพเหลือ 15% จนในปี 2030 จะลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพเหลือเพียงแค่ 10% เท่านั้น