วิวัฒนาการ “0 เหรียญ” จากทัวร์ 0 เหรียญ ขยับสู่ “คอนเสิร์ต 0 เหรียญ”

วิวัฒนาการ “0 เหรียญ” จากทัวร์ 0 เหรียญ ขยับสู่ “คอนเสิร์ต 0 เหรียญ” ดารา ศิลปินจีน บินมาจัดคอนเสิร์ต-โชว์ตัว แต่ขนทีมงาน อุปกรณ์ ซัพพลายเชนทั้งระบบมาเองโดยไม่จ้างทีมและธุรกิจโปรดักชันในประเทศ แม้แต่ระบบจองตั๋วก็ต้องจ่ายผ่านแอปจีน รถรับส่ง โรงแรมคนจีน จัดทัวร์าดูคอนเสิร์ตที่ไทยก็เป็นเครือข่ายทัวร์จีน ผู้จัดงานปฏิเสธร่วมงานกับธุรกิจไทยเพื่อเลี่ยงภาษี โกยเงินค่าบัตรกลับจีนสบายๆ


ย้อนไปเกือบสิบปีก่อน คำว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เคยเป็นวลีที่สะเทือนวงการท่องเที่ยวไทยอย่างหนัก โมเดลธุรกิจที่บริษัททัวร์จีนพานักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยแบบราคาถูกหรือเกือบฟรี แต่ควบคุมทุกจุดของห่วงโซ่ท่องเที่ยวไว้เอง ตั้งแต่ไกด์ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านขายของฝาก โดยรายได้ทั้งหมดถูกจ่ายผ่านระบบชำระเงินของจีนเองและไหลกลับไปยังต้นทาง ทำให้แม้นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยปีละหลายล้านคน แต่เม็ดเงินที่ควรหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกลับไม่กระจายไปถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างที่ควรจะเป็น

วันนี้ สัญญาณเดียวกันกำลังปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในธุรกิจทัวร์ ทว่าเป็นอุตสาหกรรม “คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี” ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในไทย

คอนเสิร์ต 0 เหรียญ

ข้อมูลเชิงลึกที่ THE STANDARD WEALTH เปิดเผยเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า รชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งบริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ได้รับสิทธิ์จัดงาน Tomorrowland ในไทย เปิดเผยว่านักลงทุนจีนหลายกลุ่มได้ติดต่อขอหารือความเป็นไปได้ในการร่วมทุนหรือเป็นพาร์ตเนอร์จัดงาน แต่หลังจากศึกษาโมเดลธุรกิจอย่างละเอียด บริษัทตัดสินใจไม่เดินหน้าร่วมลงทุน เพราะพบว่าผู้จัดจากจีนบางส่วนมีแนวโน้มจะนำ “ระบบนิเวศธุรกิจ” ของตนเองเข้ามาแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีมโปรดักชัน ซัพพลายเออร์ พาร์ตเนอร์ ไปจนถึงเครือข่ายธุรกิจทั้งระบบ

ผลที่ตามมาคือ แม้งานจะจัดขึ้นบนแผ่นดินไทย เม็ดเงินที่ควรหมุนเวียนสู่ผู้รับเหมา ธุรกิจบริการ และซัพพลายเชนไทยกลับไม่กระจายอย่างเต็มที่ ยังไม่นับความกังวลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารพื้นที่จัดงาน ที่เคยเกิดปัญหาผู้ถือบัตรจริงไม่สามารถเข้าพื้นที่แสดงได้ในบางงานที่ผู้จัดต่างชาติเข้ามาดำเนินการ

ทางฝั่ง ญาณกร อภิราชกมล ผู้บริหารบริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด (CI ShowBiz) หนึ่งในผู้จัดเทศกาลดนตรีรายใหญ่ของไทย ให้ภาพเสริมว่าโมเดลที่พบส่วนใหญ่คือการตั้งบริษัทหรือหาพาร์ตเนอร์ในไทย คัดเลือกศิลปินและคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ แต่ใช้ระบบบริหารจัดการจากฝั่งจีนเป็นหลัก ตั้งแต่อุปกรณ์ ซัพพลาย โปรดักชัน เทคโนโลยี ไปจนถึงเครือข่ายพันธมิตรและฐานลูกค้าจากประเทศต้นทาง แพลตฟอร์มขายตั๋วของตัวเอง ไปจนถึงการดีลกับที่พัก รถรับส่ง และไกด์ท้องถิ่น ในกรณีที่ดึงแฟนคลับจากจีนบินมาดูที่ไทย ทำให้เม็ดเงินแทบไม่ไหลออกไปหาซัพพลายเออร์ท้องถิ่นเลยแม้จะมีการจ้างแรงงานไทยในบางส่วน แต่รายได้หลักและห่วงโซ่มูลค่ายังคงพึ่งพาเครือข่ายจากต่างประเทศเป็นแกนกลาง

ที่น่าสนใจคือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทุนจีนขยับเข้าตลาดนี้ การจัดเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเลือกเดินทางออกนอกประเทศเพื่อร่วมงานเทศกาลดนตรีและกิจกรรมบันเทิง โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญ ความสำเร็จของงานอย่าง SIAM Songkran Music Festival 2026 ที่ทำรายได้ทะลุ 300 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงาน 92,000 คนตลอด 4 วัน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 46,000 คน กลายเป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำศักยภาพของตลาดนี้ในสายตานักลงทุนจีน

สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการคอนเสิร์ตวันนี้แทบเป็นภาพซ้อนของสิ่งที่วงการท่องเที่ยวไทยเคยเผชิญ ในยุคที่รัฐบาลปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจังช่วงปี 2559 พบว่าการซื้อขายสินค้าจริงเกิดขึ้น แต่การชำระเงินไปเกิดที่ประเทศจีนผ่านระบบชำระเงินของจีนเอง ทำให้ภาษีการซื้อขายที่รัฐไทยควรได้กลับไม่มี ขณะที่แรงงานที่ควรได้ประโยชน์จากการจ้างงานก็กลายเป็นการใช้ไกด์ต่างชาติแทนคนไทย

แม้แต่หลังการปราบปราม ก็ยังพบรูปแบบใหม่ที่ปรับตัวมาใช้ระบบ “นอมินี” คือให้คนไทยเปิดบริษัทในนาม แต่พนักงานและซัพพลายเชนทั้งหมดเป็นเครือข่ายจีน ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านขายของฝาก ทำให้เม็ดเงินแทบไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยเลย

รูปแบบเดียวกันนี้ปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว ซึ่ง Radio Free Asia รายงานว่าผู้ประกอบการทัวร์ลาวเรียกทัวร์กลุ่มที่นำโดยจีนว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เพราะธุรกิจลาวแทบไม่ได้อะไรเลยจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เนื่องจากคนจีนซื้อโรงแรม เปิดร้านอาหารของตัวเอง และเดินทัวร์ด้วยไกด์จีนเอง เจ้าของโรงแรมในเวียงจันทน์ให้สัมภาษณ์ตรงไปตรงมาว่าคนจีนซื้อโรงแรม เปิดร้านอาหารเอง และจัดทัวร์เอง สะท้อนภาพเดียวกับสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยกำลังเป็นห่วงในวันนี้
สิ่งที่ต่างออกไปในเวอร์ชันคอนเสิร์ต

แม้จะมีรากฐานความคิดคล้ายกัน แต่ “คอนเสิร์ตศูนย์เหรียญ” มีความซับซ้อนมากกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญในหลายมิติ

ทัวร์ศูนย์เหรียญพึ่งพาการหลบเลี่ยงกฎหมายและใบอนุญาต ขณะที่การลงทุนในธุรกิจคอนเสิร์ตเข้ามาในรูปแบบที่ถูกกฎหมายสมบูรณ์ ผ่านการตั้งบริษัทและร่วมทุนอย่างเปิดเผย ทำให้ยากต่อการเข้าไปกำกับดูแลด้วยเครื่องมือปราบปรามแบบเดิม

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเงินไหลออก แต่ยังกระทบโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพราะผู้จัดที่มีทุนหนาและระบบซัพพลายเชนพร้อมสรรพจากต่างประเทศ สามารถกดราคาและดึงส่วนแบ่งตลาดจากผู้จัดไทยที่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

ยังมีมิติเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการหลังบ้านที่ผู้ประกอบการไทยตั้งข้อสังเกต ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ไม่เคยเป็นประเด็นหลักในธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญมากนัก

ปัจจุบันมีการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ดนตรีมากกว่า 10 งานต่อสัปดาห์ คำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนคือ ถ้าผู้เล่นต่างชาติโดยเฉพาะทุนจีนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ และยังคงใช้ระบบนิเวศธุรกิจของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จริงจากการเติบโตของตลาดนี้

บทเรียนจากธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขงต้องเผชิญมาเกือบทศวรรษ ยังไม่มีทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง แม้จะมีการปราบปรามและออกมาตรการควบคุมหลายระลอก เพราะโมเดลธุรกิจปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ทัวร์ศูนย์เหรียญแบบเดิม สู่ระบบนอมินี และล่าสุดกำลังขยับเข้าสู่ธุรกิจบันเทิงที่มีมูลค่าสูงและตรวจสอบยากกว่าเดิม

คำถาคือ ภาครัฐและอุตสาหกรรมไทยคือ จะออกแบบกลไกกำกับดูแลอย่างไรให้การลงทุนต่างชาติในธุรกิจคอนเสิร์ตสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง โดยไม่ปิดกั้นโอกาสทางธุรกิจที่แท้จริง ก่อนที่รูปแบบธุรกิจนี้จะฝังรากลึกจนแก้ไขยากเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับธุรกิจทัวร์มาแล้ว