หลายคนตื่นเต้นไปกับการที่หุ้นบริษัทรถยนต์ของเวียดนามอย่าง VinFast ที่หลัง IPO ใน Nasdaq ได้เพียง 10 วันก็ดัน Marker cap พุ่งถึง 7 ล้านล้านบาท ขึ้นสู่อันดับที่ 3 ของโลก แซงหน้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ อยู่ในอันดับที่ 4 ที่ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท และโฟล์คสวาเกนในอันดับ 5 อยู่ที่ราว 2.32 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ที่มีชื่อเสียง มียอดขาย มีความน่าเชื่อถือนับร้อยปีๆ
แต่ความน่ากลัวคือ แม้ราคาหุ้นจะพุ่งจนมูลค่าบริษัทไปไกลเกินกว่าพื้นฐานธุรกิจมากหลายร้อยเท่าตัว เพราะจริงๆ VinFast แทบจะไม่เคยมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า “กำไร” จากการดำเนินธุรกิจเลย เพราะบริษัทอยู่ในสภาวะขาดทุนมาโดยตลอด และยอดจำหน่ายรถยนต์ก็ต่ำอย่างมาก เมื่อเทียบกับค่ายเจ้าตลาดหรือค่ายรถยนต์ EV เบอร์ต้นๆ อย่าง Tesla และ BYD ที่มียอดขายนับล้านๆ คัน แต่ของ VinFast ยอดขายแค่หลักพันคันเท่านั้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพของรถที่ไม่สมกับราคา เนื่องจากขายแพงกว่า Tesla แต่คุณภาพในวงการรถยนต์บอกว่านี่มันคือ “รถกระป๋องเกรดต่ำ”
ทั้งนักวิเคราะห์จาก Reuters และ Bloomberg ให้มุมมองว่า Free Float หุ้น VinFast น้อยมาก อยู่ที่เพียง 1% ของปริมาณหุ้นทั้งหมด 2.3 พันล้านหุ้น หรือคิดเป็น 2.3 ล้านหุ้นเท่านั้นที่อยู่ในมือนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นจึงใช้เวลาหรือความพยายามไม่มากที่จะดันราคาหุ้นขึ้นไป
อีกทั้งหุ้นทั้งหมด 99.7% ก็อยู่ในมือ ฝ่าม เญิ้ต เวือง มหาเศรษฐีชาวเวียดนามเจ้าของ VinGroup บริษัทแม่ของ VinFast ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เญิ้ต เวือง เป็นผู้ควบคุมบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวเกือบ 100% และการจะปั่นราคาหุ้นขึ้นไปแล้วทุบราคาลงมานั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
ฉะนั้นการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้น VinFast ท่ามกลางอัตรา Free Float ที่ต่ำนั้นไร้ความหมาย เพราะท้ายที่สุดราคาหุ้นดังกล่าวก็จะปรับตัวลงมาเพื่อสะท้อนความเป็นจริง และอาจปรับลงมาได้ถึง 80% ของราคา IPO
นอกจากนี้บริษัทยังใช้วิธีการเข้าสู่ตลาดแบบ SPAC (Special Purpose Acquisitions Company) คือบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อระดมเงินทุนไปซื้อบริษัทอื่น จะบอกว่า SPAC เป็นเพียงบริษัท “เปลือก” ก็ได้ เพราะภายในบริษัทนั้นไม่ได้การทำกิจการอะไรเหมือนบริษัททั่วไป ไม่ได้ขายสินค้า ขายบริการ ขายอะไรทั้งสิ้น สินทรัพย์เพียงอย่างเดียวของ SPAC ก็คือเงินระดมทุนที่ได้จากการ IPO ตัวมันเองเท่านั้น
ซึ่งบทวิเคราะห์ “VinFast’s 400% Surge Is an Anomaly for Beaten-Down SPAC Industry” ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นวิสฟาสต์หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่วันแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดด้วยวิธี SPAC เป็นเหตุการณ์ที่ “ผิดปกติ” เพราะหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐด้วยวิธีดังกล่าวล้วนปรับตัวลดเฉลี่ย 41% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา การจดทะเบียนในตลาดด้วยวิธีดังกล่าวกลายเป็นเทรนด์การลงทุนที่แพร่หลาย โดยมากกว่า 15 บริษัทสุดท้ายต้องประกาศล้มละลายในขณะที่ 160 จาก 400 บริษัท ซื้อขายต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ ซึ่งลดลงมากกว่า 80% จากราคาที่เข้าจดทะเบียนในครั้งแรก
ดังนั้นบริษัทที่ขาดทุนกว่า 2 แสนล้าน ไม่เคยสัมผัสคำว่ากำไร มีรัฐบาลคอยหนุน และเหลือกระแสเงินสดเพียง 159 ล้านบาทก่อนเข้าตลาด สินค้าก็ขายไม่ออก คุณภาพต่ำ ก็ไม่ใช่หุ้นที่ควรเข้าไปเสี่ยง เพราะวันอีกไม่นานหุ้นตัวนี้จะทิ้งดิ่งรุนแรงในที่สุด
