หากกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธ์ุที่ถือครองความมั่งคั่งร่ำรวยเอาไว้ในมือมากที่สุด และติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยระดับหัวแถวของโลกแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเป็น “ชาวยิว” และ 78% ของมหาเศรษฐีโลกนั้นยังเป็น “คนยิว” ด้วยอุปนิสัยที่มีพื้นฐานความชอบในเรื่องของตัวเลข ที่เป็นฐานความคิดที่ต่อยอดไปสู่ความมั่งคั่ง และถูกปลูกฝังอยู่ในสมองของคนยิว แม้กระทั่งในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งการทักทายกันก็จะไม่ทักว่า “วันนี้อากาศเย็นจัง” แต่จะพูดเป็นตัวเลขไปเลยว่า “วันนี้อุณหภูมิของสภาพอากาศอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส”
บุคคลเชื้อสายยิวที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงระดับโลก ที่เอ่ยชื่อขึ้นมาก็รู้จักเป็นอย่างดี เช่น สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ที่ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone ขึ้นมาเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมี บิลล์ เกตส์ เจ้าของบริษัท Microsoft รวมไปถึง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ประธานบริษัท Meta ผู้ก่อตั้งโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Facebook ก็ล้วนแล้วแต่เป็นชาวยิวที่นอกจากจะร่ำรวยแล้วยังเป็นผู้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้ไปตลอดกาลอีกด้วย
แต่คำว่า “ยิว” หรือ “Jew” นั้น เป็นคำที่อาจจะไม่รื่นหูนักสำหรับชาวเยอรมัน เพราะทั้งคู่เคยมีกรณีพิพาทกันในเรื่องธุรกิจมาก่อน จนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยพรรคนาซีเยอรมันที่มี “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เป็นผู้นำในช่วงปี 1933 – 1945 ที่ปรากฎอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์โลก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเรานั้นชอบชื่นชมคนที่รวยกว่า ต่อให้ปากจะบอกว่าไม่ได้ชอบ แต่พฤติกรรมที่เราทำนั้นมันส่อไปในทิศทางดังกล่าวแบบไม่รู้ตัว เห็นได้จาก การที่มีผู้ติดตามบน Instagram ที่คนรวยเหล่านี้ต่างออกมาโชว์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หรูหรา แต่ละรูปที่โพสต์ลงไปต้องสวยงาม และสื่อให้เห็นถึงความมีระดับทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพคู่กับสินค้าแบรนด์เนม หรือทริปท่องเที่ยวสุดหรู ตลอดจนอาหารมื้อพิเศษที่ราคาแพงระยับมากพอกับค่าใช้จ่ายตลอดทั้งเดือนของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย
พอรูปสวยๆ อัพเดตขึ้นบนฟีดของ Instagram ผู้คนต่างไม่ลังเลที่จะกดเข้าไปสำรวจชีวิตดีๆ ของคนอื่น แล้วกดหัวใจสีแดงให้ไป 1 ดวงเพื่อชีวิต
จะเห็นได้ว่าการเป็นคนร่ำรวยนั้น ย่อมได้รับสิทธิพิเศษ และมีคนนับหน้าถือตาในสังคมอยู่ไม่น้อย
แล้วทำไมความรวยแบบยิวถึงทำให้เยอรมันไม่พอใจ?
ต้องกล่าวอย่างไม่เอนเอียงและปราศจากอคติต่อคนยิวว่า ชาติพันธุ์นี้เหมือนพระเจ้าประทานสติปัญญา ความฉลาด และการเอาตัวรอดเก่งติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะความสามารถในการทำธุรกิจ และทักษะด้านการเงินซึ่งมีมากกว่าเชื้อชาติอื่น
แต่คนยิวก็คือมนุษย์เหมือนกับทุกเชื้อชาติบนโลก ที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ส่วนใหญ่คนไม่ดีมักจะเสียงดังกว่า และทำอะไรแล้วโลกรับรู้เห็นชัดกว่า
ความร่ำรวยของยิว มักเกิดจากการทำธุรกิจที่ตามหลักศาสนาอื่นๆ ในอดีตไม่สามารถทำได้ เช่น การค้าเงินตรา การเก็บดอกเบี้ย เพราะในอดีตการที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์ จะทำธุรกิจการเงินอย่างธนาคาร เพื่อกินดอกเบี้ยนั้นนับว่าผิดหลักศาสนา แต่สำหรับศาสนาที่ชาวยิวนับถือคือ ศาสนายูดาห์ ไม่ได้มีข้อห้ามนี้
ฉะนั้นธุรกิจที่เกี่ยวของกับการเงิน ธนาคาร จึงอยู่ในมือชาวยิว เมื่อมีอำนาจเงินมากขึ้น การทำธุรกิจแบบกินรวบ ผูกขาด ก็จำหน่ายสินค้าตัดราคาคู่แข่ง จนรายเก่าอยู่ไม่ได้
เมื่อถึงเวลาบริษัทอื่นจะเจ๊ง ก็ไปเทคโอเวอร์มาในราคาถูก จากนั้นพอครองตลาดได้ ก็ขึ้นราคาสินค้าให้สูงลิ่ว แถมไม่ได้ทำกับธุรกิจประเภทเดียว แต่มีการรวมตัวกันเพื่อเข้าซื้อกิจการทีละกิจการ จนกลายเป็นธุรกิจของคนยิวนั่นเอง
นอกจากนั้นชาวยิวนั้นมีความสามารถพิเศษทางด้านการค้าเพชร พลอย และอัญมณีต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องประดับมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของโลก ทำให้ยิวนั้นมีความมั่งคั่งสูงมาก
ชาวยิวเลือกที่จะส่งต่อความมั่งคั่งให้กับทายาทรุ่นต่อๆ ไปด้วยการเข้าถือครองธุรกิจรองเท้าในเยอรมนี โดยการให้เงินทุนลูกหลานไปเปิดโรงงานผลิตรองเท้า แล้วให้ขายสินค้าในราคาถูก เพื่อตัดราคาแบรนด์รองเท้าคู่แข่งอื่นๆ ในประเทศ โดยใช้เงินกำไรจากการค้าเพชรมาเป็นต้นทุนในการตัดราคาอยู่หลายปี
พอประชาชนเห็นสินค้าคุณภาพไม่ต่างกันมาก แต่มีแบรนด์หนึ่งราคาถูกกว่ามาก คนก็แห่กันไปซื้อแบรนด์ของชาวยิวที่ราคาถูกกว่าจากแทน
และเมือกิจการเติบโตก็จะใช้วิธีการเข้าไปช้อนซื้อบริษัทรองเท้าคู่แข่งที่สู้ธุรกิจไม่ไหวในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง แล้วนำมาปรับปรุงกิจการใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนแบรนด์รองเท้าทุกแบรนด์ตกเป็นของชาวยิว พวกเขาก็จะขึ้นราคาขึ้นมา เพื่อชดเชยรายได้ที่เสียไปในการจำหน่ายสินค้าต่ำกว่าคู่แข่งในตอนแรก
แล้วพอธุรกิจรองเท้าอิ่มตัว กลุ่มทุนชาวยิวผู้มั่งคั่งก็จะรวมตัวกัน เพื่อขยายกิจการไปเข้าซื้อธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไปอีก อย่างเช่น ธุรกิจเสื้อผ้า ธุรกิจเครื่องหนัง ธุรกิจเครื่องประดับ ด้วยวิธีการแบบเดิมไปเรื่อยๆ จนชาวยิวนั้นกลายเป็นเจ้าของกิจการทุกอย่างภายในเยอรมนี ทำให้สินค้าในเยอรมันราคาสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวยิวจึงยิ่งร่ำรวยเอามากๆ แต่คนในท้องถิ่นจะไม่ค่อยชอบเศรษฐีชาวยิว ที่ทำธุรกิจแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กแบบนี้สักเท่าไหร่
แต่ในอีกด้าน ความฉลาดของคนยิว สิ่งทำให้ปัจจุบันชาวยิวในอิสราเอลทำธุรกิจจนพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ขึ้นสู่ระดับโลกได้หลายอย่างโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และการทหาร แม้แต่ Google Map ที่เราใช้ปัจจุบันก็มีต้นกำเนิดมาจาก Startup ของทหารเกณฑ์ในกองทัพอิสราเอล อย่าง Waze
ปัจจุบันบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐฯ ที่เปรียบเสมือนแหล่งรวมตัวของธุรกิจเทคโนโลยีนั้น มีบริษัทจากอิสราเอล จดทะเบียนซื้อขายอยู่ 94 ราย ซึ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและจีนอีกด้วย
ฉะนั้นยิวเองก็เป็นผู้เปลี่ยนแปลงนวัตกรรมโลก ที่ทำให้คนสะดวกสบายขึ้น และเป็นชาติที่ดิ้นรนท่ามกลางภัยสงครามรอบตัวที่ยังสามารถยืนหยัดได้ เพราะเขาจำเป็นต้องเอาตัวรอดให้ได้
