การแข่งขันทำธุรกิจในยุคนี้ใครที่สามารถเอาตัวให้รอดผ่านพ้นไปได้แบบไม่เจ็บตัวและมีกำไรถือว่าเก่งมากแล้ว ท่ามกลางกำลังซื้อของลูกค้าที่หดตัวลง หนี้ครัวเรือนสูง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจนเกินกว่ารายได้ ทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศเป็นได้ค่อนข้างยาก
แม้แต่ประเทศจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกและขึ้นชื่อว่ามีความสามารถในการทำมาค้าขายเก่งที่สุดประเทศหนึ่ง ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว และภาวะเงินฝืดจากการที่ชาวจีนใช้จ่ายเงินต่ำจนเศรษฐกิจแทบไม่ขยับ กระทบต่อรายได้และผลกำไรของบรรดาผู้ประกอบการ ห้างร้านต่างๆ ที่ลดลงจนหลายรายไม่สามารถพยุงธุรกิจต่อไปได้
จะเห็นว่ากลุ่มทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ต่างโยกย้ายเงินหรือธุรกิจไปลงทุนในต่างประเทศแทน ซึ่งถ้าโฟกัสในประเทศไทยจะพบว่า ธุรกิจที่คนจีนแห่แหนมาลงทุนมากที่สุดคือ ร้านอาหาร จนมีช่วงหนึ่งที่เดินไปทางไหนในกรุงเทพฯ หรือตามเมืองใหญ่จะพบแต่ร้านหม้อไฟหมาล่า หรือร้านอาหารจีนที่เขียนด้วยตัวอักษรและคำภาษาไทยแปลกๆ ที่คนไทยไม่ใช้กันอยู่เต็มถนนหลายสาย โดยเฉพาะย่านห้วยขวางที่กลายเป็นฐานที่มั่นใหม่ของธุรกิจคนจีน
ภาพสะท้อนการเปิดร้านอาหารของคนจีนในต่างแดนทำให้มองเห็นภูมิทัศน์การแข่งขันของตลาดในประเทศจีนได้พอสมควร ประกอบกับรายงานของ Qichacha ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกิจในจีนระบุว่า ในปี 2024 มีธุรกิจร้านอาหารในประเทศจีนเลิกกิจการมากถึง 3 ล้านแห่ง สูงขึ้นกว่า 2023 ที่ปิดกิจการไป 1.4 ล้านแห่ง และในปี 2020 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 รุนแรงที่ 3 แสนแห่ง
นอกจากปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และการใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านของคนจีนที่ลดลงเนื่องจากต้องมีเบรคการใช้จ่ายแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงของธุรกิจร้านอาหารจนเปรียบได้ดั่งสงครามราคมที่ห่ำหันผู้ประกอบการด้วยกันเอง การแข่งขันด้านราคาและการเปลี่ยนเมนูตลอดเวลาเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีพฤติกรรมเบื่อง่าย ทําให้สถานประกอบการหลายแห่งต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ราคาอาหารและเครื่องดื่มถูกขายแข่งตัดราคากันเอง จนหลายร้านต้องยอมขายของขาดทุนเพื่อหวังดึงลูกค้าให้เข้ามาที่ร้าน เน้นปริมาณจำนวนลูกค้าให้มากแทนเรื่องของการรักษาคุณภาพ ทำให้จำเป็นต้องมีการตัดต้นทุนสินค้าลงจนมีผลต่อเรื่องของคุณภาพอาหาร รสชาติ หรือแม้แต่การบริการ บางแห่งถูกบังคับให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายเป็นประมาณ 70 – 80 หยวน หรือ 326 – 374 บาทต่อลูกค้า 1 ราย
เช่น เมนูที่กำลังเป็นที่นิยมในจีนตอนนี้คือ กาแฟ 1 แก้วในราคา 9.9 หยวน หรือ 46 บาท และชุดอาหารสําหรับ 4 คนในราคา 99 หยวน หรือ 463 บาท ซึ่งหารเฉลี่ยต่อหัวแล้วตกคนละ 115 บาท ซึ่งนับว่าถูกมากสำหรับร้านอาหารในประเทศจีนและแทบจะไม่ครอบคลุมต้นทุนของร้านเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งถ้าเปิดร้านในห้างสรรพสินค้าค่าเช่าที่ก็แพงมากเสียจนร้านอาหารจำนวนไม่น้อยอยู่ไม่ได้ ยิ่งห้างฯ ที่คนเดินไม่เยอะคนแทบจะร้างผู้คน ซึ่งต้องอยู่ใกล้ Olympic Park ในกรุงปักกิ่ง มีค่าเช่าล็อกพื้นที่เล็กๆ สูง 50,000 หยวนต่อเดือน หรือ 2.33 แสนบาทแถมห้างฯ ยังมีจํานวนคนเดินต่ำมากๆ จนแทบจะไม่สามารถขายของได้
Zhu Danpeng นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหารในจีนให้ข้อมูลว่า อายุของกิจการร้านอาหารในจีนโดยเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 500 วัน ส่วนในกรุงปักกิ่งก็อยู่ได้ไม่ถึง 1 ปี ส่วนกําไรสุทธิของร้านอาหารก็ลดลง 88% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2024
ขณะที่ในเมืองใหญ่อื่นๆ ทั้งเซี่ยงไฮ้ กวางเจา เซินเจิ้น มีอัตราการปิดตัวของร้านอาหารสูงถึง 10%
เรื่องนี้รัฐบาลจีนก็มีความกังวล เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่าง SMEs ซึ่งในการประชุมสภานิติบัญญัติในเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่จีนให้คํามั่นว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม และการขาดตัดราคากันมากเกินไป แต่สำหรับธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในกิจการที่มองเห็ตปัญหาด้านสงครามราคาได้ชัดเจนที่สุด แต่กลับแก้ไขปัญหาได้ยากที่สุดเช่นกัน
ร้านอาหารหลายแห่งเลิกกิจการในปี 2024 ทําให้การเติบโตของรายได้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของจีนชะลอตัวลงเหลือเพียง 5.3% จากตัว 20.4% ในปี 2023 สอดคล้องกับผู้อยู่รอดในธุรกิจก็ลด และอัตรากําไรลงอย่างมากเช่นกัน
ผู้ประกอบการร้านอาหารในจีนมองภาพเห็นภาพของความเป็นไปในธุรกิจนับตั้งแต่หลังจากที่จีนยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาดในปี 2023 ว่ามีผู้หลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมร้านอาหารเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการเลิกจ้างจํานวนมากในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา การเงิน และเทคโนโลยี
ผลที่ตามมาคือการแข่งขันที่สูงเกินไปจนเกิดการแย่งลูกค้ากันเอง และมีการเล่นสงครามราคาแบบรุนแรงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่เท่าเดิม อีกทั้งยังต้องงัดกลยุทธ์ขายต่ำกว่าทุน ขายขาดทุน และลดคุณภาพของอาหารและบริการลงเพื่อลดต้นทุนเพียง 10 หยวน ทำให้สุดท้ายผลกระทบก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
Source : Reuters
