การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ แบรนด์ไหนจะรุ่งหรือร่วงส่วนใหญ่แล้วก็วัดกันที่ตรงนี้แหละ ครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยได้ยินประโยคว่า ถ้าแบรนด์คุณสินค้าดี แต่ไม่วางกลยุทธ์ให้ดี ยังไงก็ไปไม่รอด การจะพาธุรกิจไปถึงฝั่งฝัน ฝ่าฟันความท้าทายไปได้จำต้องใช้องค์ประกอบหลายอย่าง และกลยุทธ์จะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางไป
ในครั้งนี้ทีม Reporter Journey ได้มีโอกาสไปฟังแบรนด์ไทยแบรนด์หนึ่งเผยกลยุทธ์ที่พาแบรนด์ตัวเองเติบโตในระดับพันล้าน และเป็นที่รู้จักของโลกไม่ใช่แค่ในประเทศ แบรนด์นั้นคือ HER HYNESS แบรนด์คลีนบิวตี้สัญชาติไทย
หัวใจสำคัญในการถอดกลยุทธ์ของแบรนด์อื่นที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาคือ เราไม่อาจทำตามกลยุทธ์นั้นได้เป๊ะ ๆ แต่เป็นการปรับกลยุทธ์นั้น ๆ ให้เหมาะกับบริบทของแบรนด์เรา หยิบจับหรือเลือกเอาแนวคิดบางอย่างจากกลยุทธ์นั้น ๆ ของแบรนด์ (และคน) ที่ประสบความสำเร็จมาใช้ และต่อไปนี้คือกลยุทธ์ที่คณะผู้บริหารของ HER HYNESS แบ่งปันมา
กลยุทธ์ที่ 1 ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยการวาง Brand Position ที่เอื้อต่อการเติบโตในยะยาวและในระดับโลก
ผู้ก่อตั้งแบรนด์ HER HYNESS มีประสบการณ์การทำงานในอุตสาหกรรมความงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก่อนที่จะออกมาก่อตั้งแบรนด์ของตัวเอง ทำให้ผู้บริหารมองเห็นเทรนด์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริหารเลือกที่จะวาง Position ของแบรนด์ที่สอดรับกระแสของอนาคตไว้ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง เป็นการ Think Ahead ด้วยข้อมูลและประสบการณ์ที่ตนมี
เช่นนั้นหากเราจะนำแนวคิดนี้มาใช้บ้าง เราอาจต้องรู้ว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า อะไรคือเทรนด์โลก ? ธุรกิจของเราจะสอดรับไปกับกระแสของโลกในอนาคตได้อย่างไร ซึ่งข้อมูลตรงนี้ผู้เขียนพบว่ามีรายงานฉบับหนึ่งที่นำเสนอได้ออกมาน่าสนใจได้แก่ “เจาะเทรนด์โลก 2025 (TREND 2025) รวบรวมบทวิเคราะห์เจาะลึก เกาะติดทุกแนวโน้มและความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นในภาคธุรกิจสร้างสรรค์” โดย TCDC และรายงาน “FUTURE TRENDS AHEAD 2025” โดย Future Trends รายงานทั้ง 2 เล่มจะสามารถช่วยให้เรามองภาพอนาคตได้ไม่มากก็น้อย
กลยุทธ์ที่ 2 ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วย “วิชาทำเกิน” ทุ่มเกินมาตรฐานเพื่อให้ได้ของที่ดีจริง
ผู้บริหารของ HER HYNESS เล่าให้ฟังกว่ากว่าผลิตภัณฑ์แต่ละตัวจะออกสู่ตลาดต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาขั้นต่ำ 12 เดือน และมีการทดสอบกว่า 40-50 สูตร ก่อนจะสรุปออกเป็นสูตรจำหน่ายจริงทุกชิ้น และยังต้องนำไปผ่านการทดสอบจากแล็บทั้งในไทยและต่างประเทศ
เรื่องนี้สะท้อนถึงความจริงจังที่แบรนด์ ๆ หนึ่งพยายามอย่างสุดความสามารถกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ตัวเอง ผู้เขียนเคยอ่านโพสต์ของหนุ่มเมืองจันท์ที่เล่าให้ฟังว่า แบรนด์หลาย ๆ แบรนด์จะรู้ละเอียดมากเกี่ยวกับแบรนด์คู่แข่ง รู้ว่าแบรนด์คู่แข่งทำการตลาดอย่างไร รู้ว่าผลิตภัณฑ์หรือชิ้นงานที่แบรนด์คู่แข่งทำออกมาดีแค่ไหน คือรู้ละเอียดมากพอเป็นแบรดน์คนอื่น แต่พอถามถึงแบรนด์ตัวเองว่าอะไรคือจุดแข็งกลับอ้ำอึ้ง
ผู้เขียนยกกรณีนี้มาเพราะรู้สึกว่าการทุ่มเทให้กับสินค้าตัวเอง ทุ่มเทให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างจริง ก่อนไปสนใจแบรนด์คู่แข่งในท้องตลาดเป็นหัวใจสำคัญที่เรียบง่าย แต่ทำยากและบางทีเราอาจเผลอที่จะลืมใส่ใจสินค้าของเราอย่างเต็มที่เพราะคิดว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว
กลยุทธ์ที่ 3 ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยการสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ
กลยุทธ์ข้อนี้อธิบายได้อย่างเรียบง่ายว่า “ลูกค้าอยู่ตรงไหน เราต้องอยู่ตรงนั้น” คือการวางขายสินค้าในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มี ไม่ว่าจะแอปพลิเคชันอะไรก็ตาม ไปจนถึงพื้นที่ออฟไลน์อย่าง store ต่าง ๆ
ผู้เขียนมองว่าการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับแบรนด์เรา ๆ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันทีในยุคสมัยที่ผู้คนเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ เข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยเริ่มจากค้ดว่าลูกค้าเราคือใคร ? เขาอยู่ที่แพลตฟอร์มไหน ? เมื่อได้คำตอบเราก็ต้องนำสินค้าของเราไปอยู่ในแพลตฟอร์มนั้น ๆ ให้ลูกค้าเห็น เช่น Reporter Journey โพสต์ทั้งบทความ คลิปวิดีโอสั้น-ยาว ในทุก ๆ แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น TikTok, Facebook, YouTube, Website และ Blockdit ไม่ว่าผู้ชม-ผู้อ่านจะอยู่ตรงไหน จะต้องเจอเราที่นั่น
กลยุทธ์ที่ 4 ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยลูกค้าตัวจริง
ผู้บริหารของ HER HYNESS เล่าให้ฟังว่าช่าช่วงแรก ๆ ของการทำแบรนด์ใช้งบประมาณไปกับการ Pr น้อยมาก เนื่องจากต้องการให้สินค้าเป็นที่รู้จักของผู้ใช้งานผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก (word of mouth) เป็นการบอกต่อ ๆ ของผู้ใช้งานจริง ซึ่งการจะก่อให้เกิดการบอกต่อได้แปลว่าสินค้าต้องมีคุณภาพจริง ๆ เสียก่อน
เรื่องนี้เองก็สะท้อนได้ว่าการตลาดในยุคสมัยนี้การใช้ Stars ดาราดังในการโฆษณาสินค้า-บริการของเรา อาจไม่เกิดประโยชน์เมื่อเทียบเท่ากับสิ่งที่กลุ่มลูกค้าของเราแนะนำต่อ บอกต่อ ซึ่งนั้นทำให้กลุ่มผู้นำทางความคิดในระดับที่เล็กมาก ๆ เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในยุคปัจจุบัน
กลยุทธ์ที่ 5 ขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยทีมงานที่มี Global Mindset
คณะผู้บริหารของ HER HYNESS ประกอบไปด้วย คุณกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ เคยทำงานในอุตสาหกรรมแบรนด์ความงาม เช่น L’Oréal และ Estée Lauder, คุณเจฟ เลิศธนไพบูลย์ กับประสบการณ์ในสายการเงินที่ Goldman Sachs, และคุณปิยะภาพ เลิศธนไพบูลย์ กับประสบการณ์จากสถาบันการเงินที่ Merrill Lynch, Citi และ Robert Baird
ประสบการณ์ของผู้บริหารที่เคยได้ร่วมงานกับองค์กรระดับโลกเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่ทำให้องค์กรสามารถหยิบจับหรือนำแนวคิดบางประการจากองค์กรระดับโลกมาใช้ในองค์กรของตน แต่รู้หรือไม่ ว่าแนวคิดขององค์กรระดับโลกต่างถูกตีพิมพ์ในหนังสืออย่างแพร่หลาย เช่น หนังสือ ‘No Rules Rules’ ที่เขียนโดย Reed Hastings ผู้ก่อตั้ง Netflix, หรือถ้าเอาบริบทไทยหน่อยก็หนังสือซีรีส์ ‘ฟาสต์ฟู๊ดธุรกิจ’ ที่เขียนโดยหนุ่มเมืองจันท์ ซีรีส์หนังสือที่จะตีแผ่แนวคิดของผู้บริหารชั้นนำจากองค์กรต่าง ๆ ในไทย
การอ่านและสำรวจแนวคิดขององค์กรระดับโลกจะเป็นการเปิดโลกของเราและองค์กร และทำให้รู้ว่าตัวเรานั้นยังมีอีกหลายเรื่องให้เรียนรู้ เช่นเดียวกับองค์กรของเราแบรนด์ของเรา อะไรที่ว่าเรารู้ เราเก่ง แท้จริงแล้วจะมีคนที่เก่งและรู้ดีกว่าเราเสมอ และไม่ผิดที่เราจะหยิบนำกลยุทธ์-แนวคิดอะไรบางประการขององค์กรระดับโลกมาใช้
แต่หัวใจสำคัญของการนำมาใช้ คือ ‘ไม่ใช่การเอามาใช้เลย’ แต่เป็นการ ‘ปรับใช้’ เหมือนที่ผู้บริหารของ HER HYNESS เล่าให้ฟังว่าผู้บริหารทุกคนต่างนำความรู้และประสบการณ์จากองค์กรระดับโลก มาพัฒนาองค์กรผ่านการ “ปรับใช้ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย”
ทั้ง 5 กลยุทธ์นี้คือกลยุทธ์ที่ผู้บริหาร HER HYNESS นำมาแบ่งปันกับทีม Reporter Journey และผู้เขียนก็นำมาเล่าต่อผ่านมุมมองของผู้เขียนอีกที ข้อเท็จจริงที่ว่า การเป็นแบรนด์ไทยที่เติบโตท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนไม่อาจมองข้ามที่จะไม่นำเอากลยุทธ์ของแบรนด์มาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้อ่านกัน
ถ้าคุณผู้อ่านที่กำลังประกอบธุรกิจหรือมีแบรนด์เป็นของตัวเอง คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่จะนำเอาแนวคิดบางอย่างมาปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตัวเอง โพสต์หน้า Reporter Journey จะไปสืบกลยุทธ์จากแบรนด์ไหนมาแบ่งปันกันอีก โปรดติดตาม



