ระบบสาธารณสุขไทยนับวันจะยิ่งก้าวสู่หุบเหวแห่งหายนะ

แม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกว่า โรงพยาบาลไทยเข้าถึงง่าย การพบแพทย์ พบหมอในไทยก็ง่ายแสนงาน แค่เป็นหวัดเล็กน้อย หรือโดนมีดบาดก็สามารถพบแพยท์เพื่อรับการรักษาได้แล้ว

ยิ่งใครที่มีสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือเรียกันติดปากว่า “บัตรทอง” ต่อให้เจ็บป่วยระดับต้องผ่าตัดใหญ่หรือต้องรับยาพิเศษราคาแพงเฉพาะโรคจากต่างประเทศ ก็จ่ายค่ารักษาเพียงไม่กี่สิบบาทเท่านั้น ทำให้ใครๆ ก็อยากพาตัวเองไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรับศึกหนัก คนไข้ล้นโรงพยาบาล การบริการคอขวดเกิดความล่าช้า และทำให้กระบวนการรักษาไม่สามารรทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ผลกระทบจากการแบกภาระของโรงพยาบาลทำให้รายงานสถานการณ์ทางการเงินของหน่วยบริการสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2568 ไตรมาส 1 พบว่าหน่วยบริการทางการแพทย์ที่มีจำนวนเงินบำรุงติดลบ หรือขาดสภาพคล่องทางการเงินรวมกันแล้วถึง -4,219.4 ล้านบาท โดย 10 อันดับโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องมากที่สุดได้แก่

  • 1. โรงพยาบาลขอนแก่น -848,328,317.0 ล้านบาท
  • 2. โรงพยาบาลชัยภูมิ -180,024,306.3 ล้านบาท
  • 3. โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา -147,453,749.6 ล้านบาท
  • 4. โรงพยาบาลระนอง -123,493,287.8 ล้านบาท
  • 5. โรงพยาบาลฝาง(เชียงใหม่) -117,774,594.2 ล้านบาท
  • 6. โรงพยาบาลบ้านหมี่(ลพบุรี) -113,841,638.1 ล้านบาท
  • 7. โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ -108,082,119.0 ล้านบาท
  • 8. โรงพยาบาลสันป่าตอง(เชียงใหม่) -102,923,000.8 ล้านบาท
  • 9. โรงพยาบาลพระพุทธบาท(สระบุรี) -102,122,566.4 ล้านบาท
  • 10. โรงพยาบาลปากช่องนานา(นครราชสีมา) -73,824,420.9 ล้านบาท

(ที่มา : https://spd.moph.go.th/…/3.3-6803_Financial-Report_V4.pdf)

ปัญหาโรงพยาบาลของรัฐขาดสภาพคล่องด้านการเงิน หรือพูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ การขาดทุน เพราะรายจ่ายมากกว่ารายรับ เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐต้องให้การรักษาผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาทั้ง 3 สิทธิ์ คือ ข้าราชการ บัตรทอง และประกันสังคม ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 75% เป็นสิทธิบัตรทอง

ซึ่งสิทธิบัตรทองนั้นมีหลักการการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบงบประมาณปลายปิด คือ มีการคำนวณมาแล้วว่าเป็นงบประมาณรายหัวสำหรับผู้ป่วยนอกเท่าไหร่ ผู้ป่วยในเท่าไหร่ และมีการกำหนดแนวทางจ่ายไว้อย่างชัดเจน เช่น การจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยนอกก็คำกำหนดไว้เลยว่า โรงพยาบาลระดับไหนได้ค่าชดเชยค่ารักษาเป็นยอดเงินเท่าไหร่ต่อการให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอก 1 ครั้ง หรือไม่ก็จ่ายตาม fee schedule ส่วนผู้ป่วยในก็มีการกำหนดไว้เป็นการจ่ายตามกลุ่มโรค DRG และ RW โดยไม่ได้นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาคิดในการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาล

นอกจากนี้ยังมีการออกแนวทางการจ่ายค่าชดเชย โดยมีกติกา รายละเอียดมากมาย เพื่อยอดค่าชดเชยให้สถานพยาบาลต่ำลงไปอีก เช่น การส่งเบิกล่าช้า การส่งข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้องตามกติกาที่ สปสช. กำหนดไว้

จากข้อมูลล่าสุดที่ทาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรรงบประมาณ 1,514 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำหรับค่าบริการผู้ป่วยในช่วง 1-15 สิงหาคม 2567 พบว่า มีโรงพยาบาลที่ไม่ได้รับเงินผู้ป่วยใน หรือ IP UC รอบที่ 1 เนื่องจากถูกหักเงินเดือนบุคลากร ทำให้ไม่สามารถจัดสรรเงินให้โรงพบาบาลนั้นๆ ได้ รวมแล้วมีถึง 403 แห่ง จากโรงพยาบาลกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ และมี 91 รพ.ที่มีความเสี่ยงสูงจะขาดสภาพคล่องทางการเงินขั้นวิกฤตในเร็วๆ นี้

ปัญหาการหักเงินเดือนบุคลากรจากงบหลักประกันสุขภาพฯ หรืองบเหมาจ่ายรายหัว เป็นปัญหาที่สะสมมานาน เนื่องจากเดิมทีตั้งแต่มีกองทุนฯ มองว่า การรวมเงินเดือนไว้แล้วไปหักออกจากงบรายหัวที่จัดสรรให้โรงพยาบาล เพื่อหวังผลให้มีการกระจายบุคลากรไปยังพื้นที่ห่างไกล แต่ที่ผ่านมาชัดเจนว่า ไม่ได้มีผลต่อการกระจายบุคลากรแล้ว ยังมีผลกระทบต่อ รพ.ในการจัดบริการประชาชนมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) ที่มีขนาดเท่ากันและมีบุคลากรเท่ากัน และประชากรรายหัวมีจำนวนน้อย ทำให้สปสช.จ่ายตามรายหัวน้อยตามไปด้วย ขณะที่ต้องหักเงินเดือนออก ทำไปทำมาโรงพยาบาลนั้นๆ ได้รับงบบัตรทองน้อย หลายแห่งไม่ได้ ชัดเจนว่า 403 โรงพยาบาลไม่ได้รับงบผู้ป่วยในจาก สปสช.เลย