ผ่านมาแล้วเกือบจะครึ่งปีตอนนี้ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมของแรงงานไทย โพสต์นี้คงไม่พาไปวิเคราะห์ว่าเพราะเหตุใดคนไทยยังได้ค่าแรงไม่ถึงที่หาเสียงไว้ซักที แต่โพสต์นี้จะพาสำรวจกลุ่มแรงงานไทยที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ว่าเขามีสภาพการเป็นอย่างไร มีชีวิตเป็นอย่างไร ?
.
ผลสำรวจสภาพแรงงานนี้เกิดจากการสำรวจโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจแรงงานไทยกว่า 1,250 ชีวิตทั่วประเทศไทย เมื่อช่วงวันที่ 19-25 เมษายน 2568 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ผู้เขียนมองว่าจะสะท้อนภาพของแรงงานไทยได้ดี เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดี มีลักษณะสำคัญใกล้เคียงและเหมือนกับกลุ่มประชากรที่เป็นคนไทยทั้งประเทศ ผนวกกับการเป็นสถาบันใหญ่ที่ดำเนินการสำรวจคุณภาพชีวิตและตัวเลขทางเศรษฐกิจมานับครั้งไม่ถ้วน
.
ปัจจุบัน จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าแรงงานกว่า 30.2% อยู่นอกระบบประกันสังคม ทำงานในภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ (32.5%) และ 1 ใน 4 ของคนกลุ่มนี้ได้รับเงินค่าแรงเป็นรายวัน/รายสัปดาห์/รายชิ้นงาน นั่นแปลว่าคนกลุ่มนี้ขาหนึ่งยืนอยู่บนความเสี่ยง ถ้าหยุดงานรายได้ก็จะหาย หรือถ้าเจ็บป่วยก็จะไม่มีประกันสังคมรองรับ
.
ผลสำรวจยังฉายภาพให้เห็นว่าคนกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท เขามีชีวิตการทำงานอะไร และทำที่ไหน
.
-24.9% ทำงานเป็นพนักงานปฏิบัติการ
-24% ทำงานในร้านอาหาร ทำงานแรงงานในภารบริการ
-23.8% ทำงานในโรงงาน
-12.6% ทำงานก่อสร้าง
.
แค่พี่ ๆ 4 กลุ่มนี้ก็รวม ๆ แล้ว 85.3% ที่เหลือคือกลุ่มแรงงานที่ทำอาชีพแรงงานฝีมือ แรงงานปฏิบัติงาน และอื่น ๆ และแรงงานส่วนใหญ่ (41.1%) ทำงานในโรงงานและไซต์งาน เมื่อมองลึกลงไปกว่านี้ที่กระเป๋าสตางค์ของแรงงานไทยกลุ่มนี้จะพบข้อเท็จจริงที่ทำให้เรารู้ว่าคนกลุ่มนี้พยายามและอดทนแค่ไหนในการทำงานแต่ละวัน เพื่อที่จะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า
.
ครัวเรือนของแรงงานไทยกลุ่มนี้ กว่า 40.9% (ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่) ‘มีรายจ่ายเฉลี่ยมากกว่า’ และ ‘พอๆกับ’ เงินเดือนที่ตัวเองได้รับ โดยมีรายจ่ายเฉลี่ย 15,001-30,000 บาทต่อเดือน และกว่า 24.6% มีรายจ่ายเฉลี่ย 30,001-60,000 บาทต่อเดือน ต่อให้สามี-ภรรยา นำรายได้มารวมกันก็ไม่เกิน 30,000 บาท (ครัวเรือน) แต่กลับมีรายจ่ายพอดีกับที่หาได้ หนักไปกว่านั้นบางกลุ่มถึงขั้นมีรายจ่ายเกินตัวของครอบครัวตัวเองไปเท่าตัวเลยเสียด้วยซ้ำ
.
เรื่องนี้อาจทำให้การออมเงินของคนกลุ่มนี้เจอความท้าทายและเป็นไปด้วยความยากลำบาก
.
ความน่าสะพรึงที่ข้อมูลฉายให้เห็นคือ เมื่อปี 2567 การมีรายจ่ายเฉลี่ยที่พอ ๆ กับที่คนสองคน สามี-ภรรยา หามาได้ ยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของข้อมูลด้วยซ้ำ
.
ปี 2567 ครัวเรือนที่มีรายจ่าย 5,001-30,000 บาทต่อเดือน มีเพียง 20.8%
ปี 2568 ครัวเรือนที่มีรายจ่าย 5,001-30,000 บาทต่อเดือน ปรับตัวขึ้นเป็น 40.9%
.
เรื่องนี้อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะพฤติกรรมคนไทยที่เปลี่ยนไป ก็เพราะข้าวของและต้นทุนในการดำรงชีวิตของคนไทยนี่แหละที่ปรับสูงขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนกระทบเงินในกระเป๋าของครัวเรือนแรงงานกลุ่มนี้
.
ซึ่งก็มีข้อมูลบางประการที่พิสูจน์จากสมมติฐานข้างต้นเช่นกัน
.
เพราะในปี 2568 จากข้อมูลที่สำรวจมาในหมวดของสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อเดือนในปัจจุบันพบว่า ค่าอาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วนการใช้เงินเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วนการจ่ายต่อเดือนเยอะขึ้น
.
ปี 2568 ค่าอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 28% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน (ปรับตัวขึ้นจากปีก่อน 8%)
ปี 2568 ค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย คิดเป็น 19.2% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือน (ปร้บตัวขึ้นจากปีก่อน 6.8%)
.
และต้องบอกว่าสัดส่วนรายจ่ายต่อเดือนของทั้งค่าอาหารและเครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย เป็นสัดส่วนรายจ่ายที่สูงที่สุดในรอบ 7 ปีตั้งแต่มีการบันทึกสถิติตั้งแต่ปี 2562 ไม่เคยมีปีไหนในรอบ 7 ปีที่ค่าใช้จ่าย 2 หมวดนี้กินสัดส่วนเงินเดือนมากขนาดนี้มาก่อน
.
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ สภาพการงาน การเงินและสภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ข้อมูลชุดนี้กำลังสะท้อนว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยที่กำลังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจากต้นทุนในการดำรงชีวิตที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ค่าแรงไม่ได้สูงขึ้นตาม
.


