ทำความรู้จัก Blue Zone กลุ่มประเทศแห่ง Longevity
บทสนทนาเรื่องการมีอายุยืนยาว (Longevity) ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริง ๆ จังในวงกว้างมากขึ้นในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพียงบทสนทนาที่บอกข้อมูลว่าทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ แต่เป็นบทสนทนาแลกเปลี่ยนที่ชวนทุกคนตั้งคำถามถึงสวัสดิการของรัฐ ต้นทุนทางสังคมที่ต่างกันในการรักษาสุขภาพ และการกดทับทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวจากผลพวงของเทรนด์รักสุขภาพที่วัดผลได้ในโลกทุนนิยม
Reporter Journey เคยนำเสนอประเด็นด้านสุขภาพที่เกี่ยวโยงกับสังคมไปแล้วบ้าง เช่น “เรากำลังเป็นคนที่ดีขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น” หรือประเด็น “สุขภาพดี แท้จริงแล้วฟรีจริงหรือ ?” หรือแม้แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของคนไทยที่มากขึ้น ทำธุรกิจฟิตเนสเติบโต
คือผู้เขียนมองว่าประเด็นด้านสุขภาพควรปรากฎให้คนไทยได้เห็นและได้อ่านบ่อย ๆ เนื่องจากประเทศไทยมีข่าวสารชวนเครียดมาให้พบเห็นบ่อยครั้งในระดับที่มากกว่าข่าวดีอย่างมีนัยสำคัญจนอาจกระทบสุขภาพจิต อีกทั้งการการตระหนักรู้เรื่องสุขภาพของคนไทย (ในหลาย ๆ แง่มุม) ควรถูกส่งเสริมผ่านการทำงานของหลายภาคส่วน และสื่อคือหนึ่งในนั้น
บทความนี้เราจะไม่ได้วิเคราะห์ถึง Longevity ในสังคมไทย แต่จะพาบินข้ามน้ำข้ามทะเลพาไปรู้จักกลุ่มประเทศที่มีสุขภาพอายุยืนยาวเกิน 100 ปี ที่เรียกว่ากลุ่มประเทศแถบ Blue Zone ผู้คนในประเทศเหล่านี้เขากิน-เขาอยู่อย่างไรให้มีอายุยืนยาวได้ เป็นผู้นำเทรนด์ Longevity อย่างแท้จริง
กลุ่มประเทศแถบ Blue Zone
กลุ่มประเทศแถบ Blue Zone เป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าภายในประเทศมีประชากรที่มีอายุเกิน 100 ปี ในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น (โอกินาวา), กรีซ (อิคาเรีย), อิตาลี (ซาดิเนีย), สหรัฐฯ (โลมาลินดา) และ คอสตาริกา (นิโคยา)
ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีเมืองอื่น ๆ จากประเทศอื่นได้รับรองว่าเป็น Blue Zone เพิ่มได้อีก แต่ก็ต้องผ่านเกณฑ์พิจารณา ได้แก่ 1.มีการบันทึกอัตราการเกิดและการตายที่เชื่อถือได้ 2.อายุขัยโดยเฉลี่ยของคนในประเทศสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ของโลก และ 3.อายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรในท้องถิ่นที่สูงกว่าปกติทั่วไป
ไม่แน่ว่าถ้าประเทศไทยพูดถึงเรื่อง Longevity กันเยอะ ๆ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเมืองซักเมืองในไทยได้รับการรับรองเป็น Blue Zone บ้างก็ได้
ความ (ไม่) ลับอายุ 100 ปี+
National Geographic ระบุว่าประชากรในเมืองเหล่านี้ล้วนมีพฤติกรรมร่วมที่คล้ายกันหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของพฤติกรรมการกิน ประชากรใน Blue Zone กว่า 95% บริโภคอาหารจากพืชในแต่ละฤดูกาลเป็นหลัก เช่น ถั่วเหลือง มันเทศ ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืชไม่ขัดสี และมีเพียงราว ๆ 5% เท่านั้นที่บริโภคเนื้อสัตว์ เช่น ปลาขนาดเล็ก
หรือแม้แต่การมีพฤติกรรมร่วมที่เรียกว่า “กฎ 80%” กฎที่ว่าด้วยเมื่อกินอาหารแล้วก็จะไม่กินให้อิ่มพอดี เอาแค่รู้สึกว่าอิ่มประมาณ 80% ก็พอแล้ว ซึ่งกฎนี้ก็เป็นคำสอนเก่าแก่ของประชากรในเมืองโอกินาวาเช่นกัน เรียกว่า “Hara Hachi Bu” กินอิ่มแต่พอดี พอเริ่มรู้สึกอิ่มก็หยุดกิน
พฤติกรรมการกินของประชากรในประเทศกลุ่มนี้ถูกศึกษาวิจัยหลายครั้งหลายคราจากนักวิจัยทั่วโลก และจากหนึ่งในการศึกษาของมหาวิทยาลัย Loma Linda University ในชุดวิจัยประเภท Adventist Health Studies (AHS) (การศึกษาติดตามผลเป็นระยะเวลานานหลายปี) ก็พบว่าการกินอาหารมังสวิรัติ (และเนื้อปลา) ของประชากรประเทศกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้สูงอายุได้ถึง 18%
คือเป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก ๆ ว่าอาหารการกินคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์เรามีอายุยืนยาว “ผศ. ดร.เอกราช บำรุงพืชน์” ผู้อำนวยการหลักสูตรโภชนศาสตร์บูรณาการในเชิงสมุทัยเวชศาสตร์ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ อธิบายต่อโดยยกตัวอย่างงานวิจัยว่าเคล็ดลับของการกินเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว คือ การกินอาหารจำพวกผัก เน้นใยอาหาร ธัญพืชไม่ชัดสี และหลีกเลี่ยงอาหารประเภท Ultra Process Food
Longevity เริ่มต้นได้ตั้งแต่ห้องครัวในบ้านเรา
จริง ๆ Longevity อาจไม่ได้หมายถึงแค่การมี ‘อายุขัยที่ยืนยาว’ แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เรายังสุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรง
- เราทุกคนมี ‘อายุขัย’ (วันแรก-วันสุดท้าย)
- ในขณะเดียวกันเราทุกคนก็มี ‘อายุขัยที่สุขภาพดี’ (วันแรก-วันที่ยังแข็งแรงไม่เจ็บป่วยหนัก)
แต่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกปี 2024 ระบุว่า ‘อายุขัยเฉลี่ย’ ของคนไทยอยู่ที่ 79.27 ปี แต่ ‘อายุขัยที่สุขภาพดีเฉลี่ย’ อยู่ที่ประมาณ 69-70 ปี หมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาเกือบ 10 ปีสุดท้ายของชีวิตอยู่กับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
Longevity คือแนวคิดที่ว่าไม่ใช่การยืดอายุขัย แต่เป็นการทำให้ช่องว่างระหว่าง อายุขัย และ อายุขัยที่สุขภาพดี แคบลงที่สุด คืออายุยืนยาวได้ แต่ก็ต้องสุขภาพดีด้วยไม่เจ็บไม่ป่วย แบบนี้ถึงจะเป็น Longevity อย่างแท้จริง และจากบทเรียนได้ที่รู้จากประเทศกลุ่ม Blue Zone ก็คือ ทุกอย่างเริ่มที่การกิน เริ่มที่ห้องครัวของเรา เราซื้อของอะไรเข้าตู้เย็น มื้อเช้าเรากินอะไร ในหนึ่งวันเรากินอาหารแปรรูปมากแค่ไหน เย็นนี้คุณจะกินอะไร
การตั้งเป้าที่จะให้ชีวิต Longevity ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุไปจนถึงเลข 3 ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องที่สายเกินไปที่จะลุกมาตั้งเป้าให้ชีวิตเกิด Longevity ในตอนนี้แม้จะอายุเท่าไหร่ (ไม่มีอะไรสายไป) และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากที่ช่วยให้เรามีวิตยืนยาวโดยมีสุขภาพดีได้ เช่น ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ใส่ใจเรื่องการนอนอย่างจริง ๆ จัง
ชีวิตของเราทุกคนสามารถเลือกและออกแบบได้ตั้งแต่วันนี้ว่าจะให้เราในอนาคตเป็นอย่างไร ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีใครอยากใช้บั้นปลายของชีวิต ใช้อายุขัยที่เหลือนนอนอยู่ในโรงพยาบาลโดยมีสายระโยงระยางแน่นอน
——
ปี 2025 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุขเปิดเผยว่า คนไทยเสียชีวิตจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ปีละกว่า 400,000 ราย เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 81 % ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด สาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม และระบบการเผาผลาญของร่างกาย
(โรคที่เกิดจาการรับประทานอาหารไม่ดี การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคเหล่านี้จะค่อยๆ สะสมอาการและพัฒนาเป็นโรคเรื้อรัง ตัวอย่างโรค NCDs ที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง)
——-
อ้างอิง
National Geographic
เคล็ดลับการกินเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดี มีสุข | The Resources วิจัยใกล้ตัว
ธนาคารกรุงเทพ


