หลายประเทศกลับมาประหารชีวิตจริง เมื่อนักโทษบางคนผิดซ้ำซาก เกินเยียวยาที่จะกลับตัว
#EDITORAL เพราะมนุษย์โหดร้ายขึ้นทุกวัน หลายประเทศเริ่มกลับมา “ประหารชีวิตจริง” และการพยายามให้โอกาสหลายครั้งไม่ได้ชช่วยให้คนทุกคนกลับตัวได้ ชีวิตที่สูญเสียไป อาจจะต้องแลกด้วยชีวิตจากผู้กระทำอย่างตั้งใจด้วยโทษประหาร
ปี 2025 กลายเป็นปีที่การประหารชีวิตทั่วโลกพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1981 องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บันทึกไว้ว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตอย่างน้อย 2,707 คนใน 17 ประเทศ เพิ่มขึ้นถึง 78% จากปี 2024 ที่มีอยู่ 1,518 คน
ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมการประหารชีวิตหลักพันคนที่เชื่อว่าเกิดขึ้นในจีน ซึ่งข้อมูลถูกจัดเป็นความลับของ
สิ่งที่ทำให้ปีนี้น่าสนใจเป็นพิเศษไม่ใช่แค่ตัวเลขที่พุ่งสูง แต่คือการที่มี 3 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา กลับมาประหารชีวิตอีกครั้งหลังจากหยุดไปช่วงหนึ่ง ทำให้จำนวนประเทศที่ยังประหารชีวิตจริงเพิ่มขึ้น
ญี่ปุ่นกลับมาประหารอีกครั้งในรอบ 19 ปี
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ญี่ปุ่นประหารชีวิต “ทาคาฮิโระ ชิราอิชิ” ชายที่ถูกตัดสินประหารจากการฆ่าและชำแหละศพ 9 คน หลังติดต่อเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดียจนได้ฉายาว่า “นักฆ่าทวิตเตอร์” นับเป็นการใช้โทษประหารครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี การประหารครั้งนี้ยุติการหยุดพักยาวนานถึง 2 ปี 11 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงเว้นวรรคที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่กระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่นเริ่มเปิดเผยชื่อและคดีของนักโทษประหารต่อสาธารณะในปี 2007
ส่วนการประหารครั้งก่อนหน้านั้นคือ คดีของ “คาโต โทโมฮิโระ” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2022 จากเหตุกราดแทงคนย่านอากิฮาบาระ กรุงโตเกียว เมื่อปี 2008 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คนและบาดเจ็บ 10 คน ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ช่วงเว้นวรรคยาวนานผิดปกติ ซึ่งเป็นครั้งแรกในศตวรรษนี้ที่ไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันถึง 2 ปีเต็ม
เหตุผลที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ไว้สำหรับการกลับมาประหารชีวิตนั้นชัดเจนตรงไปตรงมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม “เคซุเกะ ซูซูกิ” ผู้ลงนามอนุมัติการแขวนคอชิราอิชิ ระบุว่าตัดสินใจหลังพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงแรงจูงใจที่ “เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด” ของอาชญากรรมที่ “สร้างความช็อกและความไม่สงบอย่างรุนแรงต่อสังคม”
และยืนยันว่า “ไม่เหมาะสมที่จะยกเลิกโทษประหารในขณะที่อาชญากรรมรุนแรงเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้น” พร้อมเปิดเผยว่าขณะนั้นญี่ปุ่นมีนักโทษประหารอยู่ 105 คน
ในแง่ความคิดเห็นสาธารณะผลสำรวจล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2025 พบว่า 83.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าโทษประหาร “หลีกเลี่ยงไม่ได้” และในจำนวนนี้ราว 62.2% ให้เหตุผลว่าเป็นห่วงความรู้สึกของครอบครัวเหยื่อ ตัวเลขนี้เองที่รัฐบาลมักอ้างอิงเพื่อยืนยันความชอบธรรมในการคงโทษประหารไว้
ไต้หวันกลับมาประหารชีวิตอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ก่อนหน้าการสั่งประหารชีวิตในญี่ปุ่น ไต้หวันก็เพิ่งยุติการหยุดพักโทษประหารของตัวเองเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2025 ไต้หวันประหารชีวิต “หวง หลินไข่” ผู้ถูกตัดสินประหารในปี 2017 จากคดีฆาตกรรมแฟนเก่าและแม่ของเธอเมื่อปี 2013 นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020
การประหารครั้งนี้เป็นคำสั่งประหารครั้งแรกที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม “เจิ้ง หมิงเชียน” นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อนหน้า แม้องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมองว่านี่เป็นความย้อนแย้งกับภาพลักษณ์ของไต้หวันในฐานะประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนก็ตาม
ขณะที่ทางการไต้หวันยังไม่ได้ประกาศพักการประหารอย่างเป็นทางการ และยังมีนักโทษที่คดีถึงที่สุดรอการประหารอยู่อีกจำนวนมาก
สหรัฐอเมริกายอดโทษประหารพุ่งสูงสุดในรอบ 16 ปี
สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในทวีปอเมริกาที่ยังประหารชีวิตต่อเนื่องมานานนับสิบปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ปริมาณนักโทษที่ถูกพิพากษาประหารชีวติพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปี 2025 มีผู้ถูกประหารชีวิตในสหรัฐฯ ทั้งสิ้น 47 คน ทั้งหมดเป็นชาย โดย 39 คนใช้วิธีฉีดสารพิษ 5 คนใช้แก๊สไนโตรเจน และ 3 คนใช้การยิงเป้า ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 16 ปี
ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 25 คนในปี 2024 โดยฟลอริดาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักด้วยการประหารชีวิตถึง 19 คน คิดเป็น 40% ของยอดรวมทั้งประเทศ
ส่วนรัฐอื่น ๆ ก็เริ่มกลับมาใช้โทษประหารหลังหยุดไปนาน เช่น รัฐยูทาห์กลับมาประหารชีวิตเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี เซาท์แคโรไลนากลับมาหลังหยุดไป 13 ปี และอินเดียนากลับมาเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ทั้งหมดเกิดขึ้นในปี 2024 ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอีกในปี 2025
ส่วนแอละแบมาก็สร้างประวัติศาสตร์ในทางลบด้วยการเป็นรัฐแรกที่ใช้วิธีประหารด้วยแก๊สไนโตรเจน
แนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2026 โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตแล้ว 14 คนภายในครึ่งปีแรก ทั้งหมดด้วยวิธีฉีดสารพิษ รวมถึงรายที่โดดเด่นคือ “เจมส์ เออร์เนสต์ ฮิตช์ค็อก” หนึ่งในนักโทษประหารที่รอคอยนานที่สุดของฟลอริดา ซึ่งถูกประหารเกือบ 50 ปีหลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนและฆ่าหลานสาววัย 13 ปีของภรรยาเมื่อปี 1976
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของยอดประหารเกิดขึ้นพร้อมกับความคิดเห็นสาธารณะที่กำลังเปลี่ยนทิศทางการสนับสนุนโทษประหารในหมู่ประชาชนสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปีที่ 52% ขณะที่สัดส่วนผู้คัดค้านขึ้นสู่ระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ที่ 44% ความย้อนแย้งนี้อธิบายได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า การประหารชีวิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นคำพิพากษาที่มีมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ในยุคที่การสนับสนุนโทษประหารเคยสูงกว่า 70% กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบยุติธรรมกำลัง “ตามหลัง” ความคิดเห็นสาธารณะที่เปลี่ยนไปแล้ว
ในเชิงโครงสร้างกระบวนการยุติธรรอเมริกัน ปัจจุบันมี 27 รัฐที่ยังคงโทษประหารไว้ในกฎหมาย ร่วมกับรัฐบาลกลางและกองทัพสหรัฐฯ ขณะที่ 23 รัฐยกเลิกโทษประหารไปแล้ว และอีก 4 รัฐได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอไฮโอ ออริกอน และเพนซิลเวเนีย แม้กฎหมายยังอนุญาต แต่ผู้ว่าการรัฐสั่งพักการประหารไว้ ความเข้มข้นของการประหารชีวิตยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้ของประเทศเป็นหลัก นับตั้งแต่กลับมาใช้โทษประหารในปี 1977 กว่า 80% ของการประหารชีวิตทั้งหมดในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในรัฐทางใต้
ชาติไหนยังมีประหารชีวิตอยู่บ้าง
แม้จะมีการกลับมาประหารชีวิตในหลายประเทศ แต่ในภาพรวมระยะยาว โลกยังคงเอียงไปทางการยกเลิกโทษประหารอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันมี 113 ประเทศทั่วโลกที่ยกเลิกโทษประหารในกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และกว่า 144 ประเทศที่เลิกใช้ทั้งในทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติเทียบกับประเทศที่ยืนยันว่ามีการประหารชีวิตจริงเกิดขึ้นในปี 2025 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้นับตั้งแต่ปี 2018
สำหรับประเทศที่มียอดประหารชีวิตสูงสุด 5 อันดับแรกของปี 2025 ได้แก่ จีน อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และสหรัฐฯ ตามลำดับ แม้ตัวเลขที่แท้จริงของจีนจะไม่มีใครทราบแน่ชัด เพราะถูกจัดเป็นความลับของรัฐ
เอเชีย-แปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลก โดยมี 7 ประเทศที่ยืนยันว่าประหารชีวิตจริงในปี 2025 ได้แก่ อัฟกานิสถาน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ สิงคโปร์ ไต้หวัน และเวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 5 ประเทศในปี 2024 ขณะที่ในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือมี 7 ประเทศที่ประหารชีวิตจริง ได้แก่ อียิปต์ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน
ในเชิงเหตุผลของการประหารชีวิตเกือบครึ่งหนึ่งของการประหารชีวิตที่บันทึกได้ทั่วโลก (1,257 คดี) เป็นคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศไม่เข้าเกณฑ์ “อาชญากรรมร้ายแรงที่สุด” ที่จะใช้โทษประหารได้ประเทศที่ใช้โทษประหารกับคดียาเสพติดมากที่สุด ได้แก่ จีน อิหร่าน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสิงคโปร์
เมื่อมองภาพรวมการกลับมาประหารชีวิตจริงในญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วหัวแถวของโลก ต่างเกิดขึ้นจากคดีที่สร้างความสะเทือนขวัญอย่างรุนแรง และเผชิญแรงกดดันในสังคม ทั้งคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในญี่ปุ่น และคดีข่มขืนฆ่าในไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลมักใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการคงโทษประหาร
แน่นอนว่าการประหารชีวิตเป็นสิ่งที่ชาติยุโรปที่เป็นที่ตั้งขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนตั้งอยู่จะพยายามเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารในทุกกรณี ต่อให้ผู้ต้องหาจะตั้งใจลงมือก่อเหตุจงใจแบบไตร่ตรองจงใจก็ตาม
แต่สำหรับเหยื่อผู้สูญเสียเองก็ยังมองว่า นักโทษบางคนก็ “เลว” เกินกว่าจะเยียวยาหรือให้โอกาส เพราะไม่ใชช่การก่อเหตุครั้งแรก แต่ยังคงทำผิดซ้ำๆ ฉะนั้นการเลือกตัดทิ้งไปอาจเป็นทางเลือกที่สมควรที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น คนเหล่านี้ก็อาจจะไปก่อกรรมทำเข็นกับคนอื่นๆ ไม่จบไม่สิ้น
ขยะในโลกนี้ไม่สามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมดฉันใด
คนเลวก็ไม่สามารถกลับตัวกลับใจได้ทุกคนฉันนั้น
การกำจัด “ขยะเลว” ทิ้งไปอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ล้นโลกจนเป็นปัญหาซ้ำๆ

