ไทยรั้งคนทักษะสูงไม่ได้ หนีไปเมืองนอกพุ่ง

ไทยเจอภาวะสมองไหล คนเก่งๆ มีความรู้ ทักษะสูงกำลังสมองไหลย้ายออกไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้นหลักแสนคนต่อปี หลังรายได้ในไทยไม่ตอบโจทย์ฝีมือ และถูกปิดกั้นโอกาสเติบโต พบว่าสัดส่วนราว 60% คือระดับ ป.โทอายุไม่เกิน 30 ในภาควิทยาศาสตร์ วิศวะ เทคโนโลยี การแพทย์และสาธารณสุข หลังทั่วโลกแข่งกันดึงคนเก่งเข้าประเทศ กระทบการแข่งขันของไทยที่จะมีคนเก่ง ทักษะสูง และจ่ายภาษีสูงลดลง แถมดึงดูดคนเก่งจากต่างประเทศเข้ามาได้น้อย มีแต่แรงงานต่างด้าวทักษะต่ำ ในวันที่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และเก็บภาษีเพื่อสวัสดิการถดถอย


ไทยเก่งๆ มีความรู้ ทักษะสูงกำลังสมองไหลย้ายออกไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้นหลักแสนคนต่อปี หลังรายได้ในไทยไม่ตอบโจทย์ฝีมือ และถูกปิดกั้นโอกาสเติบโต พบว่าสัดส่วนราว 60% คือระดับ ป.โทอายุไม่เกิน 30 ในภาควิทยาศาสตร์ วิศวะ เทคโนโลยี การแพทย์และสาธารณสุข หลังทั่วโลกแข่งกันดึงคนเก่งเข้าประเทศ กระทบการแข่งขันของไทยที่จะมีคนเก่ง ทักษะสูง และจ่ายภาษีสูงลดลง ในวันที่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และเก็บภาษีเพื่อสวัสดิการถดทอย
ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาคนเก่ง คนมีฝีมือเอาไว้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ หรือแม้กระทั่งออกนโยบายต่างเพื่อดึงคนเก่งจากนานาชาติเข้ามาทำงาน อยู่อาศัย หรือแม้แต่ให้สิทธิพิเศษการเป็นพลเมือง

ในทางตรงกันข้ามหลายชาติโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาการรักษาคนเก่งเอาไว้ไม่ได้ และพากันย้ายออกไปทำงานต่างประเทศที่มีทั้งโอกาสและรายได้ที่สูงกว่า ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญปัญหานี้หนักขึ้น

นี่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว เพราะผลสำรวจ Global Talent Survey 2024 โดย Jobsdb by Seek ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหางานรายใหญ่ของภูมิภาค พบว่าแรงงานไทยมากถึง 66% สนใจย้ายไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีความสนใจสูงถึง 79% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความฝันวัยเยาว์ที่ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย แต่กำลังกลายเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่นักวิจัยด้านนโยบายเริ่มจับตาอย่างจริงจัง

ภาวะสมองไหล (Brain Drain) หมายถึงการอพยพของแรงงานที่มีทักษะสูงหรือการศึกษาสูงออกจากประเทศต้นทาง ซึ่งแตกต่างจากคลื่นการย้ายถิ่นฐานของแรงงานไทยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

งานวิจัยจาก Pacific Forum ชี้ว่าแรงงานไทยที่อพยพในอดีตส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ทักษะหรือกึ่งทักษะที่ออกไปหนีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ทำงานในภาคเกษตร การผลิต ก่อสร้าง และงานดูแลในประเทศที่ร่ำรวยกว่า โดยมีเป้าหมายเก็บเงินก่อนกลับมาตั้งตัวในประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือส่วนต่างของรายได้

แต่คลื่นการย้ายถิ่นฐานระลอกใหม่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงผลสำรวจล่าสุดพบว่าราว 60% ของคนไทยอายุต่ำกว่า 30 ปี และ 45% ของผู้ถือปริญญาโทขึ้นไป กำลังมองหาโอกาสทำงานในต่างประเทศ และ 19 จาก 23 กลุ่มอาชีพที่สำรวจต่างเห็นด้วยกับการทำงานต่างแดน

คนกลุ่มนี้ไม่ได้หนีความยากจน แต่เป็นผู้มีการศึกษาและทักษะที่แข่งขันได้ในระดับสากล ต้องการสร้างเส้นทางอาชีพระยะยาวที่อาจนำไปสู่การตั้งถิ่นฐานถาวรหรือสัญชาติใหม่

ในเชิงข้อมูลเชิงปริมาณ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระบุว่า แม้อัตราการย้ายถิ่นฐานของไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2559-2562 แต่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ตัวเลขผู้อพยพรายปีกลับพุ่งขึ้น 4 เท่าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2563 จาก 585 คน เป็น 2,394 คน และแนวโน้มนี้ดำเนินต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้อพยพรายปีเพิ่มขึ้นจาก 104,377 คน เป็น 109,252 คน ระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงเมษายน 2564

ข้อมูลจาก Grant Thornton Thailand ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน โดยระบุว่า อัตราการย้ายถิ่นฐานลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2559-2562 แต่การระบาดของโควิด-19 กลับพลิกแนวโน้มนี้อย่างรุนแรง

เมื่ออยู่ในประเทศและโอกาสโตมันตัน แต่นอกบ้านกวักมือเรียก

ภาวะสมองไหลผ่านกรอบ “ปัจจัยผลัก-ปัจจัยดึง” ซึ่งในกรณีของไทยมีทั้งสองด้านทำงานประสานกันอย่างชัดเจน

ประการแรกคือความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่ไว้วางใจในสถาบัน งานวิจัยระหว่างประเทศที่วิเคราะห์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานทักษะสูงใน 178 ประเทศชี้ว่า การอพยพของบุคลากรทักษะสูงมักมีแรงจูงใจมาจากความไม่พอใจทางการเมือง การขาดความไว้วางใจในสถาบัน และความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการภาครัฐโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมาภิบาล ความมั่นคงทางการเมือง และหลักนิติธรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาคนเก่งให้อยู่ในประเทศ ขณะที่การแทรกแซงจากภายนอกและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกลับยิ่งเร่งให้เกิดการอพยพ

สำหรับบริบทไทยโดยเฉพาะ นักวิเคราะห์จาก Pacific Forum ชี้ว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่มั่นใจในโอกาสที่จะเติบโตภายใต้โครงสร้างสังคม การเมืองที่ดำรงอยู่ พวกเขาเริ่มหมดหวังกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ หลังเห็นข้อเรียกร้องเรื่องสวัสดิการ การกำหนดชะตากรรมตนเอง และความโปร่งใสในการปกครองถูกปราบปรามอย่างรุนแรงซ้ำเติมด้วยความผิดพลาดของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลซ้ำๆ แม้จะควบคุมสังคมอย่างเข้มงวด ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังการระบาด ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเร่งที่จุดชนวนความไม่พอใจ

ต่อมาคือ ความไม่สอดคล้องระหว่างค่าตอบแทนกับทักษะ โดยเฉพาะในภาคสาธารณสุขซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการสูญเสียบุคลากรทักษะสูง ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า แพทย์ใช้ทุนปีที่ 2 มีอัตราการลาออกสูงที่สุดถึง 9.6% หรือเฉลี่ย 188 คนต่อปี

แม้กรณีนี้ส่วนใหญ่เป็นการย้ายไปภาคเอกชนในประเทศมากกว่าออกนอกประเทศ แต่ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กว้างกว่านั้น คือกระบวนการบรรจุข้าราชการที่ซับซ้อนล่าช้าและไม่ยืดหยุ่น ทำให้บุคลากรคุณภาพบางส่วนเลือกออกไปทำงานภาคเอกชนหรือต่างประเทศแทน

ในอีกด้านหนึ่ง โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ “สงครามแย่งชิงคนเก่ง” อย่างแท้จริง นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลังโควิด-19 นำมาซึ่งการแข่งขันรอบใหม่ระหว่างประเทศร่ำรวยในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัยของตนเอง โดยประเทศปลายทางยอดนิยมต่างเปิดโครงการวีซ่าที่จูงใจให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถพำนักระยะยาวหรือถาวรได้ ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง

ผลสำรวจ Jobsdb ยืนยันภาพเดียวกันในระดับจุลภาค โดยพบว่า สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่คนไทยต้องการย้ายไปทำงาน ตามด้วยออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน

ที่น่าสนใจคือกลุ่มอาชีพที่แสดงความต้องการย้ายประเทศสูงที่สุดไม่ใช่แรงงานทั่วไป แต่เป็นวิชาชีพที่ต้องอาศัยการศึกษาและทักษะเฉพาะทาง ได้แก่ การศึกษาและการฝึกอบรม (85%) กฎหมาย (73%) การจัดการธุรกิจ (73%) ไอที (72%) และวิศวกรรม (69%)

โดยเฉพาะกลุ่มไอทีที่ระบุว่าต้องการไปทำงานในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ เพื่อเสริมความรู้ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล

ขณะเดียวกันรูปแบบการทำงานทางไกล ผลสำรวจพบว่าคนไทยวัยทำงานตอบรับรูปแบบการทำงานทางไกลหรือ Digital Nomad สูงถึง 76% ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากเพียง 50% ในปี 2563

สมองไหลในวันที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย

สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้มีนัยเชิงนโยบายที่ร้ายแรงกว่าปกติ คือการที่ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน งานวิเคราะห์ SDG Move ระบุว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super-aged society) ภายในปี 2576 โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนสูงถึง 28% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ประชากรวัยแรงงานลดลงกว่า 3 ล้านคนในทุกๆ 10 ปี

นั่นหมายความว่าไทยกำลังสูญเสียกำลังแรงงานจากสองทิศทางพร้อมกัน คือการหดตัวตามธรรมชาติของโครงสร้างประชากร และการไหลออกของแรงงานทักษะสูงที่ควรจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

บทวิเคราะห์ของ Grant Thornton Thailand สรุปภาพนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า สังคมสูงวัย กำลังแรงงานที่หดตัว และระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กำลังประกอบกันเป็นภัยคุกคามต่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางประชากร และการเติบโตระยะยาวของประเทศ

หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย ผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทยในระยะยาวสามารถประเมินได้จากหลายมิติ

การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงเฉพาะทาง ซึ่งจะกระทบภาคธุรกิจโดยตรง บทวิเคราะห์จาก Jobsdb เตือนว่า ปรากฏการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของบริษัทไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง เนื่องจากคนเก่งไหลออกไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาคที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือกลุ่มที่ต้องแข่งขันกับตลาดโลกโดยตรง เช่น ไอที วิศวกรรม และการจัดการธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่แสดงความต้องการย้ายประเทศสูงในผลสำรวจข้างต้น

ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพกำลังคนดิจิทัล ซึ่งเป็นปัญหาที่ TDRI เคยชี้ไว้แล้วว่า ประเทศไทยมีปัญหาใหญ่คือจำนวนกำลังคนด้านดิจิทัลสูง แต่สามารถทำงานได้จริงในระดับที่ภาคธุรกิจต้องการมีจำนวนน้อย สวนทางกับความต้องการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการจริงเลือกย้ายออกนอกประเทศ ช่องว่างนี้จะยิ่งถ่างกว้างขึ้น

แรงกดดันต่อระบบสวัสดิการและการคลังภาครัฐ เนื่องจากฐานภาษีจากแรงงานทักษะสูงซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และเสียภาษีสูงหดตัวลง ขณะที่ภาระด้านสวัสดิการผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร รายงานสมุดปกขาวว่าด้วยวิกฤตสังคมสูงวัยเตือนว่า ระบบประกันสังคมจะมีรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลจากการจ่ายบำนาญให้แรงงานสูงอายุที่เกษียณ เมื่อฐานผู้เสียภาษีวัยทำงานที่มีศักยภาพสูงลดลง ภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาวจึงยิ่งหนักขึ้น

ความเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากบุคลากรที่มีศักยภาพสูงมักเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา นักวิเคราะห์จาก Pacific Forum เตือนว่า การไหลออกของคนเก่งที่สุดของประเทศอาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อการพัฒนาประเทศ แม้ปัญหาสมองไหลอาจยังไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น แต่การกลับทิศทางเมื่อปัญหาสุกงอมแล้วจะเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง

ไม่ใช่ทุกคนที่ไปแล้วไม่กลับ

อย่างไรก็ตาม ภาพของภาวะสมองไหลไม่ได้มีแต่ด้านลบเสียทั้งหมด ข้อมูลจากผลสำรวจ Jobsdb ชี้ว่า 60% ของผู้ที่ไปทำงานต่างประเทศมีความตั้งใจจะกลับมายังประเทศไทยในที่สุด ขณะที่มีเพียง 18% เท่านั้นที่ต้องการอยู่ต่างประเทศอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ของ “สมองไหลกลับ” (brain circulation) หากประเทศสามารถสร้างเงื่อนไขที่ดึงดูดให้คนเหล่านี้กลับมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมจากต่างประเท

ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ยังคงมีความน่าดึงดูดในสายตาแรงงานต่างชาติอยู่ไม่น้อย โดยผลสำรวจเดียวกันระบุว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 31 ของโลกในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการของผู้หางานต่างชาติในปี 2566 จากอันดับที่ 39 ในปี 2561 โดยดึงดูดคนที่มีความสามารถจากทั่วโลกถึง 62% ด้วยเหตุผลด้านคุณภาพชีวิตและค่าครองชีพที่เอื้ออำนวย ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการเป็นทั้งประเทศส่งออกและนำเข้าแรงงานทักษะสูงไปพร้อมกัน หากมีนโยบายที่เหมาะสมรองรับ

สำหรับภาคเอกชน ข้อเสนอจากการวิเคราะห์ตลาดแรงงานระบุว่าองค์กรไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การจ้างงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ค่าตอบแทน วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และโอกาสเติบโตในระดับนานาชาติ เพื่อแข่งขันกับตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปิดกว้างให้คนเก่งไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองไหลของไทยในปัจจุบันแตกต่างจากคลื่นการย้ายถิ่นฐานในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ตัวผู้ย้ายถิ่นซึ่งเป็นกลุ่มทักษะสูงและมีการศึกษา แรงจูงใจซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องปากท้องแต่รวมถึงความไม่พอใจเชิงโครงสร้างและการเมือง และเป้าหมายซึ่งมักมุ่งสู่การตั้งถิ่นฐานระยะยาวมากกว่าการเก็บเงินกลับบ้าน เมื่อผนวกกับปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังเร่งตัว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันสองชั้นต่อกำลังแรงงานในอนาคต

อ้างอิง

บรรณาธิการบริหาร Reporter Journey บก.ทาสแมว หนุ่มเนิร์ดผู้มีความสุขกับการท่องโลกของ "ความรู้" ในทุกๆ ศาสตร์รอบตัว