The Great Firewall of China ปราการป้องกันข้อมูลระหว่างจีนและโลกภายนอก
#EDITORIAL สิ่งที่คนจีนในประเทศรู้ กับสิ่งที่คนทั่วโลกรู้ มักเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน ถ้าเรื่องนั้นเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือการกระทำของคนจีนกันเองที่ไปสร้างเรื่อง สร้างวีรกรรมที่ไม่ดีและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีน
เราเห็นปรากฎการณ์ “ทัวร์ลง” ของชาวโซเชียลไทยที่ไปถล่มบัญชีโซเชียลมีเดีย ขุดขุ้ย และเปิดโปงพฤติกรรมในหลายกรณี เช่นกรณีล่าสุดอย่างกลุ่มเด็กนักเรียนชาวอิตาลีบน BTS ที่พลังของกองทัพทัวร์ไทยตีปราการกรุงโรมจนแตกพ่ายยับเยิน จนนำไปสู่การเทคแอ็คชันในระดับสังคม และรัฐบาลของอิตาลีต่อเรื่องดังกล่าว
แต่สำหรับจีนแล้ว ทัวร์ลงแบบไทยอาจจะทำอะไรกับจีนแทบไม่ได้ เพราะว่าการก่อเรื่องของคนจีนในไทยจะแทบจะไม่มีอยู่บนโลกออนไลน์ในจีน หรือต่อให้มีก็จะเป็นการบิดข้อมูลไปอีกด้านที่ตรงกันข้าม เนื่องจากแพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือสื่อของจีนมีระบบการคัดกรองเนื้อหา คอนเทนต์ หรือข่าวที่จะทำให้จีนเสียเปรียบออกไป
ระบบอินเทอร์เน็ตของจีนและการควบคุมข้อมูลข่าวสาร เป็นหนึ่งในระบบที่มีความซับซ้อนและทรงพลังที่สุดในโลก คนไทยคุ้นหูกับระบบ “Single Gateway” ซึ่งครั้งหนึ่งรัฐบาลภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีแนวคิดจะนำระบบดังกล่าวมาใช้เพื่อควบคุมและคัดกรองข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศ
แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็นี้ถูกสั่งยุติอย่างรวดเร็วในปี 2558 เนื่องจากเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและภาคธุรกิจ เนื่องจากรัฐบาลจะสามารถสอดแนม ดักจับข้อมูล หรือตรวจสอบประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชาชนทุกคนได้ง่ายขึ้น
และหาก Gateway หลักเพียงแห่งเดียวถูกโจมตี หรือเกิดอุบัติเหตุขัดข้อง อินเทอร์เน็ตจะล่มพร้อมกันทั้งประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและธุรกิจดิจิทัล
จนรัฐบาลต้องออกมาแก้เก้อว่าเป็นเพียงหนึ่งในแนวคิดเพื่อปกป้องความมั่งคงเท่านั้น และสุดท้ายโครงการนี้ต้องถูกยกเลิกไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว
และ Single Gateway แบบที่รัฐบาลทหาร ณ ขณะนั้นมีแนวคิดจะนำมาใช้ ก็มีต้นแบบมาจากระบบของจีนซึ่งรู้จักกันในชื่อ “The Great Firewall of China” (GFW) หรือโครงการโล่ทองคำ (Golden Shield Project)
ระบบ Great Firewall ของจีนทำงานอย่างไร?
ในทางเทคนิค จีนไม่ได้มีสายเคเบิลเส้นเดียวที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก แต่จีนมีจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ (International Internet Gateways) เพียงไม่กี่จุด ซึ่งทุกจุดถูกควบคุมและตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเบ็ดเสร็จ
โดยกลไกหลักที่ GFW ใช้ในการสกัดกั้นข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ระดับใหญ่ๆ ที่ทำงานสอดประสานกัน
- DNS Spoofing/Poisoning : เมื่อผู้ใช้ในจีนพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่ถูกแบน เช่น facebook.com ระบบเครือข่ายของจีนจะดักจับคำขอนั้น และ “ปลอมแปลง” การตอบกลับ (Spoofed DNS Responses) โดยส่งที่อยู่ IP ปลอมกลับไปให้ผู้ใช้ ทำให้หน้าเว็บโหลดไม่ขึ้นหรือแสดงข้อผิดพลาด
- IP Blocking : บล็อกหมายเลข IP ของเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศโดยตรง เช่น เซิร์ฟเวอร์ของ Google, YouTube หรือสำนักข่าวต่างประเทศ
- Deep Packet Inspection (DPI) : นี่คือไม้ตายของ GFW ระบบไม่ได้แค่ดูว่าคุณกำลังจะไปเว็บไหน แต่จะแกะดูข้อมูลที่วิ่งไปมาว่ามีคีย์เวิร์ดต้องห้ามหรือไม่ เช่น เทียนอันเหมิน ไต้หวัน ซินเจียง เป็นต้น หากพบ ระบบจะตัดการเชื่อมต่อทันที
ระดับความเข้มงวดเรียกว่าคุมได้ 99.99%
ความเข้มงวดของระบบ GFW อยู่ในระดับ “เบ็ดเสร็จและเรียลไทม์” รัฐบาลไม่ได้ทำงานนี้เพียงลำพัง แต่ผลักภาระไปให้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศต้องรับผิดชอบด้วย
จีนบล็อกแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด และสร้างของตัวเองขึ้นมาทดแทน เช่น ใช้ Baidu แทน Google, ใช้ WeChat แทน WhatsApp/Line, ใช้ Weibo แทน X (Twitter) การทำเช่นนี้ทำให้ข้อมูลทั้งหมดวิ่งอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศที่รัฐตรวจสอบได้ 100% เรียกว่าเป็นระบบนิเวศแบบปิดระดับชาติภายใน
บริษัทอย่าง Tencent หรือ ByteDance ที่มีพนักงานนับหมื่นคนที่ทำหน้าที่นั่งตรวจสอบคอนเทนต์เพื่อการเซนเซอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับระบบ AI ที่บล็อกคีย์เวิร์ด หรือแม้กระทั่งภาพมีมที่มีนัยยะล้อเลียนทางการเมืองแบบอัตโนมัติ เช่น ภาพของหมีพูที่ถูกสั่งแบนในจีน เพราะผู้นำจีนมองว่าตัวการ์ตูนจากดีสนีย์ตัวนี้มีลักษร์หน้าตา รูปร่างเหมือนท่านผู้นำ
และถ้าหากมีใครโพสต์เรื่องสุ่มเสี่ยง โพสต์นั้นอาจไม่ถูกลบทันที แต่จะถูกตั้งค่าให้ผู้เห็นอยู่คนเดียว (Shadowban) เพื่อไม่ให้ผู้โพสต์รู้ตัวว่าถูกแบน หรือหากเป็นเรื่องใหญ่ แอคเคาท์ของคุณอาจถูกลบหายไปดื้อๆ เลยนั่นเอง
ระบบที่ปกปิดคนจีนไม่รู้เรื่องไม่ดีของชาติตัวเองภายนอก
เหตุผลที่คนจีนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ใช้ VPN เพื่อออกไปดูสื่อภายนอกมักไม่ค่อยรู้ หรือไม่เชื่อข่าวเชิงลบเกี่ยวกับจีนจากโลกภายนอก เนื่องจากพวกเขาไม่เคยเห็นข้อมูลอีกด้านมาตั้งแต่เกิด
สำหรับคนเจเนอเรชันใหม่ พวกเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ Google หรือ Facebook ไม่มีตัวตนอยู่แล้วในจีน โลกอินเทอร์เน็ตของพวกเขาคือแอปของจีนที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วอย่างดี
ประกอบกับระบบการศึกษาและความชาตินิยมที่สื่อของรัฐ ปลูกฝังความภาคภูมิใจในชาติอย่างเข้มข้น ข่าวจากชาติอื่นๆ ภายนอกวิจารณ์จีนมักจะถูกตีความและนำเสนอผ่านสื่อจีนว่า “เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งหวังจะสกัดกั้นการเติบโตของจีน” ทำให้คนจีนมีภูมิคุ้มกันและตั้งแง่กับข่าวจากต่างชาติ
แม้ว่าจะมีคนจีนจำนวนไม่น้อยที่รู้เรื่องราวภายนอก ก็เลือกที่จะ “เงียบ” เป็นการเซนเซอร์ที่ตัวเองแทน เพราะการวิจารณ์รัฐบาลหรือแชร์ข่าวเชิงลบ มีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งการถูกระงับบัญชีโซเชียลมีเดีย การถูกตำรวจเรียกตัวไปตักเตือน หรือส่งผลกระทบต่อระบบ Social Credit หรือเครดิตทางสังคมที่จีนใช้ระบบแต้มเครดิตที่อาจโดนตัดแต้มจนทำให้ซื้อตั๋วเครื่องบินหรือเข้าถึงระบบทางการเงินไม่ได้
และที่สำคัญคือข้อมูลข่าวสารภาษาจีนบนโลกอินเทอร์เน็ตมีมหาศาลจนเพียงพอต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน คนจีนส่วนใหญ่จึงไม่มีความจำเป็นหรือแรงจูงใจที่จะต้องไปขวนขวายหาอ่านข่าวภาษาอังกฤษจากสื่อนอก
ดังนั้นระบบของจีนไม่ได้ใช้แค่การปิดกั้นด้วยเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังใช้การป้อนข้อมูลที่ต้องการให้เห็นซ้ำๆ จนสร้างเป็นความจริงอีกชุดหนึ่ง (Alternative Reality) ภายในประเทศได้อย่างสมบูรณ์
ส่วนคนจีนที่มุด VPN มาเล่น X ก็จะแค่รับรู้ แต่จะไม่เอาไปขยายต่อในประเทศตัวเอง เพราะลงไปก็โดนลบอยู่ดี ส่วนตัวการหลักที่ปั่นคอนเทนต์บิดสาส์นปล่อยลงมาเพื่อให้คนจีนเข้าใจว่าตัวเองต่างหากเป็นฝ่ายถูกกระทำ มีตั้งแต่ระดับรัฐบาล สำนักข่าว IO และบัญชีผู้ใช้ปกติ
ฉะนั้นในจีนแทบจะไม่รู้เลยว่าโลกมองพวกเขายังไง ต่อให้รู้ก็วิจารณ์ไม่ได้อยู่ดีนั่นเอง



