จีนเบนลงทุนจากเวียดนาม มาไทยมากกว่า 2 เท่า

#ECONOMIC จีนเบนเข็มการลงทุนจากเวียดนามมาไทย หลังพยายามเจาะเข้าเวียดนามมาหลายปีก็ยังเจาะไม่เข้า ไม่สามารถขยายการลงทุนได้ดังหวัง เนื่องจากกฎหมายเข้มงวดกับทุนจีน และทัศนคติที่ขัดแย้งกันระหว่างสองชาติ เข้ามาก็ทำร้ายธุรกิจท้องถิ่น ไม่ถ่ายทอดเทคโนโลยี ล่าสุด ก.พาณิชย์จีนเผย จีนแห่ลงทุนเข้าไทยมากกว่าเวียดนาม 2 เท่าแล้ว

South China Morning Post (SCMP) รายงานผ่านบทวิเคราะห์ “‘Poster child’: why more Chinese firms have Thailand in their expansion plans” ซึ่งวิเคราะห์ถึงทิศทางการลงทุนของกลุ่มทุนจีนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทาง 1 ใน 3 ของกลุ่มทุนจีน แซงหน้าเวียดนามที่มีความพยายามเข้าไปเจาะตลาดอยู่หลายปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จใจการขยายการลงทุนได้มากขึ้น

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ในปี 2025 ไทยดึงดูดเงินลงทุนจากภาคธุรกิจจีนได้ถึง 5,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.9 แสนล้านบาท ขณะที่เวียดนามดึงดูดได้ 2,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยได้มูลค่าสูงกว่าเวียดนามเกินกว่า 2 เท่า

สอดคล้องกับข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการลงทุนจากจีน 321 โครงการ คิดเป็น 1 ใน 4 ของโครงการต่างชาติทั้งหมด

ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาติด Top 3 ระเทศในอาเซียนที่รับเงินลงทุนตรง (FDI) จากจีนมากที่สุด ร่วมกับ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

SCMP วิเคราะห์ว่าสาเหตุสำคัญที่ทุนจีนเบนเข็มจากเวียดนามมายังไทย มีปัจจัยหลักหลายประการ

ทั้งปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากฐานการผลิตและการประกอบในเวียดนามเริ่มแออัดและเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพราะมีกลุ่มทุนต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้จีนที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าไม่อาจแบกรับต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานได้

นอกจากนี้ค่าแรงของคนเวียดนามที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนแรงงานในเวียดนามปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ทุนต่างชาติแห่กันเข้าไป ซึ่งจีนเน้นใช้แรงงานราคาถูกในอุตสาหกรรม ขณะที่เวียดนามเริ่มขยับแรงงานไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เงินเดือนและค่าจ้างสูงอยู่แล้ว และมีบริษัทจากเกาหลีใต้ สหรัฐฯ ไต้หวัน หรือแม้แต่ญี่ปุ่นพร้อมจ่ายค่าแรงระดับดังกล่าว ในขณะที่ทุนจีนไม่พร้อมแบกรับค่าแรงสูงขึ้นขณะนั้น จึงเลือกที่จะเบนเข็มการลงทุนไปที่อื่นแทน

การเผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ จากสินค้าที่ส่งออกจากเวียดนามเริ่มถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งและตั้งภาษีตอบโต้ (Transshipment tariffs) เนื่องจากมองว่าเป็นการส่งผ่านสินค้าจากจีน ก็ส่งผลให้จีนต้องหาทางหนีทีไล่ในการไปสวมสิทธิ์การส่งออกในประเทศที่ถูกจับตาต่ำกว่าเวียดนาม เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ตั้งเอาไว้เพื่อปกป้องการไหลทะลักของสินค้าจีน

รวมทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากภาคธุรกิจในเวียดนามว่า การเข้ามาของโรงงานจีนเป็นการเข้ามาเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ เป็นหลัก และแทบไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นน้อย และยังเข้ามาแย่งตลาดกับธุรกิจในท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญ และมีกฎหมายจำกัดการลงทุนของทุนจีนค่อนข้างเข้มงวด ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ ยิ่งทำให้เวียดนามไม่รู้สึกสะดวกใจนักที่จะต้อนรับจีนเต็มที่

นอกจากนี้ นักลงทุนจากจีนมองว่าไทยมีความพร้อมมากกว่าในกลุ่มการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น (Tech-intensive manufacturing) เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงโซลาร์เซลล์

เช่น กรณีของโรงงาน BYD มูลค่า 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จังหวัดระยอง เปิดสายการผลิตรถยนต์ EV คันได้สำเร็จ ขณะที่ในเวียดนามแผนการสร้างโรงงาน BYD ในยังคงล่าช้าและถูกชะลอการก่อสร้างไว้

การต่อยอด ห่วงโซ่อุปทานไทยมีภาคอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง ทำให้โรงงานจีนสามารถเชื่อมต่อกับฐานการผลิตเดิมในไทยและขยายต่อไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา
South China Morning Post