KBank x Techsauce เปิดเวทีคู่ขนาน IMF–World Bank 2026 ชูพลังเงินทุนและเทคโนโลยี ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยสู่โอกาสการเติบโตระดับโลก

ในโลกการค้าปัจจุบัน ไม่สามารถแข่งด้วย “ต้นทุนต่ำที่สุด” ได้อีกต่อไป แต่ต้องแข่งกันที่ “ความเร็วในการปรับตัวและความน่าเชื่อถือ” ฉากทัศน์ในการทำการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เอง ที่สะท้อนให้เห็นถึงคำถามสำคัญของธุรกิจไทยในวันนี้ว่าเราจะเปลี่ยนความผันผวนของโลกให้เป็นโอกาสได้อย่างไร? เพราะเมื่อกติกาโลกเปลี่ยน “เงินทุนและเทคโนโลยี” ย่อมกลายเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขีดความสามารถของธุรกิจให้โตต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเชื่อมมุมมองจากผู้กำหนดนโยบายและผู้นำระดับโลกด้านการเงิน เทคโนโลยี และธุรกิจ สำรวจแนวทางให้ประเทศไทยคว้าโอกาสจากการเติบโตของอาเซียน ผ่านการเชื่อมเงินทุน เทคโนโลยีและการพัฒนาคน พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY: Growth / Technology / Finance ซึ่งธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ Techsauce จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่อาคาร ThaiBev Quarter โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Programs) ของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

โดยบนเวทีนี้ได้มีผู้นำองค์กรชั้นนำระดับโลก ทั้งจากภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเทคโนโลยีระดับโลก มาร่วมให้มุมมองและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยได้นำไปปรับใช้ในการเตรียมรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการดิสรัปของ AI ในระดับโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

KBank & Techsauce สะพานเชื่อมโอกาสระดับโลก พร้อมเดินหน้าไปกับธุรกิจไทย

ในโอกาสนี้ คุณขัตติยาอินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวเปิดงานเสวนา Empower The Future Economy โดยเน้นย้ำให้เห็นถึง “โอกาสสำคัญของประเทศไทยบนเวทีระดับโลก” ว่า 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย

“ในวันนี้ เศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยมี AI เป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนวิธีผลิต วิธีทำงาน และวิธีสร้างคุณค่าของธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความยั่งยืน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุน และท่ามกลางความท้าทายนี้ นักลงทุนทั่วโลกก็กำลังมองหาประเทศที่มีทั้งโอกาส ความพร้อม และสามารถเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้เดินหน้าได้อย่างมั่นใจ ซึ่งไทยก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ เครือข่ายผู้ประกอบการ และมีความได้เปรียบในด้านจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับตลาดอาเซียนอย่างชัดเจน”

“เพื่อฉายภาพนี้ให้ภาคธุรกิจไทยและทุกภาคส่วนได้เห็นไปพร้อมกัน บนเวทีเสวนา Powering the Future Economy: Growth, Technology and Sustainability ซึ่งมีผู้นำองค์กรชั้นนำระดับโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นเรื่องการระดมทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน การเชื่อมต่อเงินทุนโลก การนำ AI มาประยุกต์ใช้ การพัฒนาทักษะคน ตลอดจนการเร่งปรับตัวเพื่อพร้อมรับการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก”

“เพราะเศรษฐกิจแห่งอนาคต ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องรอให้เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างได้ ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมมือกับ Techsauce เพื่อเชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสระดับโลก พร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจไทยสามารถต่อยอดโอกาสเหล่านี้สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

กุญแจ 4 ดอกไขประตูสู่โอกาสการเติบโตของธุรกิจไทยในภูมิทัศน์การค้าโลกยุคใหม่

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ศุภจีสุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลิกมุมมองการค้าเพื่ออนาคต เปิดโอกาสการเติบโตในเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง Reimagining Trade for the Future: Unlocking Growth in a Changing Global Economy”  โดยได้นำเสนอมุมมองทิศทางการค้าไทยท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสำรวจโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทยพร้อมเติบโตในอนาคตว่า

ในวันนี้ เศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังเผชิญกับ 4 ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่ทำให้รูปแบบการค้าแบบเดิมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ 

หนึ่งโลกหลายขั้ว (Multi-Polar World) ที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกดดันให้หลายประเทศต้องลดการพึ่งพาคู่ค้าใดคู่ค้าหนึ่ง และไม่สามารถเลือกคู่ค้าจากต้นทุนที่ต่ำที่สุดได้อีกต่อไป 

สองกติกาใหม่ (New Rules) กำแพงการค้าเปลี่ยนไปสู่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยปรับจากกติกาการแข่งขันด้วยราคา สู่ความเร็วในการปรับตัว ความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานและการขายคุณค่ารวมถึงมาตรฐานความไว้วางใจ

สาม AI & Digital เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนความเร็ว ต้นทุน และช่องทางการค้า ซึ่งเป็นทั้งโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ที่ปรับตัวทัน และเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ปรับตัวช้า

สี่ความยั่งยืนและความมั่นคง (Sustainability & Security) ต่อจากนี้ไปมาตรฐานคาร์บอนต่ำ การตรวจสอบย้อนกลับ และความมั่นคงทางอาหาร กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าบังคับที่ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

“ในบริบทของประเทศไทยวันนี้ แม้การส่งออกของไทยกว่า 1 ใน 3 ยังต้องพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน แต่ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองเป็น พันธมิตรที่ไว้วางใจได้ หรือ Trusted Partner ด้วยนโยบายที่เป็นกลางและตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน ส่งผลให้ใน 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ถึง 18.9% โดยกระจายตัวไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ได้อย่างต่อเนื่อง”

ดังนั้น ไทยจึงได้วางแนวทาง “กุญแจ 4 ดอก” เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการเติบโต 

  • Rethink Partnerships คิดใหม่ทำใหม่วางแผนสร้างคววามร่วมมือวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น “จิ๊กซอว์” เติมเต็มส่วนที่ขาดในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างความร่วมมือเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน 
  • Redefine Value นิยามคุณค่าใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ผลิตภัณฑ์ไทย ด้วยการสร้างแบรนด์ นวัตกรรมสินค้าใหม่ และสร้างมาตรฐานให้ผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างภาคเกษตรและอาหาร ต้องเปลี่ยนจากการแข่งราคาในการขายหรือส่งออกข้าวธรรมดา สูข้าวพรีเมียม ข้าวคาร์บอนต่ำ และอาหารฟังก์ชันฟู้ดสำหรับสังคมสูงวัย ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม ไทยต้องยกระดับจากอุตสาหกรรมการผลิตที่รับจ้างประกอบหรือ OEM สู่การนำนวัตกรรม เทคโนโลยีสูง และพลังงานสะอาดมาใช้ในการผลิต
  • Rewire Trade เชื่อมการค้ากับเงินทุนเทคโนโลยีและคนต้องเร่งแปลงคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท ให้เกิดการลงทุนและจ้างงานจริงผ่านระบบ Fast Track ส่วนในด้านการส่งเสริมเทคโนโลยี ต้องผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ให้บังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนจาก 1 ล้านล้าน เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และขยายตลาดให้ SME ไทยเข้าถึงผู้บริโภค 650 ล้านคนขณะที่ ในการยกระดับ คน และ SME ไทย จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพ SME ไทย ให้ปรับตัวใน 5 ด้าน ได้แก่ แข่งด้วยคุณค่า, สร้างแบรนด์, ใช้ Data/AI, ขายแบบ Omnichannel และทำงานเป็นเครือข่าย
  • Rebuild Trust & Resilience (สร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น) เปลี่ยนการปฏิบัติตามกติกาความยั่งยืนให้กลายเป็นจุดขายและความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยภาครัฐต้องพร้อมหนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาด (Direct PPA) และภาคการเงินสนับสนุน Green Finance

ถกประเด็น “เศรษฐกิจแห่งอนาคต” สร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

มาถึงไฮไลต์สำคัญของงาน Empowering The Future Economy กับการเสวนาที่รวมรวมเอา Key Speakers ระดับโลก จากทั้งภาคการเงินเพื่อการพัฒนา ธนาคารระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อสำรวจว่าประเทศไทยและภูมิภาคจะเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ให้เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจได้อย่างไร

ซาร์เวช ซูรี Regional Vice President for Asia and the Pacific จากบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ IFC ในเครือกลุ่มธนาคารโลก

ซาร์เวช ซูรี รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ IFC ในเครือกลุ่มธนาคารโลก ที่กล่าวชัดเจนว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจาก “ภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ฉีกห่างกัน (Divergent Growth)”

“แม้ IMF จะคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีงบประมาณ 2026 ไว้ที่ประมาณ 3.1% แต่ 95% ของการเติบโตดังกล่าวกลับกระจุกตัวอยู่เพียง 32 ประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ AI หรือเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น สหรัฐอเมริกา จีน มาเลเซีย และประเทศไทย กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศในภูมิภาคอื่น เช่น ตะวันออกกลางและเอเชียกลาง กลับเผชิญภาวะเศรษฐกิจหดตัว”

“ขณะที่ เราพบว่ายังมีความท้าทายด้านแรงงาน คือ ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า ประเทศกำลังพัฒนาจะมีประชากรเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1,200 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีการสร้างงานเพียง 420 ล้านตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่าประชากรถึง 2 ใน 3 อาจไม่มีตำแหน่งงานในระบบเศรษฐกิจหากไม่มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพ”

“นอกจากนั้น ยังต้องมีการวางแผนในการระดมทุนภาคเอกชน เนื่องจาก 90% ของตำแหน่งงานถูกสร้างขึ้นในภาคเอกชน กลุ่มธนาคารโลกจึงเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาเพียงงบประมาณภาครัฐ มาเป็นการใช้ประโยชน์จากงบดุลเพื่อระดมทุนภาคเอกชน ซึ่งในปีล่าสุดสามารถระดมทุนภาคเอกชนทั่วโลกได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 3 เท่าจาก 32,000 ล้านดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อน”

“ที่ผ่านมา IFC และกลุ่มธนาคารโลกได้วาง “กลยุทธ์ 3 เสาหลัก” เพื่อสนับสนุนการระดมทุนภาคเอกชน นั่นคือ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น พลังงาน ขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การวางนโยบายและกฎระเบียบ โดยร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสร้างแรงจูงใจและกฎระเบียบที่มีเสถียรภาพเพื่อดึงดูดการลงทุน และการสนับสนุนภาคเอกชน ในการสนับสนุนด้านการเงิน เทคนิค และการขยายขนาดธุรกิจแก่บริษัทเอกชน”

“โดยการสนับสนุนนี้ได้มุ่งเน้นใน 5 ภาคส่วนหลัก ที่สร้างผลกระทบต่อการจ้างงาน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล เกษตรกรรมและธุรกิจเกษตร ซึ่งสร้างงานเกือบ 50% ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เช่นกันกับภาคการท่องเที่ยวที่ไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมาก และการยกระดับการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศด้วย”

คุณซาร์เวช ซูรี ยังได้ให้มุมมองสำคัญในด้านการพัฒนา MSMEs หรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยให้มีการเติบโตอย่างทั่วถึง

“เพราะในประเทศไทย บริษัทที่จดทะเบียนถึง 99.6% คือ MSMEs และสร้างการจ้างงานสูงถึง 70% แม้มูลค่าการค้าไทยจะสูงถึง 130% ของ GDP แต่การส่งออกกว่า 80% กลับกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ซึ่งนี่หมายความว่า MSMEs ส่วนใหญ่ยังถูกตัดขาดจากการส่งออก กลุ่มธนาคารโลกได้เปิดตัวกลยุทธ์ใหม่เพื่อดึง MSMEs เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่าน 4 ส่วนสำคัญ”

  • Visible ทำให้ MSMEs มีตัวตนในโลกธุรกิจ ด้วยการประเมินสินทรัพย์ไร้ตัวตน เช่น บัญชีเงินสดหรือประวัติการค้าขายกับซัพพลายเออร์เพื่อใช้ขอสินเชื่อ แทนการพึ่งพาแต่หลักประกันที่เป็นสินทรัพย์จริง
  • Connected เชื่อมต่อ MSMEs กับองค์กรหรือแพลตฟอร์มที่มีเครือข่ายอยู่แล้ว เช่น Grab ที่ให้บริการทางการเงินแก่ MSMEs กว่า 32 ล้านรายในอาเซียน
  • Enabled ยกระดับทักษะแรงงานและผู้ประกอบการ MSMEs ให้พร้อมใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI
  • Finance ให้การสนับสนุนทางการเงินเมื่อ MSMEs มีความพร้อมทั้งสามด้านข้างต้น เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่สมบูรณ์และทั่วถึง
ยาน เม็ตซ์เกอร์ Global Head of Coverage Banking จาก Standard Chartered Bank

ยาน เม็ตซ์เกอร์ หัวหน้าสายงาน Coverage Banking ระดับโลก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด อีกหนึ่งวิทยากรชั้นนำซึ่งเป็น ตัวแทนจากภาคการเงินระดับโลก ได้กล่าวบนเวทีเสวนาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก การปรับตัวของธุรกิจ และการเชื่อมโยงสู่โอกาสและแหล่งเงินทุนระดับโลกในหลากหลายมิติ

“ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความรวดเร็วในการก่อตั้งและขยายธุรกิจแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในอดีตบริษัทต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างรายได้แตะระดับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปัจจุบันบริษัทที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีกลับกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกอย่างรวดเร็ว”

“ขณะที่ ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นพลวัตของการเปลี่ยนผ่านทักษะแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะในยุคที่ AI ให้ความรู้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทักษะการจดจำความรู้แบบเดิมจะลดมูลค่าลง แต่สิ่งที่มนุษย์จะใช้แข่งขันกัน คือ ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญา ความเห็นอกเห็นใจ วิจารณญาณ และความยืดหยุ่น แรงงานรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องเตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตผู้ที่จะได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จจะต้องผ่านการทำ 6 อาชีพ ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนงานในสายเดิมเท่านั้น”

ดังนั้น สำหรับองค์กรและภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือความผันผวนและดึงดูดเงินทุนระดับโลก จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงสู่การค้าและแหล่งเงินทุนโลกใน 3 ด้านนี้ คือ

  • ระวัง! แนวคิด “วันที่ศูนย์” Day Zero Concept เพราะวันที่ผู้เล่นจากนอกอุตสาหกรรมเข้ามาดิสรัปธุรกิจหลัก เช่น BYD ที่เริ่มจากผู้ผลิตแบตเตอรี่รายเล็กในจีน จนกลายมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกแข่งกับค่ายรถยนต์เยอรมนี
  • ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่น เนื่องจากในโลกที่มีจุดสะดุดในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงภาษี หรือโรคระบาด โมเดลธุรกิจต้องเน้นความยืดหยุ่น มีตัวอย่างบริษัทอุตสาหกรรมยอมปรับให้โรงงานทุกแห่งสามารถผลิตสินค้าได้ทุกชนิด แม้จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น 10% แต่เป็นต้นทุนที่คุ้มค่าเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อวิกฤต
  • รัฐบาลคือคู่ค้าและพันธมิตรที่สำคัญที่สุด ยิ่งในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดับการเข้ามามีส่วนร่วมของภาครัฐ ทั้งในการลงทุน สนับสนุน หรือออกกฎระเบียบ มีสูงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี ภาคเอกชนจึงต้องพัฒนาทักษะเฉพาะตัวในการดีลและทำงานร่วมกับภาครัฐในฐานะพันธมิตรหลักเพื่อเปิดรับโอกาสและเงินทุนใหม่ๆ
อาซาร์ คูลิบาลี Regional Vice President and Associate General Counsel, Corporate, External and Legal Affairs จาก Microsoft Asia

อาซาร์ คูลิบาลี รองประธานประจำภูมิภาคและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป ฝ่ายกิจการองค์กร กิจการภายนอกและกฎหมาย Microsoft Asia กล่าวถึงการขยายโอกาสเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะดิจิทัลว่า

“การวัดการเติบโตของเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเท่านั้น แต่ก้าวไปสู่การวัด ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง และการนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ จึงมุ่งเน้นการสร้างเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ทุกคนและทุกองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น”

“สำหรับประเทศไทย จากรายงาน AI Diffusion Report ของไมโครซอฟท์ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการแพร่กระจายและการประยุกต์ใช้ AI เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยโครงการอย่าง TH AI ช่วยสร้างความพร้อมด้าน AI หรือ AI Readiness and Literacy ให้แก่ประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการการเงินหรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น”

“ทว่า ในช่วงแรก ดัชนีการแพร่กระจาย AI มักจะสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหากปล่อยไปตามธรรมชาติอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจถ่างกว้างขึ้น แต่มนุษย์มีพลังที่จะป้องกันปัญหานี้ผ่านการเร่งสร้างความรู้เท่าทัน AI นี่เป็นหลักการสำคัญที่ทำให้ไมโครซอฟท์เปิดตัว Center for the Global South เพื่อรวบรวมงานด้านการพัฒนาทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสาธารณะ เพื่อช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศ”

โดย อาซาร์ คูลิบาลี ได้ยกตัวอย่าง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติโดดเด่น แต่ สวิตเซอร์แลนด์ ก็เร่งวางระบบไฟฟ้าจนสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้ ประเทศภูมิภาคซีกโลกใต้และอาเซียนจึงควรใช้โอกาสและความได้เปรียบจาก AI กระจายเทคโนโลยีนี้ให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง

“อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจท้องถิ่น และผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งในกระบวนการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยที่ต้องตรวจสอบกฎหมายและเอกสารข้ามภาษามากกว่า 300,000 ฉบับ ปกติใช้เวลา 2–5 ปี แต่ด้วยการที่รัฐบาลไทยกำหนดเป็นวาระสำคัญ ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีท้องถิ่น และแพลตฟอร์ม AI ของไมโครซอฟท์ ทำให้ดำเนินการเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 8–12 เดือน โดยโซลูชันที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนี้นอกจากจะช่วยยกระดับประเทศแล้ว ยังสามารถนำไปขยายผลให้ประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้กับการเข้าร่วมองค์กรพหุภาคีในระดับนานาชาติได้ด้วย”

อะนูป ซากู CEO, Southeast Asia จาก Accenture

อะนูป ซากู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Accenture ได้ให้มุมมองสำคัญในการนำ AI มาช่วยยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไว้ว่า

“ในวันนี้ AI กลายเป็นหัวข้อที่ครอบคลุมและแทรกซึมไปในทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว เหนือกว่ากระแสเทคโนโลยีในอดีต โดยในปัจจุบันทุกคนต่างมุ่งเน้นไปที่เรื่องเดียวกันคือ “การดึงคุณค่า (Value) จาก AI ออกมาใช้ได้อย่างไร” ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนก็อยู่ในจุดที่ได้เปรียบอย่างมากจากระดับการเปิดรับเทคโนโลยีที่สูง ทำให้มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการนำ AI มาใช้อย่างแตกต่าง”

“ทั้งนี้ การดึงประโยชน์สูงสุดจาก AI มาปรับใช้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการพัฒนาตัวโมเดล แต่ขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้ และใส่บริบทเฉพาะตัวขององค์กร เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนประสบความสำเร็จในการสร้างบริบทการทำงานจนก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบัน หลายองค์กรนำ AIไปใช้เพียงในงานหลังบ้าน เช่น งานการเงิน ซึ่งสร้างเพียงผลประโยชน์ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่ทำให้เราประหยัดเวลาได้เพียงไม่กี่นาทีและยากคำนวณเป็นรายได้ที่คืนกลับมาสู่องค์กร ดังนั้น การใช้ AI มาสร้างคุณค่าที่แท้จริง ต้องเป็นการนำข้อมูลนับล้านจุดหลังบ้านมาวิเคราะห์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานมากกว่า”

“ดังนั้น แนวทางที่ควรใช้ในการปรับองค์กรและบุคลากรในยุค AI คือต้องพัฒนาทักษะให้พนักงานมีความคล่องแคล่วในการนำมาปรับใช้กับงานประจำวัน พร้อมสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการทำงานรูปแบบใหม่ ขณะที่ ต้องปฏิวัติระบบการทำงานไม่ให้มีการทำงานแยกส่วน (In silos) ของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในปรับเอา AI ไปใช้ประโยชน์ในองค์กร และเปลี่ยนสู่การทำงานที่ต้องมุ่งสร้างความสำเร็จร่วมกันให้ได้”

โดย อะนูป ซากู ได้ชี้แนวทางการใช้ 3 เสาหลักขับเคลื่อนองค์กรสู่ AI ว่าต้องประกอบด้วย Top-down Mandate ผู้บริหารระดับสูงต้องมีนโยบายผลักดันอย่างชัดเจน Widespread Adoption ต้องส่งเสริมการใช้งานวงกว้างทั่วทั้งองค์กร และ Pay the Foundation Tax หรือการลงทุนสร้างรากฐานด้านข้อมูล เพราะ “ถ้าไม่มีข้อมูล ก็ไม่มี AI”

“ในยุคนี้ ทั้ง AI และเรื่องความยั่งยืน ต่างต้องการข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ หรือTraceability ดังนั้น องค์กรควรต้องเลือกใช้ AI ให้เหมาะสมกับโจทย์ เนื่องจาก AI เป็นทรัพยากรที่ใช้พลังงานและน้ำสูง การใช้โมเดลใหญ่ราคาแพงกับทุกงานถือเป็นข้อผิดพลาด ควรเลือกใช้โมเดลประหยัดกับงานพื้นฐาน และสงวนโมเดลซับซ้อนไว้สำหรับงานวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานระดับสูง”

“ท้ายที่สุดแล้ว แม้ AI จะฉลาดแค่ไหน แต่ “มนุษย์เป็นผู้นำ” และต้องเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้าง AI ขึ้นมา จึงต้องเป็นผู้นำในการควบคุมและรักษาการตัดสินใจที่มีวิจารณญาณ โดยมอง AI เป็นพลังเสริมทักษะ เพื่อยกระดับความทะเยอทะยานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มากกว่าจะตระหนกกับวาทกรรมวันสิ้นโลกที่เกี่ยวกับ AI”