รายได้ต่อหัวเวียดนามแซงอินโดฯ สู่ No.5 อาเซียน
#ECONOMIC3 ปีที่แล้วเวียดนามรายได้ต่อหัวเฉลี่ยประชากรแซงฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรก และปีนี้ IMF รายงานว่าจะแซงอินโดนีเซียขึ้นมารั้งเบอร์ 5 ของอาเซียนแทนแตะระดับ 5,259 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จ่อตามหลังไทยอีกเพียงแค่ราว 20% เท่านั้นด้วยประชากรที่เยอะกว่า จาก GDP ที่โต 8-9% ต่อเนื่องหลายปี และถ้าเศรษฐกิจเวียดนามยังรักษาอัตราเติบโตแบบนี้ได้ ขณะที่ไทยยังอยู่ในสภาพนี้ คาดปี 2573 จะไล่ไทยทัน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยรายงานการคาดการณ์ GDP ต่อหัวประชากรในปี 2026 โดยเวียดนามจะมี GDP ต่อหัวแบบราคาตลาด (nominal) อยู่ที่ 5,259 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียที่ IMF ประเมินไว้ที่ 5,153 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ทำให้เวียดนามอยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียน รองจากไทย ถือว่าสูงเกือบเท่าตัวของระดับเมื่อ 10 ปีก่อน
แรงขับเคลื่อนฝั่งเวียดนามมาจาการที่เศรษฐกิจก้าวสู่การเป็นฐานผู้ผลิตในกลุ่มสินค้าไฮเทคโนโลยีที่หนีความเสี่ยงจากจีน
Nikkei Asia ระบุว่าเวียดนามดึงดูดผู้ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่มองหาฐานการผลิตทางเลือกนอกจีน ทั้งผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Foxconn จากไต้หวันและซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ เป็นตัวอย่างบริษัทที่ขยายการผลิตหรือมีโรงงานในเวียดนามเพื่อผลิตสมาร์ตโฟนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออก
ผลลัพธ์ปรากฏชัดในตัวเลขการค้า การส่งออกของเวียดนามในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4.343 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
รัฐบาลเวียดนามเองก็ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโตอย่างน้อย 10% ในปี 2026 โดยตัวเลขจริงสอดคล้องกับทิศทางนั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 9.95% สูงกว่าไตรมาส 1 (8.15%) และไตรมาส 2 (8.81%) ส่งผลให้ 9 เดือนแรกโต 9.01%
ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ขยายตัว 11.21% และเป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่ที่สุด โดยมี
- ส่วนร่วมต่อมูลค่าเพิ่มรวมของเศรษฐกิจ 49.62%
- ภาคบริการ ขยายตัว 8.96% มีส่วนร่วม 45.03%
- ภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง ขยายตัว 4.02% มีส่วนร่วม 5.35%
ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IIP) เพิ่ม 14.8% ในไตรมาส 3 และ 12.3% ตลอด 9 เดือนแรก ส่วนยอดค้าปลีกสินค้าและรายได้จากบริการผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 13.4% เป็น 5.9257 ล้านล้านด่อง (ราว 2.28 แสนล้านดอลลาร์)
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2026 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จดทะเบียนในเวียดนาม รวมทุนใหม่ ทุนที่ปรับเพิ่ม และการซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ) อยู่ที่ 5.036 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 76.4% จากปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนที่เบิกจ่ายจริงอยู่ที่ 2.107 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.1% และสูงที่สุดในรอบ 5 ปี
อีกปัจจัยที่นักวิเคราะห์ชี้คือการลงทุนภาครัฐ เวียดนามวางแผนจัดสรรงบลงทุนสาธารณะราว 1 พันล้านล้านด่อง (ประมาณ 3.87 หมื่นล้านดอลลาร์) ในปี 2026 เพื่อสร้างถนน สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นทั่วประเทศ
ไม จูจิตะ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเศรษฐกิจกำลังพัฒนาของญี่ปุ่น (Institute of Developing Economies) ให้ความเห็นว่าการลงทุนภาครัฐที่แข็งแกร่งเป็นแรงหนุนการเติบโตอยู่
ในทางกลับกัน เศรษฐกิจอินโดนีเซียขยายตัวอยู่ที่ราว 5% แม้จะดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างรถยนต์ไฟฟ้าได้ แต่รายงานระบุว่าการลงทุนเหล่านั้นยังสร้างงานและรายได้ให้ประชากรไม่เพียงพอ
อีกปัจจัยคือเงินรูเปียห์ที่อ่อนลง ซึ่งฉุดให้ GDP ที่วัดเป็นดอลลาร์สหรัฐของอินโดนีเซียโตช้าลง
ทั้งนี้เวียดนามตั้งเป้าให้ GDP ต่อหัวถึง 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งเท่ากับระดับของไทยในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าเวียดนามกำลังประกาศชัดว่ามองไทยเป็นหมุดหมายถัดไป
จูจิตะเตือนว่าการจะรักษาการเติบโตระยะยาวได้ เวียดนามต้องพัฒนาทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหนุนการเติบโตระยะสั้น


