เหตุการณ์แผ่นดินไหวสั่นสะเทือนกรุงเทพฯ สร้างความโกลาหลในหลายพื้นที่ นี่คือประสบการณ์ที่น้อยคนจะเผชิญหรือตกอยู่ในสถานการณ์นี้มาก่อน แต่มีบุคคลหนึ่งที่มีประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 บุคคลผู้นั้นคือ “อาจารย์เจษ” รู้แบบนี้แล้วทีม Rhythizen ไม่รอช้า จึงรีบโทรติดต่อสัมภาษณ์อาจารย์ทันที
‘อาจารย์เจษ-ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง’ อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์จากประเทศญี่ปุ่น ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ในหลาย ๆ ประเด็นเท่าที่เวลาจะมีจากทั้งที่ไทยและญี่ปุ่น
กรุงเทพฯ กับวิกฤตขนส่งมวลชนหลังแผ่นดินไหว
ปัญหาแรกๆ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเริ่มสงบ สิ่งที่ทีมงานและคนกรุงเทพเจอคือ ขนส่งมวลชนเป็นอัมพาต รถติดทุกถนน เปิด Google Map ก็เจอแมพแดงทั้งเส้น หลายคนเลือกที่จะกลับที่พักด้วยการเดินท่ามกลางอากาศร้อน ฝุ่น PM2.5 และความหวาดกลัวจาก After Shock ที่อาจเกิดขึ้นตามมา
เมื่อทีมงานถามว่าที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาคล้ายกันหรือไม่ อาจารย์เจษเล่าว่า “เหตุการณ์ขนส่งมวลชนเป็นอัมพาตก็เกิดขึ้นกับที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน”
“เมื่อครั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 2011 ที่ญี่ปุ่นรถไฟฟ้าหยุดวิ่ง ผมก็ต้องเดินเท้าเหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นก็รุนแรงมากจริง ๆ ทว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพ ก็สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่เปราะบางและไม่พร้อมสำหรับสถานการณ์อะไรเลย”
บทเรียนจากความไม่พร้อมของเมืองหลวง
อาจารย์เจษวิเคราะห์ว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องยกระดับความเตรียมพร้อมอย่างเร่งด่วนภายหลังที่เกิดเหตุสะเทือนกรุงนี้
“กรุงเทพจะต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ เมืองจะต้องพร้อมรับมือเหตุการณ์ภัยพิบัติและเหตุการณ์ฉุกเฉินได้มากกว่านี้ ภาษาอังกฤษคือคำว่า Resilience เมืองจะต้องมีความสามารถในการกลับมาสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด ซึ่งกรุงเทพมีความสามารถนี้ต่ำมาก
เหตุการณ์นี้ยังชวนให้ตั้งคำถามว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นอีกในอนาคต เช่น แผ่นดินไหว ก่อการร้าย ฯลฯ กรุงเทพจะรับมืออย่างไร มีทางหนีทีไล่อย่างไรบ้าง และมีทางเลือกอะไรให้ประชาชนเดินทางได้บ้าง เช่น หากผู้คนเดินทางกลับที่พักไม่ได้ กรุงเทพพร้อมไหมที่จะเปลี่ยนสถานที่บางอย่างให้กลายเป็นที่พัก”
แบบอย่างการรับมือภัยพิบัติจากญี่ปุ่น
ทีมงานได้ขอให้อาจารย์ช่วยแชร์ประสบการณ์ครั้งที่ญี่ปุ่นเคยประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2011 โดยอาจารย์เล่าว่า “ที่ญี่ปุ่นประชาชนจะรู้เลยว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ในระยะรอบ ๆ ในระยะที่ประชาชนเดินเท้าเปล่าได้จะต้องไปรวมตัวกันที่ไหน เช่น โรงยิมของโรงเรียนประถม หรือแม้แต่ตอนที่ผมอยู่หอพักที่อยู่ญี่ปุ่นสมัยเรียนหนังสือ หอพักก็จะมีการบอกเลยว่าใต้ถุนหอพักมีห้องโถงไว้สำหรับรวมพล หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวทุกคนก็จะมาอยู่ที่ห้องโถงนี้ ญี่ปุ่นจะมีการกำหนดจุดในลักษณะนี้เลยให้ประชาชนรู้กันและพร้อมมารวมกันทันทีเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว”
“กรุงเทพมหานครต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้” อาจารย์เจษทิ้งท้าย
แผ่นดินไหวเผยความจริง เมื่อคอนโดหลายแห่ง “ห้ามเลี้ยงสัตว์”
นอกจากประเด็นด้านความปลอดภัยและการจัดการภัยพิบัติแล้ว อาจารย์เจษ ในฐานะคนรักแมว (เลี้ยงแมว 2 ตัว) ยังสะท้อนปรากฏการณ์น่าสนใจที่เกิดขึ้น เมื่อผู้อยู่อาศัยในคอนโดและหอพักต่างพากันอุ้มน้องแมว น้องหมา ลงจากคอนโด และกลับพบว่าเมื่อลงมาข้างล่างก็เต็มไปด้วยลูกบ้านคนอื่น ๆ ที่อุ้มสัตว์เลี้ยงลงมาเหมือนกัน แต่อ้าว นี่มันคอนโดห้ามเลี้ยงสัตว์นี่นา
อาจารย์เจษฎาใช้เวลาคิดครู่หนึ่งก่อนจะตั้งข้อสังเกตุถึงสถานการณ์ที่อยู่อาศัยที่ห้ามเลี้ยงสัตว์ว่า อาจถึงเวลาที่นิติคอนโด และผู้ประกอบการต้องยอมรับว่าสังคมยุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
“เหตุการณ์นี้เป็นจุดที่ต้องคุยกันว่าหลาย ๆ คอนโดที่ไม่ใช่ pet friendly ลูกบ้านหลายคนก็แอบเลี้ยงสัตว์กันหมด ถึงคราวที่คอนโด ผู้ประกอบการใหม่ๆ อาจต้องยอมรับความจริงและยอมให้เลี้ยงสัตว์เล็กได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมไทยที่หลายคนเป็น pet parents กันมากขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกี่ยวโยงกับอัตราการเกิดน้อยในไทย สถานการณ์ที่คนไทยไม่มีลูก เลยหันไปเลี้ยงสัตว์แทน
อาจจะถึงคราวยอมรับว่าสังคมไทยกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงก็โตมากในไทย ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เช่น เกาหลี จีน และญี่ปุ่น”
บทสนทนากับอาจารย์เจษปิดท้ายด้วยการถามไถ่สถานการณ์ในกรุงเทพฯ ณ เวลาที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวผ่านไปเกือบ 24 ชั่วโมง ทีม Rhythizen และทีม Reporter Journey ขอส่งกำลังใจให้ผู้อ่านและสัตว์เลี้ยงแสนรักของทุกท่านปลอดภัย และหวังว่าทุกชีวิตจะกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด \บีบมือ


