
FaraTALK เมื่อโลกของคอนเทนต์ “เด็กเนิร์ด” กำลังเติบโต
ควบคู่กับสังคมที่ต้องการ “ความสนุกเต็มอิ่มพร้อมความรู้”
นับเป็นปีที่ 3 ของการจัดทอล์กโชว์เพื่อ “ชาวช่อง” ของ Farose Studio ที่กลายเป็นงานประจำปีไปแล้ว อย่าง “FaraTALK” และสร้างปรากฎการณ์บัตร “Sold Out” อย่างรวดเร็วไม่แพ้กับบัตรคอนเสิร์ตของศิลปินดังๆ และทุกครั้งก็มีหัวข้อที่ชวนให้สังคมได้ขบคิดต่อถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้ามแต่ถูกนำมาตั้งคำถามเพื่อหาที่มาที่ไปของเรื่องนั้นๆ
ในปีนี้ก็เช่นกันผู้เขียนได้ไปร่วมรับชมทอล์กโชว์ FaraTALK “What’s in a name? ชื่อนั้นสำคัญไฉน” การหยิบยกหัวข้อชื่อต่างๆ ที่คุณคุ้นเคยทั้งชื่อคน ชื่อเมือง ชื่อวัด ชื่อถนน หรือแม้แต่ที่มาและความหมายอย่างลึกซึ้งของชื่อที่เมื่อถอดความออกมาแล้วกลายเป็นความอเมซิ่งที่คาดไม่ถึง พร้อมแขกรับเชิญที่เป็น ดาราช่องที่มาบอกเล่าชุดประสบการณ์และความรู้ของตัวเองที่ตกผลึกจนสังเคราะห์ออกมาเป็นเนื้อหาบนเวที
แตงโม – กิตติพร โรจน์วณิช แขกรับเชิญคนแรกที่โด่งดังจากการเต้นโหนเสาไฟจนหัก แต่อันที่จริงเธอคือนักแสดงอิสระที่ออกคว้าฝันไกลถึงฮอลลีวูด เธอมาเล่าเรื่องผ่านชื่อ ที่เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องศาสตร์ของตัวเลขกับประสบการณ์ชีวิตในการล่าฝัน ที่ทั้งสนุก ขบขัน และชวนคิด “ชื่อไม่ใช่ตัวที่กำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จะมีความสุขหรือเปล่า ในทุกวันนี้ที่เราได้ทำอะไรที่ชอบ และเก็บทุกโมเมนต์ดี ๆ ระหว่างทาง มันก็มีความสุขแล้วนะ
ก๊อตจิ – ทัชชกร บุญลัภยานันท์ หนึ่งในตัวแม่เอนเตอร์เทนเนอร์จากแก๊งค์เทย เที่ยวไทย และเป็นศิษย์พี่ของฟาร์โรสแห่งอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่นอกจากชื่อเสียงของการเป็นทั้งพิธีกร และนักแสดงแล้ว เธอก็เป็นหนึ่งในเนิร์ดภาษาจีนที่แอบซ่อนความรู้ไว้แบบแน่นปึ้ก กับวิถีลูกชายคนจีนของบ้านที่วันนี้เป็นลูกสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต “ในทุกชื่อมันมีความรักและความผูกพันซ่อนอยู่ในนั้น ไม่ว่าวันนี้คนจะเรียกเราด้วยชื่ออะไร แต่ตัวตนที่อยู่ข้างในก็ยังเป็นเราอยู่ดี”
นอกจากนี้ยังเหล่าบรรดา “เซลล์” ของช่องจากรายการช่างเชื่อม ที่มาเชื่อมเรื่องชื่อของตัวแทนผู้ชมในรอยัลพารากอนฮอลกันสดๆ เข้ากับปกรณัมของอารยธรรมสำคัญของโลกไม่ว่าจะเป็น
พี่อรรถ – อรรถ บุนนาค นักเขียน ล่าม นักแปล พิธีกร คอลัมน์นิสต์ บรรณาธิการ ฯลฯ ผู้รอบรู้ในด้านสังคม วัฒนธรรม Pop Culture ญี่ปุ่น
อาจารย์พงษ์ – อธิพงษ์ อมรวงศ์ปีติ นักเขียน นักแปลอิสระ และอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ แห่งอักษร จุฬาฯ เนิร์ดเทพปกรณัมกรีกโรมัน ที่ทำให้ชื่อภาษาอังกฤษที่คุ้นเคย กลายเป็นเรื่องเล่าแสนมหัศจรรย์
ป้าเก้า – ผศ.ดร.ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ ภาควิชาภาษาตะวันออก แห่งอักษร จุฬาฯ ผู้พร้อมเชื่อมทุกชื่อเข้ากับศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่เราอาจไม่เคยสังเกต
พี่จี – จิระศักดิ์ อัจฉริยยศ อาจารย์ นักเขียน และนักแปล ผู้หลงใหลความรุ่มรวยของอารยธรรมฝรั่งเศสและอียิปต์ จนได้ฉายา ‘เนเฟอร์จีจี้’!

สิ่งเหล่านี้ถูกอัดแน่นอยู่บนเวทีผ่านการทอล์กโชว์ยาวนานถึง 4 ชั่วโมง แต่แทบไม่มีช่วงไหนเลยที่น่าเบื่อหรือตกท้องช้าง และชาวช่องในฮอลต่างสนุกไปกับคอนเทนต์เด็กเนิร์ดที่คิดว่าจะสร้างความบันเทิงได้ขนาดนี้
จุดเด่นของ Farose ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความบันเทิงผ่านเหล่าบรรดาแก๊งค์ LGBT ทรงคุณค่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความสนุกสนานเท่านั้น แต่มันคือการปลุกกระแสของเนื้อหาที่ถ้าเรียนในห้องเรียนคงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ภาษาศาสตร์ หรือแม้แต่อัตชีวประวัติของบุคคลสำคัญหลากหลายสาขาวิชาชีพที่สร้างคุณูประการ และวิทยาการให้กับโลกใบนี้ จนกลายเป็นสังคมที่ถูกหล่อหลอมอย่างในปัจจุบัน เปิดกระโหลกโลกขององค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กว้างขึ้นและเชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนอย่างไม่รู้สึกยัดเยียด เพราะทุกๆ เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดเต็มไปด้วยความสนุก จริตการเล่าที่เต็มไปด้วยสีสันทั้งเรื่องจริง เรื่องเม้าส์ ซึ่งทั้งหมดถูกนำมาจำลองบนเวทีเพื่อตรึงชาวช่องถึง 5,000 คนเต็มความจุของฮอลเอาไว้ได้อยู่หมัด
ในวันที่โลกของความบันเทิง ไม่มีสาระ คอนเทนต์สร้างกระแส เรียกแสง เรียกดราม่ากำลังเต็มฟีดหน้าจอ แต่กลับมีคอนเทนต์จากช่องๆ หนึ่งที่สอดแทรกเรื่องราวที่มีจากความชื่นชอบส่วนตัวของเจ้าของช่องสามารถสร้าง “คอมมูนิตี้” ขนาดใหญ่ที่มีผู้ติดตามรวมกันทุกแพล็ตฟอร์มนับล้านคน และยังต่อยอดมาสู่การจัดโชว์บนเวทีที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่รอบก็ขายตั๋วหมดจนเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว นั่นก็พอจะประเมินได้แล้วว่า ในวันที่เรากำลังสิ้นหวังกับสังคมที่ให้คุณค่ากับคอนเทนต์เรียกสีเรียกแสง สร้างดราม่า หรือเป็นคอนเทนต์ขยะที่ทำร้ายและหาประโยชน์จากความเสื่อมทรามของสังคม
Farose กลับเป็นหนึ่งในช่องที่ทำให้โลกเห็นว่า คอนเทนต์น้ำดียังมีคนต้องการ ยังมีที่ยืน ยังเป็นที่สนใจและสร้างสังคมของคนคอเดียวกันได้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมซัพพอร์ตให้คนทำคอนเทนต์ยังมีแรงทำต่อ ไปต่อ และส่งต่อขยายเรื่องราวดีๆ ประดับคลังสมองให้กว้างมากขึ้น
อีกทั้งการที่ผู้สนับสนุน สปอนเซอร์ ที่เข้ามาในรายการนี้และคอยอุ้มชูให้คอนเทนต์จาก Farose ยังไม่เดินต่อไปได้ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของช่อง ไม่ใช่ส่วนเกินที่มาปรากฎจนดูแปลกประหลาดเพราะว่าใช้เงินซื้อเข้ามาเพื่อโปรโมทสินค้าและบริการของตัวเอง
แต่กลับเป็นผู้ที่ช่วยซัพพอร์ตให้คอมมูนิตี้นี้แข็งแรงขึ้น มีกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงให้คอนเทนต์ดีๆ ได้ไปต่อ และทำให้ผู้ติดตามในฐานะชาวช่อง และแบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของกันและกัน จนกลายเป็นว่าเมื่อชาวช่องรักรายการ ชาวช่องก็จะรักแบรนด์สินค้าตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายเลยในโลกของครีเอเตอร์ แต่ Farose ทำได้และทำได้ดีอีกด้วย
สุดท้ายนี้หลังจากที่ผู้เขียนดูโชว์จบ ความรู้สึกเดียวที่ตกตะกอนลงมาได้ก็คือ ขอบคุณทีมงาน Farose ที่ทำให้คอนเทนต์ “เด็กเนิร์ด” มีที่ยืนและเติบโตเบ่งบานอย่างสวยงาม ท่ามกลางความเหี่ยวเฉาของสังคม เป็นโอเอซิสเล็กๆ ที่เอาไว้พักใจจากเรื่องหนักๆ ในชีวิตที่ต้องเผชิญ และปลุกกระแสให้ผู้คนยังอยากแสวงหาความรู้ต่อยอดเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สังคมอุดมปัญญา” ให้มีความหวังว่า ประเทศนี้ยังพอไปต่อได้






