60 ปี นิเทศ จุฬา ฯ ร่วมกับ วช. สร้างผลงานวิจัยตามยุทธศาสตร์นำนวัตกรรมสื่อสร้างสังคมไร้ความรุนแรง ผลิตภาพยนตร์ผลงานจากการวิจัย “เรื่องของเรา” เล่าเรื่องความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ก้าวพ้นตัวตน เสนอเรื่องราวคนในพื้นที่ที่ถูกบดบังจากความขัดแย้ง หนุนบทบาทการสร้างสันติภาพด้วยความรู้และนวัตกรรมทางสังคม

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา
อัครจันทโชติ คณบดี เปิดเผยว่า คณะได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ตามแผนยุทธศาสตร์การวิจัยด้านสังคมไทยไร้ความรุนแรง เพื่อดำเนินการวิจัยสร้างองค์ความรู้และเสนอมุมมองที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เพิ่มเติม ผลการวิจัยถือเป็นนวัตกรรมสื่อทางสังคม ที่พัฒนามาจากผลการวิจัยเป็นภาพยนตร์เล่าเรื่องความขัดแย้งจากมุมของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ สะท้อนปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ถูกบดบังจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดมา เช่น การสูญเสียคนที่รักของครอบครัว การศึกษาของเด็ก ๆ ปัญหาการทำมาหากินที่ยากลำบาก ภาพยนตร์จากงานวิจัยครั้งนี้ชื่อ “เรื่องของเรา” ที่พร้อมเผยแพร่ให้ได้ชมบนช่องทางออนไลน์และยังสามารถนำไปใช้เป็นสื่อในกระบวนการแปรเปลี่ยนสู่สันติภาพชายแดนใต้ ใช้ประโยชน์ในการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ได้

“ภาพยนตร์ ‘เรื่องของเรา’ เป็นองค์ความรู้ใหม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคมไทย ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของพลังทางวิชาการสู่ภาพยนตร์ที่สามารถต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เป็นนวัตกรรมสื่อที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมที่จะร่วมกันมองปัญหาความขัดแย้งแบบไม่แบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย กระตุ้นให้สังคมร่วมกันผลักดันให้เกิดการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นสันติภาพ” 

รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ กล่าว และเชิญชวนให้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บนช่องยูทูบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://youtube.com/@chulauniversity และผู้สนใจสามารถติดต่อขอนำภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” ไปจัดฉายในกิจกรรมด้านการเรียนรู้ การศึกษา หรือเป็นสื่อสำหรับกระบวนการ แก้ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ โดยสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางของคณะ ฯ เฟซบุ๊กคณะนิเทศศาสตร์ https://www.facebook.com/commartschulaofficial และโทรศัพท์ 0 2218 2205 

ภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” เป็นผลผลิตจากงานวิจัยเรื่อง “การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้สู่สันติภาพด้วยกระบวนทัศน์การเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตนผ่านภาพยนตร์สั้น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวถึงงานวิจัยเพิ่มเติมว่า งานวิจัยมีแนวคิดหลักคือ การนำแนวคิดการเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตน (Self-transcendental narrative) ซึ่งเป็นแนวคิดการเล่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ผ่านมุมมองของความเป็นมนุษย์ แทนที่จะยึดติดกับอัตลักษณ์ ศาสนา หรือเชื้อชาติ จะเน้นการสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันในระดับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ คณะวิจัยลงพื้นที่เพื่อค้นหามุมมอง ความคิด ความเชื่อของคนในพื้นที่เกี่ยวกับความรุนแรงในพื้นที่ ด้วยการให้คนในพื้นที่เล่าเรื่องความขัดแย้งและความรุนแรง ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และทำกิจกรรมการสะท้อนความคิด (Projective Technique) จากนั้นจึงนำผลการวิจัยมาสังเคราะห์ เป็นแก่นเรื่องที่เล่าเรื่องความรุนแรงในแบบข้ามพ้นตัวตน ให้แต่ละคนเล่าเหตุการณ์จากประสบการณ์ตนเอง แล้วถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เห็นเหตุการณ์จากมุมของคนหลากหลายที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นั้น พัฒนาสร้างสรรค์เป็นบทภาพยนตร์แนว Omnibus Film ที่รวบรวมเรื่องสั้น ๆ ที่แตกต่างกันไว้ในเรื่องเดียวกัน ภายใต้แนวคิดหรือแก่นเรื่องเดียวกันจนผลิตเป็นภาพยนตร์ชื่อ “เรื่องของเรา” เป็นภาพยนตร์จากงานวิจัยสู่สันติภาพชายแดนใต้ที่เล่าเรื่องโดยคนในพื้นที่ที่เป็นผู้สูญเสีย นักเรียนที่ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคในการเรียน ปัญหาการสร้างภาพพื้นที่อันตรายที่ไม่มีใครอยากเดินทางมาท่องเที่ยว หรือทำงาน ขยายสู่เศรษฐกิจที่ซบเซา สะท้อนความหวังของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายแต่มีจุดหมายเดียวกันคือความต้องการให้เกิดความสงบร่มเย็นในพื้นที่ 

“ภาพยนตร์มุ่งหวังจะสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสันติภาพ ในแนวทางที่ละทิ้งตัวตนของทุกฝ่ายและร่วมกันมุ่งสู่จุดหมายเดียวกันคือสันติภาพ คณะวิจัยได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่จะช่วยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ชวนให้ผู้ชมมองปัญหาในฐานะผู้มีส่วนร่วม พร้อมรับฟัง แก้ไข และร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวทิ้งท้าย

ข้อคิดเห็นจากทีมงาน Reporter Journey หลังรับชมภาพยนตร์

ภาพยนตร์จะเปลี่ยนแปลงสังคมหรือพัฒนาสังคมได้อย่างไร

หนังถูกสร้างมาเพื่อการสะท้อนปรากฏการณ์ของเรื่องราวมุมชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยในชายเเดนภาคใต้ เป็นเครื่องมือของ การเยียวยาและความหวัง ถึงผู้รอดชีวิตจากสงคราม ผู้พลัดถิ่น หรือผู้ที่สูญเสียจากความรุนแรง ในภาพยนต์จะหยิบแต่ละประเด็นมาเล่าเพื่อสะท้อนปัญหา และมุ่งหวังให้เกิดการตั้งคําถามและเข้าสู่เพื่อพัฒนาการเปลี่ยนเเปลงอย่างมีสันติเเละสวัสดิ ภาพทางชีวิต มองว่าหนังเรื่องนี้เล่าเรื่อง journey ผ่านทางจิตใจของผู้คนในชายแดนใต้ที่พยายาม make sense กับภาพจํา ของชายแดนภาคใต้ที่ถูก Stereotypes ของความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่าไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหมด 

ภาพยนตร์ omnibus คืออะไร

omnibus คือการรวม เรื่องสั้นหลายเรื่อง ซึ่งรากศัพท์มาจากละติน แปลว่า “สําหรับทุกคน” หรือ “ครอบคลุมทุกสิ่ง” เข้าไว้ในภาพยนตร์เรื่องเดียว เล่าเรื่องหลายมุมมองของผู้กําแต่ละคนกับมารวมเป็น1กันเพื่อเเชร์ประสบการณ์ เพื่อให้เห็น ประสบการณ์ร่วมที่ต่างกัน  ผู้ชมจะได้รับประสบการณ์จากหลายแง่มุม หลายโทน หลายสไตล์ภายในเรื่องเดียว การเรียบเรียงจากเรื่องสั้นให้กลายเป็นการเล่าหนึ่งเรื่องร่วมกันส่งผลให้คนดูได้รับชมแล้วคิดไปตามกันในของแต่ละช่วง

การเล่าเรื่องข้ามพ้นตัวตน ต่างจาก Transmedia อย่างไร

คือการก้าวข้ามพ้นสื่อ เรื่องเล่าไม่ใช่พื้นที่เเห่งการเล่า  เเต่คือการเล่าเรื่องให้ทุกคนได้มีประสบการณ์ร่วม ให้เกิดเพิ่มมุมมองที่เเตกต่างในการเเก้ปัญหา การเล่าเรื่องข้ามพ้นตัวตน” (Post-identity narrative) และ “Transmedia Storytelling” ทั้งสองแนวทางต่างมุ่งเป้าไปที่การขยายความหมายของเรื่องเล่า แต่มีรากฐานและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จึงมุ่ง อธิบายความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดนี้อย่างชัดเจน อย่างเช่นหนัง 4 แพร่ง หรือหนังที่มีเรื่องเล่ามากกว่า 1 แม้ทั้งสอง แนวทางจะดูเหมือนมีเป้าหมายคล้ายกัน คือการ “ขยาย” พรมแดนของเรื่องเล่าของสื่อ

ช้อคิดเห็นส่วนตัว โดย จิราพร จอมทองหลาง

โดยส่วนใหญ่ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนภาคใต้พยายาม call out ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นเรื่องชายแดนภาคใต้ พยายามจะวิพากษ์ปัญหาเชิงโครงสร้าง ฉายภาพให้เข้าใจผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และสนำเสนอกลิ่นอายของสถาณการณ์ที่เป็นอยู่กอปรกับแฝงความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ซุกซ่อนเอาไว้อยู่เสมอ หมายความว่า ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ควรสร้างออกมาเพื่อให้เรารู้ชัด ว่าพวกเขาเผชิญกับอะไร เป็นมาอย่างไร โดยเฉพาะความรุนแรงของการเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็พยายามจะทำเช่นนั้น ทว่า อาจจะเพราะด้วยเทคนิคการนําเสนอ บท และการแสดง ที่ถูกสร้างผ่านข้อมูลงานวิจัยที่ได้จากการลงพื้นที่ ในระยะเวลา 1 ปี ผลลัพธที่ได้คือ ภาพยนตร์ออกมาเล่าเรื่องโดยที่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่พยายามทําให้เป็นเรื่องบวกเชิงฝืนไปบ้าง เป็นพลังงานบวกเชิงลบ ใช้เทคนิคที่แสดงอ้อมๆ ว่าเหตุการณ์นี้เราไม่ควรที่จะรับรู้ ควรทําใจ  เพราะท้ายที่สุดเหตุการณ์นั้นไม่มีทางจบได้ในเร็ววัน

เกิดเป็นคําถามในหัวที่รู้สึกขัดแย้งกับคำโปรยของภาพยนตร์ที่ว่า ‘แปรเปลี่ยนความขัดแย้ง สู่สันติภาพ’ เราจะสร้างความสันติได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาสำคัญอยู่ในพื้นที่สีแดง จากฝีมือใคร ที่ ณ ปัจจุบันที่เหตุการณ์มันกําลังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

องค์รวมของหนังสะท้อนเป็นนัย ๆ ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขานั้นก็ไม่ได้ใกล้ที่จะได้รับสันติภาพ และเรากลับไม่รู้ว่าต้นตอเหตุการณ์ในหนังที่มันคือเหตุการณ์ที่ต้องเฉยเมยหรือปล่อยละเลยได้จริงหรือเปล่า  ผู้เขียนมองว่าการนําเสนอ massage ที่ดีของภาพยนตร์ควรจะ ‘เน้นยํ้าประเด็น’ ให้หนักกว่า ‘ชีวิตและวัฒนธรรมของชายแดนภาคใต้ในแบบปัจเจกชนบางกลุ่มแบบเจาะจง’ หรือกลุ่มคนที่โดนผลกระทบ หรืออาจจะเป็นเนื้อหาชีวิตทางด้านศาสนาพวกเขาเป็นอย่างไร

ดังเช่นหนังในเทศการ Deep South Young Filmmaker ตัวหนังที่นําเสนอความฝัน บอกเล่าเรื่องราวชายแดนภาคใต้ ยกตัวอย่าง สิทธิการแต่งตัวของคนในพื้นที่ และการใส่ ฮีญาบ ของผู้หญิงที่ต้องมีเงื่อนไขในหลาย ๆ อย่างในระบบการทํางานไทย หรือ โรงเรียนที่แม้พวกเขาได้เรียนก็ยังไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยเสียอยู่ดี สิ่งเหล่านี้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงแค่นี้เราก็รู้แล้วว่าพวกเขาเจอเงื่อนไขอะไรในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประวัน ที่ไม่ใช่แค่ผิวเผินของคนที่ถูกโดนกระทบทางจิตใจ ทั้งหมดนี่คือโดยรวมจากความรู้สึกที่ดู แต่การที่หนังนําเสนอเรื่องนี้และพยายามส่งเสริมซึ่งก็ถือเป็นก้าวแรกที่พอใช้ได้ แต่การหยิบยืมประเด็นควรเน้นหนัก และสามารถลึกได้มากกว่านี้นอกเหนือผลงานวิจัย