น้ำท่วมฉับพลันจากธารน้ำแข็ง โลกร้อนละลายภูเขาหิมะเร็วเกินไป

#ENVIRONMENT เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มครั้งรุนแรง บริเวณพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีนที่มีทั้งภาพข่าวและคลิปจากผู้คนในเหตุการณ์บันทึกเอาไว้ได้ ทำให้มนุษย์ได้เห็นถึงความโกรธเกี้ยวของธรรมชาติเมื่อถึงคราวเอาคืน

มีรายงานออกมาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้รับอิทธิพลจากเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็ก 4.4 เมื่อเวลา 08.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดดินสไลด์ขนาดใหญ่ ถล่มลงมาปิดกั้นการไหลของแม่น้ำโพเต โกษี จนเกิดการสะสมตัวของมวลน้ำมหาศาล และทะลักล้นลงสู่พื้นที่ตอนใต้

ขณะที่ศูนย์ศึกษาวิธีการพัฒนาภูเขาบูรณาการนานาชาติ (ICIMOD) ณ กรุงกาฐมาณฑุ ระบุเสริมว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่ามวลน้ำป่าที่ไหลทะลักในแม่น้ำเลนเต โคลา ซึ่งเป็นลำน้ำสาขา มีสาเหตุหลักมาจากหิมะและหินจากธารน้ำแข็งถล่ม ลงมาปิดกั้นลำน้ำทางฝั่งเนปาล ก่อนจะแตกออกและส่งมวลน้ำมหาศาลไหลทะลักลงสู่พื้นที่ตอนใต้ด้วยความเร็วสูง
.
แน่นอนว่าพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัยที่ปกคลุมได้หิมะและธารน้ำแข็ง อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสายที่สำคัญ ซึ่งมาจากการละลายของธารน้ำแข็ง ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน

เทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูช ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ขั้วโลกที่สาม” เพราะเก็บกักน้ำแข็งไว้มากที่สุดนอกเขตขั้วโลก กำลังเผชิญกับการละลายตัวอย่างรวดเร็วของหิมะและธารนำแข็งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี รายงานฉบับล่าสุดจากศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบผสมผสาน (ICIMOD) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2026 ระบุชัดว่า อัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งทั่วภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา และบางส่วนของธารน้ำแข็งกำลังเข้าใกล้จุดอันตรายที่การละลายจะไม่สามารถย้อนกลับได้อีก

เช่นเดียวกับรายงาน HKH Glacier Outlook 2026 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากธารน้ำแข็ง 38 แห่งที่มีการเฝ้าติดตามเผยว่า การสูญเสียมวลน้ำแข็งในวงกว้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหลังปี 2000 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าบางส่วนของธารน้ำแข็งหิมาลัยอาจกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤตที่จะนำไปสู่การถอยร่นแบบย้อนกลับไม่ได้

ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือปริมาณน้ำแข็งที่สูญไปแล้วตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 1975 ความหนาของน้ำแข็งในภูมิภาคนี้สูญเสียไปแล้วรวมสูงสุดถึง 27 เมตร ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับประชากรเกือบ 2,000 ล้านคนที่อาศัยอยู่ปลายน้ำและพึ่งพาแม่น้ำจากการละลายของธารน้ำแข็ง

โดยภูมิภาค HKH ครอบคลุมธารน้ำแข็งกว่า 63,761 แห่ง พื้นที่รวมเกือบ 55,782 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบแม่น้ำสำคัญในเอเชียอย่างน้อย 10 สาย หล่อเลี้ยงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และการดำรงชีวิตของประชากรหลายพันล้านคน

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้นคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ภาวะโลกร้อนตามระดับความสูง” (Elevation-Dependent Warming) ซึ่งพื้นที่สูงจะร้อนเร็วกว่าพื้นที่ต่ำ โดยพบว่าราว 78% ของพื้นที่ธารน้ำแข็งทั้งหมดอยู่ที่ระดับความสูง 4,500-6,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล กำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนตามระดับความสูงอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านี้ องค์การสหประชาชาติเคยประเมินไว้ว่าธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้กำลังถอยร่นเร็วกว่าทศวรรษก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญถึง 65% และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1.5-2 องศาเซลเซียส ภูมิภาค HKH อาจสูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปมากถึง 50% ภายในปี 2100 รวมทั้งแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงแม่น้ำสายสำคัญของเอเชีย ทั้งแม่น้ำคงคา สินธุ แยงซี โขง และอิรวดี อาจเหือดแห้งไปไม่พ้นศตวรรษนี้

น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “น้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็ง” Glacier lake outburst floods (GLOF) ปรากฏการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำปริมาณมหาศาลซึ่งกักเก็บอยู่ในทะเลสาบธารน้ำแข็งไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากเขื่อนดินตามธรรมชาติ เช่น แนวตะกอนหินหรือกำแพงน้ำแข็งพังทลายลงที่อาจจะเกิดจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว

แต่สาเหตุหลักมาจากการเกิดภาวะโลกร้อน เมื่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งละลายและเกิดเป็นทะเลสาบเหนือธารน้ำแข็งหรือท้ายธารน้ำแข็งมากขึ้น

เมื่อมวลน้ำสะสมมากขึ้น การพังทลายของเขื่อนธรรมชาติแนวตะกอนหินหรือก้อนน้ำแข็งที่ทำหน้าที่กั้นน้ำอยู่เกิดรับน้ำหนักไม่ไหวหรือถูกกัดเซาะจนแตกออก

น้ำปริมาณมหาศาลที่ถูกกักเอาไว้ก็ทะลักออกมาทีเดียวจนเป็นคลื่นน้ำที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 120-150 กม./ชม. และสามารถสร้างคลื่นน้ำสูงกว่า 50 เมตร เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นช่องเขาแคบและลึกทำให้มวลน้ำถูกบีบอัดให้พุ่งไปข้างหน้าและข้างบน ซึ่งไม่มีทางที่จะวิ่งหนีหรือขับรถหนีได้ทันหากมวลน้ำนั้นพุ่งมาในพื้นที่ชุมชนริมช่องเขาของแม่น้ำทำลายล้างทุกชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็ว ตึกขนาดใหญ่หลายชั้นสามารถพังลงได้จากการที่มวลน้ำเข้ากระแทกเพียงชั่วพริบตา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต เป็นเพียงหนึ่งในเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2021 บริเวณลุ่มน้ำ Astore ทางตะวันตกของหิมาลัย พบว่าในช่วงฤดูละลายน้ำแข็งเพียงปีเดียว จำนวนทะเลสาบธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า จาก 18 เป็น 100 แห่ง และพื้นที่ทะเลสาบขนาดใหญ่กว่า 0.01 ตารางกิโลเมตรเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า

ขณะที่การประเมินในภูมิภาคฮินดูกูช-คาราโครัม-หิมาลัยโดยรวมพบว่าทะเลสาบธารน้ำแข็ง 1 ใน 6 จากทั้งหมด 1,203 แห่งที่สำรวจ ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงต่อชุมชนปลายน้ำ และในบางกรณีการจำลองสถานการณ์รุนแรงพบว่าทะเลสาบเหล่านี้อาจปล่อยน้ำในอัตราสูงสุดถึง 7,532-38,220 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และท่วมพื้นที่ลึกได้ถึง 60 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดตามฤดูกาลปกติมาก

เหตุการณ์ที่ทะเลสาบเซาท์ลอนักในรัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย เมื่อคืนวันที่ 3-4 ตุลาคม 2023 คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า GLOF ทำลายล้างชีวิตและโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็วเพียงใด

จุดเริ่มต้นของหายนะคือดินถล่มขนาดมหึมาจากตะกอนข้างธารน้ำแข็งที่แข็งตัว (permafrost) ซึ่งพังทลายลงสู่ทะเลสาบมวลตะกอนแช่แข็งราว 14.7 ล้านลูกบาศก์เมตรถล่มลงสู่ทะเลสาบเซาท์ลอนักที่ระดับความสูง 5,200 เมตร

แรงกระแทกก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่คล้ายสึนามิสูงราว 20 เมตร ซัดข้ามและเซาะทำลายเขื่อนตะกอนธรรมชาติที่กั้นทะเลสาบไว้ จนน้ำในทะเลสาบราว 50 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลทะลักออกมาอย่างฉับพลัน กลายเป็นน้ำท่วมที่เดินทางไกลถึง 385 กิโลเมตรตามแม่น้ำทีสตาไปจนถึงประเทศบังกลาเทศ

องค์กร Adaptation at Altitude เปรียบเทียบไว้ว่ามวลดินถล่มดังกล่าวมากพอจะเติมเต็มสนามกีฬานเรนทรา โมดี ในเมืองอาห์เมดาบาดจนท่วมหลังคาได้เกือบ 2 เท่า ส่วนปริมาณน้ำ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ไหลทะลักออกมาก็เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกราว 20,000 สระ

ความเสียหายที่ตามมาน่าตกใจไม่แพ้กันภัยพิบัติครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติแบบหลายปัจจัยซ้อนทับที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยบันทึกไว้ในภูมิภาคนี้

น้ำท่วมยังพัดพาทำลายเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเทสตา 3 ขนาด 1,200 เมกะวัตต์รวมถึงทำลายสะพานถึง 13 แห่ง และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 60,000 คนใน 4 อำเภอของรัฐสิกขิม

สิ่งที่นักวิจัยเน้นย้ำคือ แม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ตัวเลขนี้อาจเลวร้ายกว่านี้มากหากปราศจากระบบเตือนภัยและการซ้อมรับมือภัยพิบัติที่มีอยู่ก่อนแล้วเนื่องจากสิกขิมมีความเปราะบางสูงต่อทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก และดินถล่ม รัฐบาลท้องถิ่นจึงเคยจัดฝึกอบรมประชาชนและเจ้าหน้าที่ผ่านการซ้อมรับมือภัยพิบัติหลายรูปแบบมาก่อน และได้ระบุพื้นที่ปลอดภัยในบริเวณใกล้เคียงไว้ล่วงหน้าแล้ว ความพร้อมล่วงหน้านี้ทำให้การอพยพประชาชนจำนวนมากสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ

แม้เหตุการณ์ GLOF จะเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลบนที่สูง แต่ผลกระทบไม่เคยจำกัดอยู่แค่บนภูเขา แต่นั่นก็ทำให้เห็นถึงพลังการทำลายล้างของธรรมชาติที่มีต้นเหตุจากฝีมือมนุษย์ ทั้งน้ำท่วมที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต ในวันนี้และน้ำท่วมที่เซาท์ลอ มวลน้ำได้พัดพาทำลายทั้งเขื่อนไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานตลอดเส้นทาง 385 กิโลเมตร นี่คือภาพสะท้อนว่าภาวะโลกร้อนที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นนามธรรม แท้จริงแล้วกำลังแปรสภาพเป็นภัยพิบัติที่จับต้องได้และวัดผลกระทบได้เป็นจำนวนผู้เสียชีวิต โครงสร้างพื้นฐานที่พังทลาย และชุมชนที่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน

ที่มา