หมู่บ้านมะเร็งจีน ที่ปกปิดไม่มิด กับเงินเยียวยาแค่คนละ 360 บาท
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2013 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีน หรือปัจจุบันคือกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสิ่งแวดล้อมของประเทศ ด้วยการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า “หมู่บ้านมะเร็ง” (cancer villages) มีอยู่จริงในประเทศจีน คำสารภาพนี้ปรากฏอยู่ในแผนแม่บทระยะ 5 ปีว่าด้วยการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงจากสารเคมี ซึ่งระบุว่า
“สารเคมีอันตรายและเป็นพิษก่อให้เกิดวิกฤตด้านน้ำและอากาศหลายครั้ง วิกฤตน้ำดื่มเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ขณะที่ ‘หมู่บ้านมะเร็ง’ และปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ก็ปรากฏขึ้นในบางพื้นที่เช่นกัน”
สำหรับคนนอก คำแถลงสั้น ๆ นี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงถ้อยแถลงทางราชการแบบขอไปทีทั่วไป แต่สำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและครอบครัวผู้สูญเสียนับหมื่นคนทั่วประเทศจีน มันคือการยอมรับความจริงที่พวกเขาพยายามพิสูจน์มานานกว่าทศวรรษ
คำว่า “หมู่บ้านมะเร็ง” ไม่ใช่คำนิยามทางการแพทย์หรือทางราชการ แต่เป็นคำที่นักข่าวและนักเคลื่อนไหวชาวจีนใช้เรียกชุมชนที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงผิดปกติ ซึ่งเชื่อมโยงกับมลพิษทางน้ำและอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมใกล้เคียง คำนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างตั้งแต่ปี 2009 เมื่อนักเคลื่อนไหว ‘เติ้ง เฟย’ เผยแพร่แผนที่ระบุตำแหน่งหมู่บ้านลักษณะนี้กว่า 100 แห่ง
หลังจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมยอมรับการมีอยู่ของปรากฏการณ์นี้ แผนที่ฉบับใหม่ที่จัดทำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวจีน ซึ่งรวบรวมจากข้อมูลและรายงานข่าวต่าง ๆ ก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่ามีหมู่บ้านมะเร็งมากถึง 247 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ใน 27 ภูมิภาค ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมณฑลเหอหนานตอนกลางและมณฑลเจียงซูตอนตะวันออก ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากแผนที่ฉบับก่อนหน้าของเติ้ง เฟย องค์กรกรีนพีซและกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนประเมินตัวเลขไว้สูงกว่านั้น โดยระบุว่าอาจมีหมู่บ้านลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

.
เมื่อสายน้ำกลายเป็นพิษนำพาความตายมาเยือน
รายงานของสำนักข่าวหลายแห่งได้บันทึกเรื่องราวของหมู่บ้านเฉพาะจุดที่สะท้อนภาพรวมของปัญหานี้ได้ชัดเจน
ในหมู่บ้านหวงเมิ่งอิง มณฑลเหอหนาน ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายหยิง แม่น้ำที่มีมลพิษหนักที่สุดของจีน มีรายงานว่าตั้งแต่ปี 1992 มีชาวบ้านกว่า 140 คนจากประชากรทั้งหมดราว 2,800 คนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ระบุว่าถนนสายหนึ่งในหมู่บ้านถูกเรียกว่า “ตรอกมะเร็ง” เพราะแทบทุกครัวเรือนมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างน้อยหนึ่งคน อัตราการเป็นมะเร็งในพื้นที่ริมแม่น้ำหวยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศถึง 50%
ที่หมู่บ้านอู๋ลี่ มณฑลเจ้อเจียง อดีตหมู่บ้านประมงที่เคยรุ่งเรือง กลายเป็นหนึ่งในหมู่บ้านมะเร็ง หลังโรงงานเคมีเข้ามาตั้งอยู่ใกล้เคียง น้ำประปาในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเป็นครั้งคราว และปลาในแม่น้ำเริ่มตายเป็นจำนวนมาก นักเคลื่อนไหว ‘เว่ย ตงอิง’ ซึ่งได้รับฉายาว่า “เอริน บร็อกโควิช แห่งจีน” ระบุว่าประชากรในหมู่บ้านกว่า 10% เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนับตั้งแต่นั้นมา เธอเก็บตัวอย่างน้ำสีแดงส่งไปตรวจสอบยังรัฐบาลกลางด้วยตนเอง เมื่อรัฐบาลยอมรับการมีอยู่ของหมู่บ้านมะเร็งในที่สุด เธอตั้งคำถามอย่างเจ็บปวดว่า
“ผู้คนตายไปแล้วในหมู่บ้านของเรา ตอนนี้พวกเราเป็นมะเร็งกันและหลายคนก็เสียชีวิตไปแล้ว คุณถึงเพิ่งยอมรับว่ามีหมู่บ้านมะเร็งอยู่จริง… การยอมรับครั้งนี้จะช่วยชีวิตใครได้อีกสักคนไหม”
นักเคลื่อนไหว ‘เว่ย ตงอิง’ ซึ่งได้รับฉายาว่า “เอริน บร็อกโควิช แห่งจีน
ในหมู่บ้านหยางเฉียว เมืองเยียนเฉิง มณฑลเจียงซู มีรายงานว่าชาวบ้านกว่า 20 คนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดและมะเร็งหลอดอาหารระหว่างปี 2001-2004 โดยมลพิษทางอากาศรุนแรงถึงขนาดที่ชาวบ้านต้องใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปากขณะนอนหลับ
ส่วนที่หมู่บ้านตงจิน ในเมืองเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตด้วยมะเร็งเกือบ 100 คนระหว่างปี 2001-2006 อันเป็นผลจากมลพิษของบริษัทเคมีแห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังถูกฟ้องร้องและเสนอเงินชดเชยเพียง 70 หยวน หรือเพียง 362 บาทต่อชาวบ้านหนึ่งคนเท่านั้น
น้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนหล่อเลี้ยงประชากร 70% ของประเทศ
รากของปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับวิกฤตน้ำใต้ดินของจีน จากการศึกษาระยะยาวของกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมร่วมกับสถาบันวิศวกรรมศาสตร์จีนที่แล้วเสร็จในปี 2011 พบว่าน้ำใต้ดินในเขตเมืองกว่า 90% มีการปนเปื้อนในระดับต่าง ๆ กัน โดยจาก 118 เมืองใหญ่ที่สำรวจ มี 64 เมืองที่แหล่งน้ำใต้ดินปนเปื้อนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เนื่องจากประชากรจีนถึง 70% พึ่งพาน้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำดื่มหลัก การขาดการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ประกอบกับการทุจริตในระดับท้องถิ่น ทำให้โรงงานจำนวนมากสามารถปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำและทะเลสาบได้โดยตรงโดยไม่ผ่านการบำบัด
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขจีนยังระบุว่า มะเร็งได้กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศ โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 80% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักวิชาการบางส่วนระบุว่าหากมลพิษทางอากาศยังดำเนินต่อไปในอัตรานี้ จีนอาจเผชิญวิกฤตสุขภาพประชาชนที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้กระทรวงสิ่งแวดล้อมจะยอมรับการมีอยู่ของหมู่บ้านมะเร็งอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก แต่รายงานฉบับดังกล่าวกลับไม่ได้ให้คำนิยามหรือรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้แต่อย่างใด
‘หวัง ชานฟา’ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมผู้ดูแลศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษในกรุงปักกิ่ง ให้ความเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่คำว่าหมู่บ้านมะเร็งปรากฏในเอกสารทางการของกระทรวง ซึ่งสะท้อนว่าทางการยอมรับแล้วว่ามลพิษนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งของประชาชน และประเด็นนี้ได้รับความสนใจในระดับที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเสนอเพียงมาตรการระยะยาว เช่น การกำกับดูแลแหล่งมลพิษที่ส่งผลต่อน้ำใต้ดินอย่างเข้มงวดภายในปี 2020 และการควบคุมการใช้และปล่อยสารเคมีอันตราย 58 ชนิด โดยไม่มีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว สำหรับนักเคลื่อนไหวหลายคน การยอมรับนี้จึงมาพร้อมความรู้สึกขมขื่นมากกว่าความโล่งใจ เพราะไม่อาจย้อนคืนชีวิตของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วได้ และไม่มีหลักประกันว่าจะป้องกันโศกนาฏกรรมในอนาคตได้อย่างแท้จริง
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต
ปรากฏการณ์ “หมู่บ้านมะเร็ง” สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตของ GDP และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมายหลัก โดยผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไปให้ชุมชนชนบทที่ขาดอำนาจต่อรองทางการเมืองและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
การที่รัฐบาลกลางต้องรอจนกระทั่งเกิดแรงกดดันมหาศาลจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตที่ควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะยอมรับความจริงที่ประชาชนในพื้นที่รับรู้มานานหลายทศวรรษ ตอกย้ำให้เห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างระหว่างกลไกกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมส่วนกลางกับการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น ซึ่งมักถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่และนักธุรกิจในพื้นที่
กรณีของจีนจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ รวมถึงไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชนบท คำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ กลไกการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันไม่ให้ชุมชนต้องกลายเป็น “หมู่บ้านมะเร็ง” แห่งต่อไป ก่อนที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะสูงจนไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป

