หายนะเหมืองนิกเกิลจีน โผล่ที่อินโดนีเซีย
#ENVIRONMENT หายนะเหมืองนิกเกิลจีนโผล่ที่อินโดนีเซีย พบสารพิษก่อมะเร็งสะสมเต็มพื้นที่ทั้งในดินและน้ำ โรงงานผลิตแบตฯ รายใหญ่ของจีนปล่อยออกมาสนใจกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซ้ำร้ายเคยเกิดเหตุเตาหลอมโรงถลุงนิกเกิลทุนจีนบนเกาะสุลาเวสีระเบิดคนตายไป 21 ราย เขื่อนเก็บกากแร่พังทับคนตาย ละเมิดกฎหมายแรงงาน แถมโรงงานจีนรับปากเข้ามาว่าจะพัฒนาทักษะแรงงานแต่สุดท้ายก็แค่มาสูบทรัพยากรโดยไม่รับผิดชอบใดๆ
ปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือนแร่ของกลุ่มทุนจีนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียที่ถือว่าเป็นแหล่งแร่นิกเกิลที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก และเป็นที่หมายตาดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปทำเหมืองแร่ โรงงานถลุงแร่ และโรงงานผลิตแบตเตอรีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก
แต่สิ่งที่ตามมานั้น กำลังกลายเป็นคำถามว่า สิ่งที่ได้มากับสิ่งที่สูญเสียไปมันคุ้มค่ากับที่แลกมาหรือไม่ เพราะรายงานฉบับใหม่จากศูนย์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Resource Centre หรือ BHRC) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระบุว่าข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงอุตสากรรมเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนที่กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก โดยอินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่มีการบันทึกข้อกล่าวหามากที่สุด อันเป็นผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนิกเกิลที่ได้รับทุนจากจีน มากยิ่งกว่าประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความเสี่ยงสิทธิมนุษยชนในภาคเหมืองแร่มาอย่างยาวนานอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและเมียนมาเสียอีก
รายงานชื่อ “Shifting Ground: Human Rights, Chinese Investment and the Rush for Transition Minerals” ของ BHRC ระบุว่าในช่วงปี 2021–2025 มีการบันทึกข้อกล่าวหาการละเมิดที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจีนด้านการผลิตแร่เพื่อพลังงานทดแทนรวมทั้งสิ้น 434 กรณี โดยตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 2021 และพุ่งสูงถึง 148 กรณีในปี 2025 เพียงปีเดียว ขณะที่ช่วงปี 2023–2025 เพียง 3 ปี มีการบันทึกถึง 326 กรณี สะท้อนอัตราเร่งของปัญหาที่ชัดเจน
ในจำนวนนี้ มี 10 บริษัทจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเกือบ 2 ใน 3 หรือราว 65% ของทั้งหมด ซึ่งรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Zijin Mining, Tsingshan Group และ Zhejiang Huayou Cobalt สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ 3 บริษัทที่มีข้อกล่าวหามากที่สุด ซึ่งรวมกันคิดเป็น 1 ใน 3 ของข้อกล่าวหาทั้งหมด ล้วนมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว แต่กลับไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ปฏิบัติงาน
ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่น โดยมี 179 กรณีที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชน ทั้งด้านการดำรงชีพ สุขภาพ และสิทธิในที่ดิน ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีจากการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมถึง 18 ครั้งในช่วงปี 2023–2025 ที่น่าสนใจคือ อัตราการตอบสนองของบริษัทจีนต่อข้อกล่าวหาปรับตัวดีขึ้นจาก 18% เป็น 27% ซึ่งแม้จะถือเป็นความคืบหน้า แต่ก็ยังสะท้อนว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังคงเพิกเฉยต่อการชี้แจงข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเอง
เมื่อสมบัติในดิน เรียกทั้งโอกาสและวิกฤแก่อินโดนีเซีย
ประเด็นสำคัญของปัญหาอยู่ที่นโยบายห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบของรัฐบาลอินโดนีเซียที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปแร่ภายในประเทศ (downstreaming) นโยบายนี้ประสบความสำเร็จในแง่การดึงดูดเงินลงทุน โดยบริษัทจีนทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมถลุงและแปรรูปนิกเกิลขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากถ่านหินเป็นหลัก โดยปัจจุบันอินโดนีเซียครองสถานะผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยสัดส่วนสำรองแร่ราว 42.3% ของโลก และเป็นแหล่งแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก
ข้อมูลจาก China-Global South Project ระบุว่าบริษัทจีนถือหุ้นในโครงการเหมือง รีไซเคิล และแปรรูปนิกเกิลของอินโดนีเซียถึง 75 โครงการจากทั้งหมด 357 โครงการ และควบคุมสัดส่วนการผลิตนิกเกิลที่ขุดได้ราว 40% ของทั้งประเทศ ขณะที่รายงานอีกฉบับจาก C4ADS ระบุว่าเพียงสองบริษัท คือ Tsingshan Holding Group และ Jiangsu Delong Nickel Industry ครองกำลังการผลิตด้านการถลุงแร่ของอินโดนีเซียรวมกันมากกว่า 70%
การผูกขาดทางธุรกิจที่กระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนจีน ประกอบกับอัตราเร่งของการขยายโครงการ ทำให้เกิดรูปแบบความเสียหายซ้ำๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในหลายพื้นที่ ทั้งมลพิษทางน้ำจากกากแร่นิกเกิลลาเทอไรต์ที่กระทบชุมชนประมง การเวนคืนที่ดินของชนพื้นเมืองกลุ่มโตเบโล และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพาป่าในพื้นที่สัมปทาน
รวมถึงกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่นักวิจารณ์มองว่าไม่รัดกุมเพียงพอเมื่อเทียบกับขนาดและความเร็วของการอนุมัติโครงการ พื้นที่ที่ถูกจับตามากที่สุดคือศูนย์กลางเหมืองและถลุงแร่ที่โมโรวาลี จังหวัดสุลาเวสีกลาง และเวดาเบย์ บนเกาะฮัลมาเฮรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ป่าไม้ถูกถางเพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม่น้ำปนเปื้อนสารเคมี และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนถูกเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร
ความล้มเหลวที่ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานในอุตสาหกรรมนิกเกิลอินโดนีเซียไม่ใช่ประเด็นใหม่ ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เคยจัดให้นิกเกิลจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในรายงาน “Global State of Child and Forced Labour” โดยระบุว่าแรงงานในภาคนี้เผชิญปัญหาการทำงานล่วงเวลาโดยไม่สมัครใจ สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย การไม่จ่ายค่าจ้าง การถูกปรับเงิน การไล่ออก การข่มขู่ใช้ความรุนแรง และภาวะพันธนาการหนี้สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงระบุว่าแรงงานบังคับปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุวิกฤตหลายชนิด ไม่ใช่เฉพาะนิกเกิลจากอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอะลูมิเนียมและโพลีซิลิคอนจากจีน และโคบอลต์ แทนทาลัม ดีบุกจากคองโก
องค์กร China Labor Watch ก็เคยเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างเป็นระบบในหมู่แรงงานจีนที่เข้ามาทำงานในโครงการนิกเกิลของอินโดนีเซียเช่นกัน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานท้องถิ่น แต่ครอบคลุมถึงแรงงานข้ามชาติที่เดินทางมาพร้อมกับการลงทุนของจีนด้วย
ทั้งทำคนตาย ทั้งปล่อยสารก่อมะเร็งอย่างไร้ความรับผิดชอบ
การเติบโตอย่างรวดเร็วกลับมาพร้อมข้อกล่าวหาหลากหลาย ตั้งแต่สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุในโรงงาน การเสียชีวิตของคนงาน ไปจนถึงมลพิษจากเหมืองและโรงถลุงนิกเกิลบนเกาะสุลาเวสีและหมู่เกาะมาลูกะ
เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อเตาหลอมของโรงถลุงนิกเกิลที่ดำเนินการโดย Indonesia Tsingshan Stainless Steel ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของยักษ์ใหญ่จีน Tsingshan ระเบิดในจังหวัดสุลาเวสีกลาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 21 คน
รายงานยังระบุว่า ปัจจุบัน “นิกเกิล” แซงหน้าทองแดง กลายเป็นแร่ที่เชื่อมโยงกับข้อกล่าวหามากที่สุด ขณะที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ “ลิเทียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
หนึ่งในประเด็นที่นักวิจัยกังวลมากที่สุด คือการขยายตัวของโรงถลุงนิกเกิลที่ใช้เทคโนโลยี High-Pressure Acid Leach (HPAL) ซึ่งบริษัทจีนนำมาใช้แพร่หลายในอินโดนีเซีย
เอียน ฮิสค็อก นักวิจัยด้านแร่สำคัญจาก Energy Shift Institute อธิบายว่า โรงงาน HPAL ผลิตกากของเสียปริมาณมหาศาลที่มี “สารพิษตกค้าง” หากจัดเก็บไม่เหมาะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยในอินโดนีเซียยังพบหลักฐานว่า สารเคมีก่อมะเร็งบางชนิดรั่วไหลลงสู่ดินบริเวณที่เก็บกากแร่ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย จากเหตุเขื่อนกักเก็บกากแร่พัง
ฮิสค็อกเตือนว่า หากโครงการนิกเกิลยังขยายตัวในอัตราปัจจุบัน ปริมาณกากแร่จากโรงงาน HPAL จะเพิ่มขึ้น “เป็น 10 เท่า” ภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้น การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และการทำลายระบบนิเวศในวงกว้าง
ทุนจีนโทษรัฐบาลอินโดนีเซียกลับว่าโดนรีดไถ
ขณะที่รายงานของ BHRC ชี้ให้เห็นด้านมืดของการลงทุนจีนต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย แต่สถานการณ์ในอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดไม่แพ้กันระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับนักลงทุนจีนเอง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 หอการค้าจีนในอินโดนีเซีย (China Chamber of Commerce in Indonesia หรือ CCCI) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ระบุว่าบริษัทจีนที่ดำเนินงานในอินโดนีเซียกำลังแบกรับภาระจากกฎระเบียบที่เข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่แน่นอน รวมถึงการทุจริตและการรีดไถจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจดหมายฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 6 ด้าน ทั้งการปรับขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียม ข้อกำหนดใหม่ให้เก็บรายได้จากการส่งออกไว้ในประเทศ การลดโควตาแร่นิกเกิล การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ที่เข้มงวดขึ้น และข้อจำกัดด้านวีซ่าทำงานที่เพิ่มมากขึ้น
กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ธาตุอินโดนีเซียได้ปรับลดโควตาแร่นิกเกิลประจำปี 2026 ลงเหลือ 260-270 ล้านตันเปียก จากเดิม 379 ล้านตันในปีก่อนหน้า พร้อมกลับไปใช้ระบบอนุมัติโควตารายปีที่ทำให้รัฐควบคุมปริมาณอุปทานได้เข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทจีนอย่าง Tsingshan, Huayou และ Brunp ที่ต้องเผชิญกับการลดกำลังการผลิตและสินทรัพย์จมทุน ความตึงเครียดนี้ยังสะท้อนผ่านค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นปี 2026 จนทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997-98 ขณะที่ Fitch Ratings ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียจากระดับคงที่เป็นเชิงลบ โดยอ้างถึงความน่าเชื่อถือของนโยบายที่อ่อนแอลงและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลปราโบโวที่จะยืนยันอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศ โดยรัฐมนตรีคลัง Purbaya Yudhi Sadewa เคยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าแร่ธาตุเหล่านี้เป็นสมบัติของชาติ พร้อมกับการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ Danantara Sumberdaya Indonesia (DSI) เพื่อกำกับดูแลการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์นิกเกิลอย่างเฟอร์โรอัลลอย
ประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิเคราะห์คือ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายเหล่านี้ควรตกอยู่ที่ใครระหว่างบริษัทจีนผู้ลงทุนกับรัฐบาลอินโดนีเซียผู้อนุญาตและกำกับดูแล มุมมองหนึ่งจาก Lowy Institute ชี้ว่าท้ายที่สุดแล้วความรับผิดชอบหลักต้องตกอยู่ที่อินโดนีเซีย เพราะไม่มีบริษัทจีนรายใดสามารถดำเนินงานในประเทศได้โดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐ การละเมิดแรงงาน การทำลายสิ่งแวดล้อม หรือการเวนคืนชุมชนจะไม่เกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากความบกพร่องเชิงสถาบันที่มักถูกซ้ำเติมด้วยการทุจริต หากอินโดนีเซียต้องการได้รับการยอมรับในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ จำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายในโครงการเหมืองแร่ทั้งระบบ
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อีกกลุ่มจาก China-Global South Project ชี้ว่าความล้มเหลวของยุทธศาสตร์นิกเกิลอินโดนีเซียส่วนหนึ่งมาจากการทุจริตภายในประเทศเอง ที่ทำให้อุตสาหกรรมปลายน้ำไม่พัฒนาไปไกลกว่าผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปอย่างนิกเกิลพิกไอรอนหรือเฟอร์โรนิกเกิล ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงถูกส่งออกไปแปรรูปต่อในต่างประเทศ สะท้อนว่านโยบายห้ามส่งออกแร่ดิบยังไม่บรรลุเป้าหมายการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริงตามที่ตั้งใจไว้
ทั้งนี้รายงานของ BHRC เตือนว่าการละเลยข้อกังวลของชุมชนและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในท้ายที่สุดจะเป็นภัยคุกคามต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเอง เนื่องจากความขัดแย้งที่นำไปสู่การประท้วง การฟ้องร้อง หรือการระงับโครงการ ล้วนสร้างความเสี่ยงเชิงวัตถุต่อบริษัทเหมืองแร่ นักลงทุน และผู้ผลิตปลายน้ำที่ต้องพึ่งพาอุปทานแร่ธาตุที่มั่นคง
และประเด็นเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมท่ามกลางกระแสกีดกันทางการค้าที่มุ่งเป้าไปที่ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีน ซึ่งการถูกจัดอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับควรเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมในภาคนิกเกิลอย่างจริงจัง ก่อนที่ประเด็นสิทธิมนุษยชน และการผลิตที่ก่อมลพิษสูงจะกลายเป็นอุปสรรคทางการทูตและการค้าที่ยากจะแก้ไข

